ทิพย์สุดา สินชวาลวัฒน์ นายกสมาคมผู้จัดพิมพ์ฯ ‘รถไฟและหนังสือคือ 2 อนาคตที่มาบรรจบกัน’
“รถไฟไทย ไม่ใช่แค่รถไฟ แต่คืออนาคตของประเทศ
ส่วนหนังสือ ก็ไม่ใช่แค่หนังสือ แต่คืออนาคตของคนในชาติ
เมื่อ 2 อนาคตมาบรรจบกัน เราเลยตั้งชื่อธีมงานนี้ว่า อนาคต”
คือคำตอบของ ทิพย์สุดา สินชวาลวัฒน์ นายกสมาคมผู้จัดพิมพ์และผู้จำหน่ายหนังสือแห่งประเทศไทย ต่อคำถามถึงถ้อยคำ ‘อนาคต’ ที่ปรากฏบนโปสเตอร์โทนสีฟ้าสดใส เชื้อเชิญให้ผู้คนเข้าร่วม งานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ ครั้งที่ 50 และ สัปดาห์หนังสือนานาชาติ ครั้งที่ 20
ปักหมุด‘สถานีกลางบางซื่อ’ เริ่มต้นในเย็นวันนี้ เสาร์ที่ 26 มีนาคม ตรงกับวันครบรอบ 125 ปี การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) นับแต่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ เปิดการเดินรถไฟรอบปฐมฤกษ์ระหว่างสถานีกรุงเทพฯ-อยุธยาเป็นครั้งแรก เมื่อวันที่ 26 มีนาคม พุทธศักราช 2439
สมาคมผู้จัดพิมพ์และผู้จำหน่ายหนังสือแห่งประเทศไทย (Publishers and Booksellers Association of Thailand-PUBAT) จับมือกับ รฟท. ซึ่งเห็นชอบให้เนรมิตชั้น G (ชั้น 1) และชั้น M (ชั้นลอย) รวมนับหมื่นตารางเมตรเป็นอาณาจักรแห่งหนังสือที่จะพาผู้คนเดินทางผ่านตัวอักษร ไม่ว่าจะเป็นถนนสายย้อนอดีตสู่วันวาน โลดแล่นในสถานการณ์ปัจจุบัน และที่สำคัญคือเส้นทางสู่อนาคต
- เช็กโลเกชั่น ‘สถานีกลางบางซื่อ’ หนังสือ การเดินทาง และวันพรุ่งนี้
“สถานีกลางบางซื่อ อิงกับความเป็นอนาคต ด้วยสถาปัตยกรรมที่มีความทันสมัยและกว้างขวาง อีกประการหลักคือ ด้วยสถานการณ์โควิด ซึ่งที่นี่จัดเป็นศูนย์ฉีดวัคซีนมานานมากๆ คนเดินทางมาเยอะ แต่ไม่เคยมีคลัสเตอร์เลย เราจึงมั่นใจในระบบการดูแล การระบายอากาศ และมาตรการการป้องกันโควิด ซึ่งการจัดงานครั้งนี้ก็ได้รับคำแนะนำจากกรมการแพทย์ที่ปฏิบัติงานอยู่ในพื้นที่ รวมถึงจากกระทรวงสาธารณสุขด้วย” ทิพย์สุดาเล่า
ก่อนเผยถึงจำนวนผู้เข้าร่วมงานที่คาดการณ์ไว้ในห้วงเวลาที่โควิดสายพันธุ์ ‘โอมิครอน’ ยังคงระบาดหนัก
2 ล้านคน คือจำนวนผู้เข้าร่วมงานในสถานการณ์ปกติ
