โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ต่างประเทศ

UAE แจงถอนตัวจาก OPEC เป็นยุทธศาสตร์เศรษฐกิจ ไร้ปมการเมือง

การเงินธนาคาร

อัพเดต 1 วันที่แล้ว • เผยแพร่ 2 วันที่แล้ว

UAE ยันชัด การตัดสินใจลาออกจาก OPEC และ OPEC+ เป็นไปตามยุทธศาสตร์และวิสัยทัศน์ทางเศรษฐกิจระยะยาวเพื่อประโยชน์ชาติ ย้ำไร้ปมการเมืองแอบแฝง

16 พ.ค.2569 (CNBC) - สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) ออกมาชี้แจงอย่างเป็นทางการว่า การตัดสินใจลาออกจากกลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมัน (OPEC) และพันธมิตร OPEC+ นั้น เป็นผลมาจากวิสัยทัศน์ทางเศรษฐกิจของประเทศ และไม่ได้มีนัยยะทางการเมืองใด ๆ แอบแฝง

เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา นายซูฮาอิล โมฮาเหม็ด อัล มาซรูอี (Suhail Mohamed Al Mazrouei) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานของยูเออี ได้โพสต์ข้อความผ่านแพลตฟอร์ม X (ทวิตเตอร์) เพื่อสร้างความชัดเจนในเรื่องนี้ ว่า"การตัดสินใจในครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจากที่ได้มีการประเมินนโยบายการผลิตภายในประเทศและศักยภาพในอนาคตอย่างครอบคลุมแล้ว ซึ่งตั้งอยู่บนผลประโยชน์แห่งชาติของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ความรับผิดชอบในฐานะผู้จัดหาพลังงานที่น่าเชื่อถือ และความมุ่งมั่นอันแน่วแน่ในการรักษาเสถียรภาพของตลาดเพียงเท่านั้น"

ก่อนหน้านี้ในช่วงต้นเดือน ยูเออีได้สร้างความสั่นสะเทือนให้วงการพลังงานด้วยการประกาศถอนตัวจากการเป็นสมาชิกของกลุ่ม OPEC ซึ่งยูเออีเข้าร่วมเป็นสมาชิกมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2510 (ค.ศ. 1967) ตั้งแต่ก่อนที่จะมีการรวมตัวก่อตั้งประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์เสียด้วยซ้ำ

ยันไร้รอยร้าวในกลุ่มพันธมิตร

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานของยูเออีเน้นย้ำว่า "การตัดสินใจครั้งนี้ไม่ได้อิงจากข้อพิจารณาทางการเมืองใด ๆ และไม่ได้สะท้อนถึงความขัดแย้งหรือรอยร้าวระหว่างสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์กับกลุ่มประเทศพันธมิตรแต่อย่างใด"

นอกจากนี้ เขายังกล่าวเสริมว่า การยุติบทบาทดังกล่าว "ถือเป็นทางเลือกเชิงอธิปไตยและเชิงยุทธศาสตร์ที่หล่อหลอมมาจากวิสัยทัศน์ทางเศรษฐกิจระยะยาวของประเทศ การพัฒนาขีดความสามารถในภาคพลังงาน รวมถึงความมุ่งมั่นอันมั่นคงที่มีต่อความมั่นคงทางพลังงานโลก"

พลิกผันจากผลกระทบของสงคราม

ในช่วงก่อนเกิดสงคราม ยูเออีมีกำลังการผลิตน้ำมันอยู่ที่ระดับสูงกว่า 3 ล้านบาร์เรลต่อวันเล็กน้อย ซึ่งสอดคล้องกับเป้าหมายโควตาของกลุ่ม OPEC+ โดยทางการอาบูดาบีตั้งเป้าหมายที่จะขยายขีดความสามารถในการผลิตให้บรรลุถึง 4.9 ล้านบาร์เรลต่อวัน

อย่างไรก็ตาม เนื่องจากสถานการณ์สงครามในปัจจุบัน ส่งผลให้ยอดการผลิตจริงของยูเออีลดลงมาอยู่ที่ระหว่าง 1.8 ถึง 2.1 ล้านบาร์เรลต่อวันเท่านั้น

นายฮอร์เก เลออน (Jorge León) หัวหน้าฝ่ายวิเคราะห์ภูมิรัฐศาสตร์จากบริษัทวิจัยพลังงาน Rystad Energy ได้ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าว CNBC หลังจากที่ยูเออีประกาศการตัดสินใจว่า ยูเออีถือเป็นสมาชิกที่มีอิทธิพลมากที่สุดในกลุ่ม OPEC รองจากซาอุดีอาระเบีย และเป็นหนึ่งในไม่กี่ประเทศ (ร่วมกับซาอุดีอาระเบีย) ที่มีกำลังการผลิตสำรองมากพอที่จะส่งผลต่อการกำหนดทิศทางราคาและสามารถรองรับภาวะวิกฤตการขาดแคลนอุปทาน (Supply Shocks) ได้

กำลังการผลิตสำรอง (Spare Capacity) คืออะไร?

