โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ต่างประเทศ

ซัมมิต “สี-ทรัมป์” ใน “กับดักธูซิดิดีส” เดิมพันอนาคตมหาอำนาจศตวรรษที่ 21

เดลินิวส์

อัพเดต 1 วันที่แล้ว • เผยแพร่ 1 วันที่แล้ว • เดลินิวส์
การพบหารือระหว่างประธานาธิบดีสี จิ้นผิง กับประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ไม่ได้เป็นเพียงการฟื้นฟูความสัมพันธ์จีน-สหรัฐ แต่คือการเผชิญหน้าของสองมหาอำนาจภายใต้เงาของ “กับดักธูซิดิดีส” แนวคิดที่เตือนว่า เมื่ออำนาจใหม่ท้าทายอำนาจเดิม โลกอาจเดินเข้าใกล้สงครามโดยไม่รู้ตัว ท่ามกลางการแข่งขันด้านเทคโนโลยี ปัญหาไต้หวัน และวิกฤติภูมิรัฐศาสตร์ที่ปะทุรอบโลก คำถามสำคัญจึงไม่ใช่เพียงว่า “จีนกับสหรัฐจะร่วมมือกันได้หรือไม่” แต่คือ “ทั้งสองฝ่ายจะหลีกเลี่ยงการปะทะครั้งใหญ่ของศตวรรษที่ 21 ได้จริงหรือไม่”

การพบหารือกันครั้งประวัติศาสตร์ ระหว่างประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐ กับประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ผู้นำจีน ระหว่างวันที่ 14-15 พ.ค. 2569 ไม่เพียงแต่เป็นการฟื้นฟูความสัมพันธ์ระดับผู้นำ แต่ยังเป็นการเผชิญหน้ากันของสองมหาอำนาจ ท่ามกลางสภาวะวิกฤติเชิงโครงสร้างที่นักรัฐศาสตร์ทั่วโลกนิยามว่า "กับดักธูซิดิดีส"

ท่ามกลางความผันผวนของระเบียบโลกที่ถูกเร่งเร้าด้วยความขัดแย้งในตะวันออกกลาง และการแข่งขันทางเทคโนโลยีที่ทวีความรุนแรงขึ้น การที่สีหยิบยกแนวคิดนี้ขึ้นมากล่าวถึงอย่างเป็นทางการในการประชุม เปิดเผยให้เห็นถึงความพยายามของปักกิ่งในการตีกรอบความสัมพันธ์ใหม่ภายใต้แนวคิด "ความมั่นคงเชิงยุทธศาสตร์ที่สร้างสรรค์" เพื่อหลีกเลี่ยงโศกนาฏกรรมแห่งสงคราม ที่ประวัติศาสตร์มักจะซ้ำรอย เมื่อมหาอำนาจใหม่ก้าวขึ้นมาท้าทายมหาอำนาจเดิม

แนวคิด "กับดักธูซิดิดีส" มีรากฐานมาจากงานเขียนของธูซิดิดีส นักประวัติศาสตร์ชาวกรีกโบราณ ผู้บันทึกเรื่องราวสงครามเพโลพอนนีเซียนระหว่างเอเธนส์และสปาร์ตา ว่า "การผงาดขึ้นของเอเธนส์และความกลัวที่เกิดขึ้นในใจของสปาร์ตาคือสิ่งที่ทำให้สงครามเป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้"

ในบริบทสมัยใหม่ ศ.เกรแฮม อัลลิสัน แห่งมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ขยายความแนวคิดนี้ผ่านงานวิจัยที่วิเคราะห์กรณีศึกษาทางประวัติศาสตร์ 16 ครั้งในช่วง 500 ปีที่ผ่านมา พบว่ามีถึง 12 ครั้งที่จบลงด้วยการใช้กำลังทหาร การที่ผู้นำจีนเลือกใช้คำนี้ต่อหน้าทรัมป์จึงไม่ใช่เพียงการอ้างอิงทางวิชาการ แต่เป็นคำเตือนเชิงยุทธศาสตร์ว่า ทั้งสองประเทศกำลังยืนอยู่บนเส้นขนานที่อันตรายที่สุดในยุคปัจจุบัน

