โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

“สคส.”ออกประกาศรับรองมาตรฐาน “พีดีพีเอ”ยกระดับธรรมาภิบาลข้อมูลประเทศสู่สากล

เดลินิวส์

อัพเดต 22 มิถุนายน 2569 เวลา 21.51 น. • เผยแพร่ 2 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เดลินิวส์
เดินหน้ายกระดับโครงสร้างพื้นฐานด้านการกำกับดูแลข้อมูลส่วนบุคคลของประเทศอย่างเป็นรูปธรรม สร้างความเชื่อมั่นให้แก่ประชาชน นักลงทุน คู่ค้าทางธุรกิจ และรองรับเศรษฐกิจดิจิทัลที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูลอย่างยั่งยืน

พ.ต.อ.สุรพงศ์ เปล่งขำ เลขาธิการคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (สคส.) เปิดเผยว่า ประกาศ "หลักเกณฑ์การให้ใบรับรองและเครื่องหมายรับรองมาตรฐานการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2569" และ "วิธีการและเงื่อนไขในการรับรองมาตรฐานการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2569" ได้ประกาศลงในราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ 18 มิ.ย. 69 ที่ผ่านมา ซึ่งระกาศหลักเกณฑ์ดังกล่าวถือเป็น ก้าวสำคัญของประเทศไทย ในการยกระดับระบบคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลจากการบังคับใช้กฎหมาย ไปสู่การสร้าง มาตรฐานแห่งความเชื่อมั่น ที่สามารถตรวจสอบได้ มีมาตรฐานเดียวกันทั้งประเทศ และสอดคล้องกับแนวทางการกำกับดูแลข้อมูลที่นานาชาติให้การยอมรับ ช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ประชาชน นักลงทุน คู่ค้าทางธุรกิจ และรองรับเศรษฐกิจดิจิทัลที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูลอย่างยั่งยืน

“ข้อมูลส่วนบุคคลในวันนี้ ไม่ได้เป็นเพียงข้อมูลของประชาชนเท่านั้นแต่เป็นทรัพยากรสำคัญของเศรษฐกิจดิจิทัล การที่องค์กรสามารถพิสูจน์ได้ว่ามีระบบบริหารจัดการข้อมูลที่โปร่งใส มีธรรมาภิบาล และคำนึงถึงสิทธิของเจ้าของข้อมูล จะกลายเป็นปัจจัยสำคัญในการสร้างความเชื่อมั่นและเพิ่มศักยภาพในการแข่งขันของประเทศ ซึ่งในช่วงหลายปีที่ผ่านมา หลายประเทศทั่วโลกให้ความสำคัญกับการยกระดับมาตรฐานการกำกับดูแลข้อมูลส่วนบุคคล ควบคู่กับการพัฒนาเศรษฐกิจดิจิทัล เนื่องจากข้อมูลส่วนบุคคลเป็นหัวใจสำคัญของเทคโนโลยีสมัยใหม่ ไม่ว่าจะเป็นปัญญาประดิษฐ์ หรือ เอไอ บริการ คลาวด์ คอมพิวติ้ง แพลตฟอร์มดิจิทัล การเงินดิจิทัล หรือการให้บริการออนไลน์ ฯลฯ”

พ.ต.อ.สุรพงศ์ กล่าวต่อว่า ระบบรับรองมาตรฐาน พีดีพีเอ ที่ประกาศในครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์สำคัญ 3 ประการ ได้แก่ การสนับสนุนให้องค์กรยกระดับระบบบริหารจัดการข้อมูลส่วนบุคคลตามหลัก แอกเคาน์ทาบิลิตี้ การสร้างกลไกการรับรองมาตรฐานที่ได้รับความเชื่อถือ และการวางรากฐานเพื่อเชื่อมโยงการรับรองมาตรฐานระหว่างประเทศ ในอนาคต ซึ่งจะเป็นปัจจัยสำคัญต่อการค้าการลงทุน การแลกเปลี่ยนข้อมูลข้ามพรมแดน และการขยายธุรกิจขององค์กรไทยในเวทีโลก