ทว่า ในสถานการณ์เช่นนี้ ประมาณการว่าจะมีผู้เข้าร่วมเฉลี่ยวันละ 60,000 คน เนื่องจากมีการ ‘เว้นระยะห่าง’ ตามมาตรการการ์ดไม่ตก และบรรยากาศของโรคระบาดแห่งศตวรรษ
จากวันนี้จนถึงวันสุดท้าย พุธที่ 6 เมษายน รวม 12 วัน คำนวณแบบเลขกลมๆ ได้ที่ 720,000 คน ลดลงกว่าครึ่ง
อย่างไรก็ตาม งานสัปดาห์หนังสือฯครั้งนี้ ยังมีช่องทางคู่ขนานให้เดินทางผ่านโลกออนไลน์เลือกสรรจับจ่ายเล่มโดนใจผ่านเว็บไซต์ www.thaibookfair.com
ส่วนผู้เดินทางมาเช็กโลเกชั่นยังสถานีกลางบางซื่อ จับต้องเล่มจริงตั้งแต่ปกอ่อน ปกแข็ง กระดาษเนื้อดี กลิ่นไอของหมึกพิมพ์ และรสชาติของตัวอักษรจาก 6 โซน จากกว่า 200 สำนักพิมพ์ รวมเกือบ 600 บูธ
ชั้น G (ชั้น 1) หนังสือทั่วไป หนังสือต่างประเทศ หนังสือเก่า หนังสือเด็กและสื่อการศึกษา
ชั้น M (ชั้นลอย) หนังสือทั่วไป หนังสือการ์ตูน (Book Wonderland)
นอกจากนี้ ยังมีเวทีการแสดง ห้องอบรมสัมมนา และนิทรรศการต่างๆ มากมาย อาทิ นิทรรศการหนังสือดีเด่น ประจำปี 2565, นิทรรศการก้าวสู่ทศวรรษที่ 3 รางวัลพานแว่นฟ้า วรรณกรรมการเมืองเพื่อพัฒนาประชาธิปไตย, กิจกรรมโครงการ 1 อ่านล้านตื่น รวมถึงนิทรรศการ ‘125 ปี รถไฟไทย’ ย้อนไทม์ไลน์ประวัติศาสตร์การเปิดหวูดเดินทางบนระบบรางมุ่งสู่อนาคต ซึ่ง ทิพย์สุดา บอกว่าต้องหยิบปากกามาขีดเส้นใต้ ผายมือให้ไปเยี่ยมชม
“เป็นไฮไลต์เลย อย่างที่บอกว่าปีนี้เราจับมือกับ รฟท. จึงมีการจัดนิทรรศการครบรอบ 125 การรถไฟแห่งประเทศไทย เล่าเรื่องประวัติศาสตร์รถไฟไทยทั้งหมดรวมอยู่ที่นี่” นายกสมาคมผู้จัดพิมพ์ฯกล่าว
- PUBAT x Munins NFT ครีเอทของที่ระลึกแห่งอนาคต
อีกหนึ่งสิ่งที่ได้รับความสนใจอย่างยิ่งตั้งแต่เปิดตัว คือของที่ระลึกซึ่งในปีนี้มาที่เข้าธีม ‘อนาคต’ ด้วยของสะสมรูปแบบ ‘ดิจิทัล’ ครั้งแรกในประวัติศาสตร์ครึ่งศตวรรษของการจัดงานสัปดาห์หนังสือฯ ก้าวกระโดดจากโปสการ์ด กระเป๋า และไอเท็มอื่นๆ ที่คุ้นเคยสู่ Non Fungible Tokens (NFT) โดยมี มุนินทร์ สายประสาท ศิลปินหญิงชื่อดังซึ่งเป็นที่รู้จักในนาม Munins มาสร้างสรรค์ผลงานศิลปะในคอลเล็กชั่นสุดพิเศษ ภายใต้โปรเจ็กต์ PUBAT x Munins NFT
