สมาคมประกันชีวิตไทย ชูรัฐ-เอกชน รับมือ Medical Inflation เร่งปฏิรูประบบสุขภาพ
สมาคมประกันชีวิตไทย ผนึกภาครัฐพัฒนาระบบสุขภาพไทย รับมือค่ารักษาพยาบาลพุ่งสูง พร้อมนำ AI และดิจิทัลยกระดับการบริหารความเสี่ยง ควบคู่การผลักดันฐานข้อมูลสุขภาพแห่งชาติ รองรับสังคมสูงวัยและลดต้นทุนสุขภาพระยะยาว
22 มิ.ย. 2569 - นางนุสรา (อัสสกุล) บัญญัติปิยพจน์ นายกสมาคมประกันชีวิตไทย เปิดเผย ระหว่างการบรรยายพิเศษหัวข้อ “เบื้องหลังเบี้ยประกัน: ประกันสุขภาพเอกชนเจาะลึกโครงสร้างและพลวัตของธุรกิจประกันสุขภาพเอกชนในประเทศไทย” ภายในงาน Thailand Healthcare Policy Forum ครั้งที่ 2 ภายใต้หัวข้อ “Exploring the Role and Contribution of Private Health Insurance within Thailand's Healthcare System” จัดโดยบริษัท โนวาร์ตีส (ประเทศไทย) จำกัด เมื่อวันที่ 18 มิถุนายน 2569 ว่า ระบบสาธารณสุขไทยกำลังเผชิญแรงกดดันจากหลายปัจจัย ทั้งการเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ การเพิ่มขึ้นของโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) รวมถึงต้นทุนด้านเทคโนโลยีและการรักษาพยาบาลที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง
ปัจจัยดังกล่าวส่งผลให้อัตรา Medical Inflation ของประเทศไทยอยู่ในระดับสูงกว่าอัตราเงินเฟ้อทั่วไป และกลายเป็นภาระต้นทุนที่กระทบต่อทุกภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็นภาครัฐ โรงพยาบาล หรือธุรกิจประกันภัย ซึ่งความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชนเป็นกุญแจสำคัญในการรับมือกับปัญหา Medical Inflation หรือภาวะเงินเฟ้อทางการแพทย์ที่กำลังเป็นความท้าทายสำคัญของระบบสุขภาพไทย พร้อมเดินหน้าผลักดันการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ (AI) ยกระดับประสิทธิภาพการบริหารจัดการประกันสุขภาพ และสนับสนุนการพัฒนาระบบสุขภาพไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว
นางนุสรา ระบุว่า สำหรับบทบาทของภาคประกันสุขภาพเอกชน ธุรกิจประกันภัยยังคงเป็นกลไกสำคัญในการช่วยเสริมระบบหลักประกันสุขภาพของภาครัฐ โดยข้อมูลในปี 2568 พบว่า เบี้ยประกันสุขภาพรวมของประเทศมีมูลค่า 154,502 ล้านบาท เติบโต 13.23% จากปีก่อนหน้า ขณะที่ธุรกิจประกันชีวิตยังเป็นผู้ให้ความคุ้มครองหลักของตลาด ด้วยสัดส่วนมากกว่า 80% ของเบี้ยประกันสุขภาพทั้งหมด
ทั้งนี้ โครงสร้างของเบี้ยประกันสุขภาพไม่ได้สะท้อนเฉพาะค่ารักษาพยาบาลเท่านั้น แต่ยังรวมถึงต้นทุนด้านค่าสินไหมทดแทน ค่าบริหารจัดการ เงินสำรองตามหลักเกณฑ์กำกับดูแล ตลอดจนต้นทุนการบริหารความเสี่ยง เพื่อให้บริษัทประกันสามารถดูแลผู้เอาประกันภัยได้อย่างต่อเนื่องและมั่นคงในระยะยาว
เห็นได้จากในช่วงที่ผ่านมา ภาคธุรกิจประกันภัยได้เริ่มนำมาตรการ Co-payment มาใช้กับกรมธรรม์สุขภาพมาตรฐานใหม่ หรือ New Health Standard ตามแนวทางของสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) เพื่อส่งเสริมการใช้บริการทางการแพทย์อย่างเหมาะสม ลดการใช้บริการเกินความจำเป็น และช่วยชะลอผลกระทบจากต้นทุนค่ารักษาพยาบาลที่เพิ่มสูงขึ้น โดยยังคงให้ความคุ้มครองตามความจำเป็นทางการแพทย์แก่ผู้เอาประกันภัย
ขณะเดียวกัน บริษัทประกันชีวิตยังเร่งลงทุนด้านเทคโนโลยีดิจิทัลและ AI เพื่อยกระดับประสิทธิภาพการดำเนินงาน ตั้งแต่กระบวนการรับประกันภัย การวิเคราะห์ข้อมูลสุขภาพ การตรวจสอบความผิดปกติของการเคลมสินไหม ตลอดจนการเชื่อมโยงข้อมูลจากอุปกรณ์สวมใส่ด้านสุขภาพและบริการ Telemedicine ซึ่งจะช่วยส่งเสริมการดูแลสุขภาพเชิงป้องกัน และลดความเสี่ยงด้านสุขภาพในระยะยาว
นอกจากนี้ สมาคมประกันชีวิตไทยยังร่วมมือกับกระทรวงสาธารณสุขในการพัฒนาระบบบริการสุขภาพของภาครัฐ เพื่อรองรับผู้เอาประกันภัยภาคสมัครใจผ่านโครงการ Premium Clinic และ Special Medical Center (SMC) ซึ่งปัจจุบันเริ่มดำเนินการแล้วในโรงพยาบาลนำร่อง 28 แห่งทั่วประเทศ รวมถึงสนับสนุนการพัฒนามาตรฐานข้อมูลค่ารักษาพยาบาล และการเชื่อมโยงระบบ e-Claim หรือ I-Claim ระหว่างโรงพยาบาลกับบริษัทประกันภัย เพื่อเพิ่มความรวดเร็ว ความถูกต้อง และลดความซ้ำซ้อนในการบริหารจัดการข้อมูลด้านสุขภาพ
นางนุสรา กล่าวว่า ในระยะยาว ประเทศไทยควรมีการจัดตั้งระบบฐานข้อมูลสุขภาพระดับชาติ หรือ National Health Insurance Bureau เพื่อเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประกันภัยเข้าด้วยกัน ซึ่งจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารงบประมาณด้านสุขภาพ การคาดการณ์ภาระโรคในอนาคต รวมถึงลดปัญหาการทุจริต การใช้ทรัพยากรอย่างไม่เหมาะสม และความสูญเปล่าในระบบสุขภาพ หรือ Fraud, Waste and Abuse (FWA)
“อนาคตของระบบสุขภาพไทยไม่ใช่การแข่งขันระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน แต่เป็นการสร้างความร่วมมือของทุกภาคส่วน เพื่อให้ประชาชนสามารถเข้าถึงบริการสุขภาพที่มีคุณภาพ ได้รับความคุ้มครองที่เหมาะสม และมีระบบสุขภาพที่พร้อมรองรับการเปลี่ยนแปลงของสังคมไทยอย่างยั่งยืน”