สำหรับองค์กรที่สามารถยื่นขอรับรองมาตรฐานได้ ครอบคลุมทั้งหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชน โดยภาคเอกชนต้องเป็นนิติบุคคลที่จดทะเบียนในประเทศไทย หรือเป็นนิติบุคคลต่างประเทศที่มีสาขาหรือแต่งตั้งผู้แทนตามกฎหมายในประเทศไทย ส่วนหน่วยงานภาครัฐต้องเป็นหน่วยงานระดับกรมขึ้นไป หรือเป็นหน่วยงานที่กฎหมายกำหนดให้ต้องมีเจ้าหน้าที่คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (ดีพีโอ)

นอกจากนี้ องค์กรที่จะเข้าสู่กระบวนการรับรอง จะต้องผ่านคุณสมบัติเบื้องต้นที่สะท้อนถึงความพร้อมและความโปร่งใส ได้แก่

ต้องผ่านการประเมิน Privacy Maturity Model (PMM) ในระดับ 5 ซึ่งเป็นระดับสูงสุด

• ไม่เคยถูกปฏิเสธการรับรองภายใน 45 วันก่อนยื่นคำขอ

• ไม่เคยถูกเพิกถอนใบรับรองภายในระยะเวลา 1 ปี

• กรณีที่เคยต้องคำพิพากษาตามกฎหมาย PDPA จะต้องปฏิบัติตามคำพิพากษาดังกล่าวโดยครบถ้วน และพ้นระยะเวลาไม่น้อยกว่า 2 ปี จึงจะสามารถยื่นคำขอได้

เกณฑ์ดังกล่าวถูกออกแบบเพื่อให้การรับรองเป็น "มาตรฐานแห่งความเชื่อมั่น" ไม่ใช่เพียงการรับรองเชิงเอกสาร แต่สะท้อนถึงการดำเนินงานจริงขององค์กร

จุดเด่นของระบบ PDPA Certification คือ การตรวจประเมินที่ครอบคลุมทั้งองค์กร ไม่ใช่เพียงการจัดทำเอกสารเพื่อให้ผ่านการรับรอง แต่ครอบคลุมการดำเนินงานจริงใน 4 กลุ่มหลัก 10 ด้าน ประกอบด้วย

• นโยบายและธรรมาภิบาลองค์กร

• การกำกับดูแลโดยผู้บริหารและ DPO

• การพัฒนาบุคลากรและการสร้างวัฒนธรรมด้านข้อมูล

• การคุ้มครองสิทธิของเจ้าของข้อมูล

• ความโปร่งใสและการแจ้งวัตถุประสงค์

• การจัดทำ ROPA และฐานทางกฎหมาย

• การบริหารความเสี่ยงและการจัดทำ DPIA

• การทำ Data Processing Agreement และ Data Sharing Agreement

• มาตรการรักษาความมั่นคงปลอดภัยของข้อมูล

• การบริหารจัดการเหตุละเมิดข้อมูลส่วนบุคคล

การตรวจประเมินจะดำเนินการทั้งจากการตรวจเอกสาร การสัมภาษณ์ผู้เกี่ยวข้อง และการตรวจประเมินระบบการดำเนินงานจริง เพื่อให้มั่นใจว่าองค์กรสามารถปฏิบัติตามมาตรฐานได้อย่างต่อเนื่อง ไม่ใช่เพียงการจัดเตรียมข้อมูลเฉพาะช่วงเวลาตรวจประเมิน

สำหรับกระบวนการพิจารณา สคส. จะดำเนินการผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ โดยใช้ระยะเวลารวมไม่เกิน 180 วัน และสามารถขยายเวลาได้อีกไม่เกิน 30 วันในกรณีจำเป็น

ส่วนใบรับรองและเครื่องหมายรับรองมาตรฐานจะมีอายุ 3 ปี พร้อมระบบติดตามผลหลังได้รับการรับรองครบ 1 ปี เพื่อประเมินการรักษามาตรฐานอย่างต่อเนื่อง ขณะที่องค์กรสามารถยื่นขอต่ออายุได้ล่วงหน้าไม่เกิน 6 เดือนก่อนหมดอายุ หรือภายใน 6 เดือนหลังใบรับรองสิ้นสุดอายุ ตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...