“ผลงานของ Munins มีลายเส้นนุ่มนวลอ่อนโยน อยากให้คนที่มาร่วมงานมองภาพแล้วมีทัศนคติเชิงบวก ประกอบกับคุณมุนินทร์มีความเชี่ยวชาญในการขายงานศิลปะแบบ NFT เข้าใจธรรมชาติของ NFTด้วย” ทิพย์สุดา อธิบายที่มา ว่าท่ามกลางศิลปินไทยมากมาย ทำไมต้องเป็น Munins
บุคคลบนที่นั่งริมหน้าต่างรถไฟ มีหนังสือ 1 เล่มในมือ ในชื่อ Blue Whale, Flying Stingray, Train to the Moon, Trip to the Saturn และ Jellyfish’s Journey คือภาพดิจิทัล 5 แบบที่พร้อมให้เป็นเจ้าของ เมื่อซื้อหนังสือภายในงานครบ 1,000 บาท
มีสิทธิเลือกรับ NFT 1 ชิ้น เพียงนำใบเสร็จมาแลกที่เคาน์เตอร์ NFT จำนวนจำกัด แต่ละลายที่ 5,000 NFT (รวมทั้งหมด 25,000 ชิ้น)
หากสะสมครบ 5 ชิ้น 5 แบบ จะได้สิทธิพิเศษ นำ NFT 5 ชิ้นนั้น มาแลกไอเท็มลับหายากชิ้นที่ 6 ได้ตามจำนวนจำกัดที่ 1,000 NFT ที่จะเฉลยในวันงานพร้อมวิธีการได้รับ
นับเป็นของที่ระลึกแห่งอนาคตที่ควรค่าแก่การเดินทางไปจับจองอย่างยิ่ง
- จุดหมาย ไม่สำคัญเท่า ‘ระหว่างทาง’ ตอนจบไม่สำคัญเท่า ‘ระหว่างบรรทัด’
สำหรับนิยามความสัมพันธ์ของ 3 คำ อนาคต หนังสือ และการเดินทาง ในมุมมองของ ทิพย์สุดา นายกสมาคมผู้จัดพิมพ์ฯ ที่เป็น ‘นักอ่าน’ ตัวจริง มีอยู่ว่า…
“หนังสือพาเราเดินทางไปในที่ต่างๆ ไปรู้จักแม้กระทั่งซอกหลืบในใจของคนอื่นๆ ตัวอย่างเช่น การอ่านวรรณกรรม ทำให้เราทราบถึงจริยธรรม ศีลธรรมของตัวละคร การอ่านหนังสือสร้างอนาคต ช่วยให้เรามีกลวิธีคิดในเชิงลึกและรอบด้านมากขึ้น ไม่ว่าจะอ่านอะไรก็ตาม มันมีประโยชน์ของมัน ส่วนตัวเป็นคนอ่านสะเปะสะปะมาก สุขภาพก็ชอบอ่าน ท่องเที่ยวก็อ่าน ฮาวทู ชอบมาก เมืองนอกเล่มไหนดังจะไปหาช่องทางบอกสำนักพิมพ์ต่างๆ ว่าเอามาแปลหน่อยได้ไหม นิยายจีนและเรื่องสืบสวนของต่างประเทศก็ชอบมากๆ” เจ้าตัวเล่าด้วยน้ำเสียงเจือความสุขในทุกประโยค
ไม่เพียงการเดินทางผ่านโลกหนังสือ ทว่า ยังเป็นนักเดินทางในโลกแห่งความจริง ทั้งยังชอบเดินทางด้วยระบบขนส่งสาธารณะอย่าง รถไฟ อีกด้วย
“เดินทางหนักมาก ก่อนมาเป็นนายกสมาคมผู้จัดพิมพ์ฯ อยู่ไทยไม่ครบ 6 เดือน ด้วยความชอบท่องเที่ยว ไม่ค่อยอยู่กับที่ และด้วยการทำหนังสือซึ่งสามารถทำที่ไหนก็ได้ เลยชอบท่องเที่ยวและทำงานไปด้วย หมุดหมายที่ประทับใจ อยากกลับไปอีก น่าจะเป็นนิวซีแลนด์ เพราะมีแกะมากกว่ามีคน ค่อนข้างสงบเงียบ วิวทั้งหมดเหมือนภาพวาด”