คือกำลังการผลิตส่วนที่ปล่อยว่างไว้ชั่วคราว แต่พร้อมที่จะขุดเจาะและนำมาเข้าสู่ระบบได้อย่างรวดเร็วเมื่อเกิดวิกฤตการณ์รุนแรง โดยซาอุดีอาระเบียและยูเออีถือครองกำลังการผลิตสำรองส่วนใหญ่ของโลก ซึ่งรวมกันแล้วมีมากกว่า 4 ล้านบาร์เรลต่อวัน ทำให้ทั้งสองประเทศมีอิทธิพลอย่างสูงต่อตลาดในช่วงที่โลกเกิดภาวะตึงเครียด

ราคาน้ำมันโลกดีดตัวรับการคาดการณ์เชิงภูมิรัฐศาสตร์

เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกปรับตัวสูงขึ้น จากกระแสการคาดการณ์ว่า ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ มีแนวโน้มที่จะกลับมาให้ความสนใจกับความขัดแย้งที่ยังคงหยุดชะงักกับอิหร่านอีกครั้ง หลังจากเสร็จสิ้นการประชุมสุดยอดในประเทศจีนร่วมกับประธานาธิบดีสี จิ้นผิง

น้ำมันดิบ Brent (สัญญาเดือนกรกฎาคม): ปรับตัวเพิ่มขึ้นมากกว่า 3% ปิดที่ 109.26 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล

น้ำมันดิบ WTI ของสหรัฐฯ (สัญญาเดือนมิถุนายน):พุ่งทะยานมากกว่า 4% ปิดที่ 105.42 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล

ทั้งนี้ ราคาน้ำมันดิบ Brent พุ่งสูงขึ้นถึง 74% แล้วเมื่อเทียบจากต้นปีจนถึงปัจจุบัน (Year-to-Date) แต่ยังคงต่ำกว่าระดับราคาสูงสุดที่เคยแตะ 118 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรลเมื่อช่วงปลายเดือนเมษายนที่ผ่านมา

อาบูดาบีเร่งโครงการท่อส่งน้ำมันใหม่ เลี่ยงช่องแคบฮอร์มุซ

นอกจากข่าวการถอนตัวแล้ว เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา ทางการอาบูดาบีเปิดเผยว่า กำลังเร่งรัดการก่อสร้างโครงการท่อส่งน้ำมันสายใหม่แนวตะวันตก-ตะวันออก มุ่งสู่เมืองฟูไจราห์ เพื่อขยายขีดความสามารถในการส่งออกน้ำมัน และเพื่อหลีกเลี่ยงเส้นทางผ่าน "ช่องแคบฮอร์มุซ" (Strait of Hormuz)** ซึ่งเป็นจุดยุทธศาสตร์ขนส่งทางเรือที่มีความเสี่ยงสูง

โครงการท่อส่งน้ำมันแห่งที่สองนี้ คาดว่าจะสามารถเปิดใช้งานได้ในปี พ.ศ. 2570 และจะช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการส่งออกของบริษัทน้ำมันแห่งชาติอาบูดาบี (ADNOC) ขึ้นเป็นเท่าตัว

การเร่งดำเนินโครงการดังกล่าวเกิดขึ้นในขณะที่อุปทานพลังงานทั่วโลกยังคงเผชิญแรงกดดันอย่างหนัก เนื่องจากเส้นทางเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซถูกจำกัดอย่างรุนแรง ประกอบกับการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานและเรือขนส่งสินค้าที่เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า ได้กลายเป็นอุปสรรคสำคัญที่บั่นทอนความสามารถของยูเออีในการฟื้นฟูกำลังการผลิตน้ำมันให้กลับเข้าสู่ภาวะปกติ

อ้างอิง : cnbc.com

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...