สภาวะความตึงเครียดนี้ถูกขับเคลื่อนด้วยความกลัวของสหรัฐ ต่อการสูญเสียสถานะความเป็นเจ้าโลก และความมุ่งมั่นของจีนในการบรรลุ "การฟื้นฟูความรุ่งเรืองที่ยิ่งใหญ่ของประชาชาติจีน" ข้อมูลเชิงประจักษ์ชี้ให้เห็นว่า ในทศวรรษที่ 2020 จีนก้าวขึ้นมาท้าทายสหรัฐ ในเกือบทุกมิติ ตั้งแต่การผลิตขั้นสูง ปัญญาประดิษฐ์ ( เอไอ ) ไปจนถึงการขยายอิทธิพลทางเรือในแปซิฟิกตะวันตก ทำให้ความสัมพันธ์เข้าสู่สภาวะ "Zero-sum game" หรือการที่ฝ่ายหนึ่งได้ประโยชน์หมายถึงอีกฝ่ายต้องเสียประโยชน์ ซึ่งเป็นเชื้อไฟหลักที่นำไปสู่กับดักธูซิดิดีส

การเยือนกรุงปักกิ่งของทรัมป์ในครั้งนี้เกิดขึ้นท่ามกลางการจับตามองของประชาคมโลก เนื่องจากเป็นการเยือนจีนอย่างเป็นทางการของผู้นำสหรัฐ ครั้งแรกในรอบ 9 ปี บรรยากาศภายในงานถูกจัดเตรียมอย่างยิ่งใหญ่ภายใต้รูปแบบรัฐพิธี ซึ่งจีนใช้เพื่อแสดงถึงเกียรติยศสูงสุดและสถานะที่เท่าเทียมกันของสองมหาอำนาจ

ในการประชุมที่มหาศาลาประชาชน เมื่อวันที่ 14 พ.ค. สีกล่าวว่า "คนทั้งโลกกำลังเฝ้าดูการประชุมของเรา ในขณะนี้การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในรอบศตวรรษกำลังเร่งตัวขึ้นทั่วโลก และสถานการณ์ระหว่างประเทศมีความผันผวนและวุ่นวาย" คำถามสำคัญที่ผู้นำจีนโยนลงกลางที่ประชุมคือ "จีนและสหรัฐจะสามารถก้าวข้ามสิ่งที่เรียกว่า "กับดักธูซิดิดีส" และสร้างรูปแบบใหม่ของความสัมพันธ์ได้หรือไม่" คำถามนี้สะท้อนถึงการยอมรับว่าความขัดแย้งที่มีอยู่ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เป็นผลมาจากแรงกดดันเชิงโครงสร้างของอำนาจโลก

ด้านทรัมป์ แม้จะขึ้นชื่อเรื่องนโยบาย "อเมริกาต้องมาก่อน" ที่แข็งกร้าว แต่ในระหว่างการเยือนครั้งนี้ ผู้นำสหรัฐกล่าวชื่นชมสีว่าเป็น "ผู้นำที่ยิ่งใหญ่" และแสดงความยินดีที่ได้เป็น "เพื่อน" กับผู้นำจีน ทรัมป์ยังระบุว่าการประชุมครั้งนี้อาจเป็น "ซัมมิตครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีมา" และคาดหวังว่า ความสัมพันธ์จะดีขึ้นกว่าที่เคยเป็น อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์มองว่าความสนิทสนมเชิงสัญลักษณ์นี้ เป็นเพียงหน้าฉากของการเจรจาที่ซับซ้อนและเคร่งเครียดในห้องปิดลับ ซึ่งกินเวลานานกว่าที่กำหนดไว้ถึงเท่าตัว