นอกจากจุดหมายที่อยากกลับไปอีกครั้ง ยังมีหนังสือที่ชอบอ่านซ้ำแล้วซ้ำอีก ไม่ต่างกับการเดินทางกลับไปเยี่ยมชมใหม่ ได้เห็นแง่มุมใหม่ๆ ให้ตีความ ไม่ว่าจะเป็นนิยาย วรรณกรรมเยาวชน หรือเรื่องแนวสืบสวนสอบสวน
“สมมุติว่าอ่านนิยายสืบสวน ไม่อยากบอกเลยว่า พอผ่านไปแล้ว 2 เดือน ก็จำไม่ได้แล้ว พอมาอ่านอีกก็สนุกอีก หักมุมอีก ตื่นเต้นทุกครั้งที่อ่าน รู้สึกว่าเล่มไหนก็สนุกไปหมด ยกเว้นฮาวทู อ่านเสร็จจะจดลงสมุดโน้ตเฉพาะเรื่องที่ว้าวจากเล่มนั้นๆ แล้วไม่ได้กลับมาอ่านอีก”
แม้การเดินทางย่อมมีจุดหมาย และหนังสือทุกเล่มย่อมมีหน้าสุดท้าย ทว่า ปลายทางอาจไม่สำคัญเท่า ‘ระหว่างทาง’ และตอนจบอาจไม่สำคัญเท่า ‘ระหว่างบรรทัด’
“มีคนถามบ่อยๆ ในกลุ่มเฟซบุ๊กนักอ่านว่าเล่มนี้เป็นอย่างไร จบดี หรือไม่ดี ถ้าจบไม่ดีจะไม่อ่าน แต่สำหรับทิพย์แล้ว ตอนจบจะเป็นอย่างไรไม่สำคัญเลย ขอแค่ระหว่างทางมันสนุก
เปรียบเหมือนชีวิตคนเรา เสพทั้งสุข ทั้งทุกข์ ไม่ว่าตอนจบจะเป็นอย่างไรก็ต้องเผชิญกับมัน เช่นเดียวกับหนังสือ ในเมื่อเขาลิขิตมาว่าต้องจบแบบนี้ ก็ต้องรับให้ได้”
- ‘พบรัก’ ปกใหม่ๆ ‘ทำไมเราเพิ่งเจอกัน?’
ปิดท้าย ไม่ถามไม่ได้ ถึงสถานการณ์ร้านหนังสือที่ทยอยปิดตัวลงอย่างต่อเนื่อง การช้อปลงตะกร้าออนไลน์และซื้อโดยตรงจากสำนักพิมพ์มีมากขึ้นตามลำดับ
นายกสมาคมผู้จัดพิมพ์ฯอธิบายว่า สถานการณ์โควิดกระทบต่อธุรกิจสิ่งพิมพ์โดยเฉพาะร้านหนังสือมากที่สุด และไม่ได้เกิดเฉพาะบ้านเราเท่านั้น
“สมมุติว่าร้านปิดประมาณ 4 เดือน นักอ่านก็เปลี่ยนไปซื้อกับสำนักพิมพ์โดยตรงมากขึ้น ตอนนี้ร้านหนังสือทั่วโลกเผชิญสิ่งเดียวกัน พฤติกรรมที่เปลี่ยนแปลงไป ไม่อยากซื้อหนังสือจากร้านหนังสือแล้ว แต่ร้านหนังสือมีความจำเป็นมากใน Supply Chain (ห่วงโซ่อุปทาน) ของหนังสือ ถ้าเราตั้งใจมากๆ ที่จะซื้อหนังสือเล่มใดเล่มหนึ่ง การติดต่อซื้อจากสำนักพิมพ์ก็เป็นไปได้ แต่ยังมีหนังสืออีกมากที่เราเข้าร้านหนังสือโดยไม่ได้ตั้งใจไปตามหา แต่ไปพบว่าเล่มนี้มันถูกใจ โดนใจ ตกหลุมรักกันแล้วพากลับบ้าน”
เหมือนความรักที่ต้องเอื้อนเอ่ยคำว่า ‘ทำไมเราเพิ่งมาเจอกัน?’