การที่ผู้นำจีนกล่าวถึง "การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ที่ไม่เคยปรากฏมาก่อนในรอบ 100 ปี" เป็นรหัสลับทางยุทธศาสตร์ที่รัฐบาลปักกิ่งต้องการสื่อสารว่า ระเบียบโลกเดิมที่นำโดยสหรัฐกำลังถึงจุดเสื่อมถอย และระเบียบโลกใหม่ที่จีนมีบทบาทสำคัญกำลังอุบัติขึ้น ภายใต้มุมมองนี้ กับดักธูซิดิดีสจึงเป็นบททดสอบว่า สหรัฐจะสามารถยอมรับการเปลี่ยนแปลงนี้ได้โดยไม่ใช้กำลังทหารได้หรือไม่

สีได้เสนอทางออกผ่านสิ่งที่เขาเรียกว่า "เสถียรภาพเชิงยุทธศาสตร์ที่สร้างสรรค์ใหม่" ซึ่งประกอบด้วยองค์ประกอบสำคัญ 3 ประการ ได้แก่ เสถียรภาพที่เกื้อกูล คือการแข่งขันที่ถูกจำกัดให้อยู่ในขอบเขตที่ตกลงกันไว้ ไม่นำไปสู่การตัดขาดความสัมพันธ์โดยสิ้นเชิง
เสถียรภาพที่เป็นบรรทัดฐาน คือความแตกต่างและการเผชิญหน้าถูกจัดการผ่านกลไกสถาบัน ไม่ใช่การตอบโต้อย่างฉับพลันตามอารมณ์ของผู้นำ และเสถียรภาพที่ยั่งยืนการสร้างความเชื่อมั่นว่า สันติภาพจะเป็นสิ่งที่คาดการณ์ได้ในระยะยาว

คำวิงวอนของผู้นำจีนให้ทั้งสองฝ่ายเป็น "หุ้นส่วน ไม่ใช่คู่แข่ง" สะท้อนถึงยุทธศาสตร์ของรัฐบาลปักกิ่ง ในการดึงเวลาเพื่อสร้างความแข็งแกร่งภายใน ขณะเดียวกัน ก็พยายามกดดันให้สหรัฐยอมรับบทบาทของจีนในฐานะมหาอำนาจที่มีอิทธิพลเท่าเทียมกัน นักวิเคราะห์รัฐศาสตร์มองว่า การใช้คำว่า "กับดักธูซิดิดีส" ยังเป็นการโยนภาระให้รัฐบาลวอชิงตันเป็นผู้เลือก ว่าจะ "เปิดศึก" หรือ "ประนีประนอม" เพื่อรักษาความสงบสุขของโลก

แม้การสนทนาในระดับผู้นำจะเต็มไปด้วยถ้อยคำที่สวยงาม แต่ความจริงเชิงเศรษฐกิจกลับเป็นสมรภูมิที่ดุเดือด ซัมมิตครั้งนี้เกิดขึ้นหลังปี2568 ที่เกิดสงครามการค้าอย่างหนักหน่วงจนทำให้การค้าระหว่างสองประเทศลดลงกว่าหนึ่งในสาม สิ่งที่ทรัมป์ต้องการจากการเยือนครั้งนี้ คือผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมในเชิงธุรกรรม เพื่อนำไปสื่อสารกับฐานเสียงในสหรัฐ

ในทางกลับกัน จีนได้ใช้ "ตลาด" เป็นอาวุธในการต่อรอง โดยแลกเปลี่ยนการเปิดตลาดกับความยินยอมของสหรัฐ ในการผ่อนปรนมาตรการควบคุมการส่งออกเทคโนโลยีระดับสูง นักวิเคราะห์เตือนว่า นี่เป็นเพียง "เสถียรภาพชั่วคราว" เนื่องจากทั้งสองฝ่ายยังคงยึดมั่นในนโยบายพึ่งพาตนเอง และพยายามสร้างห่วงโซ่อุปทานที่แยกออกจากกัน

ในความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐกับจีน ประเด็นไต้หวัน คือจุดที่มีความเสี่ยงสูงสุด ซึ่งจะนำไปสู่กับดักธูซิดิดีส สีย้ำเตือนกับทรัมป์อย่างหนักแน่นว่า "ประเด็นไต้หวันเป็นปัญหาที่สำคัญที่สุดในความสัมพันธ์จีน-สหรัฐ" และหากจัดการไม่เหมาะสม จะนำไปสู่ "การปะทะและการเผชิญหน้า" ซึ่งจะทำให้ความสัมพันธ์ทั้งหมดตกอยู่ในอันตรายร้ายแรง

ท่าทีของทรัมป์ในเรื่องนี้ยังคงมีความกำกวมเชิงยุทธศาสตร์ ผู้นำสหรัฐหลีกเลี่ยงที่จะตอบคำถามโดยตรงว่า จะส่งทหารไปช่วยไต้หวันหรือไม่ หากถูกโจมตี โดยระบุเพียงว่า "มีเพียงคนเดียวที่รู้เรื่องนี้ และคนนั้นคือผม" ทัศนคติของทรัมป์ที่มองว่า เขาสามารถจัดการเรื่องนี้ได้ผ่านการเจรจาและการ "ตกลงกัน" อาจสร้างความเบาใจได้ชั่วคราว แต่ในสายตาของนักความมั่นคง นี่คือจุดเปราะบางที่อาจนำไปสู่การคำนวณพลาด ซึ่งเป็นชนวนเหตุพื้นฐานของกับดักธูซิดิดีส

นอกจากนั้น ปัจจัยภายนอกที่เร่งให้การพบกันครั้งนี้มีความสำคัญยิ่ง คือสงครามในอิหร่านที่ยืดเยื้อ ทรัมป์ต้องการให้จีนใช้อิทธิพลที่มีเหนือรัฐบาลเตหะราน เพื่อช่วยเปิดช่องแคบฮอร์มุซสำหรับการขนส่งพลังงาน แม้ทรัมป์อ้างว่าสีรับปาก ว่าจะไม่ส่งอาวุธให้อิหร่าน แต่ความจริงที่น่ากังวลคือ จีนกำลังได้ประโยชน์จากสถานการณ์นี้ จากการนำเสนอตัวเองเป็น "มหาอำนาจที่อดทนและเชื่อถือได้" ขณะที่สหรัฐถูกมองว่าเป็น "ตัวทำลายระเบียบ" จากการเข้าไปพัวพันในสงคราม

อย่างไรก็ตาม ตราบใดที่พื้นฐานความสัมพันธ์ยังถูกกำหนดด้วยความกลัวและความทะเยอทะยานที่ขัดแย้งกัน กับดักธูซิดิดีสจะยังคงตั้งตระหง่านอยู่เป็นฉากหลังของศตวรรษที่ 21 การจะก้าวข้ามเรื่องนี้ไปได้ไม่ได้ขึ้นอยู่กับคำมั่นสัญญาในการซื้อถั่วเหลืองหรือเครื่องบิน แต่ขึ้นอยู่กับความสามารถของสองมหาอำนาจในการแบ่งปันพื้นที่ทางยุทธศาสตร์และยอมรับความจริงที่ว่า "เมื่อร่วมมือกันทั้งสองฝ่ายจะได้ประโยชน์ แต่เมื่อเผชิญหน้ากันทั้งสองฝ่ายจะล่มสลาย" ตามคำกล่าวของผู้นำจีน

โลกหลังผ่านพ้นซัมมิตสี-ทรัมป์ จึงยังคงเป็นโลกที่แขวนอยู่บนความไม่แน่นอน โดยที่สันติภาพขึ้นอยู่กับการรักษาสมดุลที่เปราะบางระหว่าง "การแข่งขันที่อยู่ภายใต้การจัดการ" และ "ความขัดแย้งที่ไม่อาจหลีกเลี่ยง" สิ่งที่ต้องติดตามต่อไปคือ "รูปแบบใหม่ของความสัมพันธ์" ที่ผู้นำจีนนำเสนอ จะสามารถต้านทานแรงเสียดทานจากการเลือกตั้งในสหรัฐ การขยายตัวของเทคโนโลยีทางทหาร และวิกฤติการณ์ในภูมิภาคต่าง ๆ ได้ยาวนานเพียงใด.

ทีมข่าวต่างประเทศ

เครดิตภาพ : REUTERS

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...