“ใช่ๆ แล้วตอนอ่านเราก็จะรู้สึกว่า หูย! ถ้าได้อ่านเล่มนี้ย้อนกลับไปเมื่อ 2 ปีที่แล้ว ตอนกำลังทำสิ่งนี้อยู่ก็คงจะดีไม่น้อย” ทิพย์สุดาเล่า ก่อนกลับมาที่ประเด็นร้านหนังสือ เชื่อมโยงถึงงานสัปดาห์หนังสือฯ
“ด้วยการที่ร้านหนังสือมีพื้นที่จำกัด ไม่เหมือนร้านหนังสือเมืองนอกที่มีขนาดใหญ่จนบรรจุหนังสือได้ทั้งหมด ทำให้เชลฟ์ไลฟ์สั้น เช่น อยู่ที่ 2 เดือน ถ้า 2 เดือนนั้นเราไม่ได้ไปร้านหนังสือ เราไม่ได้พบหนังสือเล่มนี้ หนังสือจะถูกถอดออกไป ทำให้เราต้องออกมาเดินดู เดินหาในงานสัปดาห์หนังสือฯ”
นอกเหนือจากการเป็นผู้จัด เจ้าตัวก็เป็นหนึ่งในผู้เข้าร่วมงานด้วยเช่นกัน
“ทุกงาน ซื้อหนังสือไม่เคยต่ำกว่า 1 หมื่นบาท ค่อยๆ ไล่อ่านไป จนงานหนังสือครั้งหน้าค่อยมาโกยใหม่ และด้วยความที่ไม่ได้ตามข่าวว่าอะไรจะออกใหม่ แต่จะไปเดินในงานเพื่อพบรักกับหนังสือปกใหม่ๆ ว่าปกนี้สวย เนื้อหาน่าสนใจ บางทีเราเจอหนังสือที่ไม่ใช่เล่มออกใหม่ แต่ก็ยังอ่าน ยังซื้อ”
ช้อปหนักขนาดนี้ ขอถามว่า เป็นสาย ‘กองดอง’ หรือตะลุยอ่าน
ได้รับคำตอบเป็นเสียงหัวเราะ ก่อนตอบว่า เป็นอย่างหลัง
“เป็นคนตะลุยอ่าน อย่างน้อยสัปดาห์หนึ่ง จะอ่าน 1 เล่ม แต่บางทีอ่านไม่ทัน ก็มีดองด้วย” สารภาพอย่างตรงไปตรงมา ไม่มีอ้อมค้อม
มาร่วมเดินทางไปกับขบวนรถไฟสายตัวอักษรที่เปิดหวูดมุ่งหน้าสู่อนาคต ในงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติครั้งที่ 50 และสัปดาห์หนังสือนานาชาติ ครั้งที่ 20 ตั้งแต่วันนี้-6 เมษายน ณ สถานีกลางบางซื่อ
งานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติครั้งที่ 50
และสัปดาห์หนังสือนานาชาติ ครั้งที่ 20
จัดภายใต้มาตรการควบคุมและป้องกันการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ณ สถานีกลางบางซื่อ
เสาร์ที่ 26 มี.ค. – พุธที่ 6 เม.ย. 2565 เวลา 10.00-21.00 น. (เฉพาะวันที่ 26 มี.ค. 17.00-21.00 น.)
ชั้น G (ชั้น 1) หนังสือทั่วไป หนังสือต่างประเทศ หนังสือเก่า หนังสือเด็กและสื่อการศึกษา
ชั้น M (ชั้นลอย) หนังสือทั่วไป หนังสือการ์ตูน (Book Wonderland) ขึ้นบันไดเลื่อนบริเวณประตู 1 และประตู 4 ฝั่งทิศตะวันออก
การเดินทาง : รถไฟฟ้าใต้ดิน MRT สายสีน้ำเงิน ลงสถานีบางซื่อ, รถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดง ลงสถานีกลางบางซื่อ หรือเรียกแท็กซี่ผ่านแอพพ์ LINEMAN ลูกค้าใหม่ลด 50 บาท ใส่โค้ด BOOKFAIR
รถยนต์ จอดได้ที่ที่จอดรถชั้นใต้ดินสถานีกลางบางซื่อ รถจักรยานยนต์ จอดหน้าอาคารประตู 4 ฝั่งทิศตะวันออก
ไปรษณีย์ไทยให้บริการขนส่งที่บูธ A45 ชั้น G (ชั้น 1)
ทั้งนี้ บูธสำนักพิมพ์มติชน ตั้งอยู่ที่ชั้น 1 (G-Floor) บูธ A16 โซนหนังสือทั่วไป ใกล้กับประตูทางออก และทางเชื่อมต่อ MRT สถานีกลางบางซื่อ
ติดตามความเคลื่อนไหว ข่าวสาร รายละเอียดกิจกรรมได้ทาง เฟซบุ๊ก Thai Book Fair