วาทกรรมครอบงำสาวกผู้ภักดี
สังคมยุคนี้เขาเรียกกันว่าเป็น “สังคมข่าวสาร” เป็นสังคมที่มีการแข่งขันทางการเมืองใช้ “ข่าว” มากกว่า “เงิน” ดังนั้น คนที่ต้องการชัยชนะทางการเมืองจะต้องเก่งด้านการข่าวในทุกๆ มิติ 1) ต้องเป็นคนที่รู้จักกลุ่มเป้าหมายเป็นอย่างดี โดยเฉพาะปัญหา (pain points) และความไม่พอใจ, 2) ต้องกำหนดจุดยืนของตนเองให้เป็นผู้ที่จะเป็น “ผู้แก้ไขปัญหา” หรือเป็น “ผู้ปลดแอก”, 3) ต้องรู้ว่าจะพูดอะไรกับกลุ่มเป้าหมาย (messages), 4) ต้องมีความคิดสร้างสรรค์ (Creativity) ว่าจะนำเสนอข่าวสารนั้นอย่างไรให้โดนใจกลุ่มเป้าหมาย, 5) จะทำอย่างไรให้ข้อความที่เผยแพร่ไปนั้นได้รับการแบ่งปัน (Share) ไปอย่างกว้างขวางเป็น Viral
เพื่อให้เข้าถึงคนจำนวนมาก และมีปริมาณของข่าวฝ่ายตนมากกว่าของคู่แข่ง (share of voice) และ 6) จะต้องรู้จักใช้ช่องทางในการสื่อสารที่เข้าถึงกลุ่มเป้าหมาย โดยใช้การผสมสื่อ (mixed media) แบบบูรณาการ โดยใช้รูปแบบของการสื่อสารหลายแบบผ่านหลายสื่อ ทั้ง offline และ online ทุก platforms โดยต้องรู้ว่าแต่ละ platform เหมาะกับคนกลุ่มไหน ควรใช้เนื้อหาและลีลาอย่างไร เพื่อให้แต่ละ platform ทำหน้าที่แตกต่างกันไป จนเป็นผู้ชนะสงครามข่าวสารที่ยึดหลัก “สร้างวาทกรรม ครอบงำความคิด” ด้วยการเป็นผู้ผูกขาด “ความจริง” ทำให้กลุ่มเป้าหมายเชื่อว่าข้อมูลข่าวสารที่มาจากพวกเขาเท่านั้นคือความจริง อะไรที่ต่างจากพวกเขาพูดไม่ใช่ความจริง แต่เป็นปฏิบัติการทางข่าวสารเพื่อการโฆษณาชวนเชื่อวาทกรรมของพวกเขาจะเต็มไปด้วย “คำใหญ่ทางอุดมการณ์” ที่คนฟังจะเคลิ้มว่าเป็นเรื่องที่ยิ่งใหญ่ สูงส่ง ทันสมัย นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่จะก่อให้เกิดการพัฒนาสู่ความเจริญ
แต่ที่น่าเสียดายก็คือ คนที่เก่งการทำสงครามข่าวดังที่กล่าวมานั้นมักจะเป็นคนพูดเท็จ บิดเบือนความจริง ปล่อยข่าวลวง สร้างข่าวลือ ไม่รู้จริง หรือแกล้งไม่รู้ ทำให้กลุ่มเป้าหมายของเขาได้รับข่าวสารที่ไม่ตรงกับความเป็นจริง และกลุ่มเป้าหมายของเขาก็จะเชื่อสิ่งที่พวกเขาพูด แม้ว่าเรื่องที่พูดนั้นจะไม่เป็นความจริง เนื้อหาไม่สมเหตุสมผลเป็นตรรกะวิบัติ ทั้งนี้เพราะกลุ่มเป้าหมายมีความหลงใหลคนพูด ชื่นชมคนพูด ยอมรับเป็นศาสดาหรือผู้นำจิตวิญญาณ พวกเขาจะทำตัวเป็นสาวกที่เชื่อทุกอย่างที่ศาสดาหรือผู้นำจิตวิญญาณและชาวคณะพูด โดยไม่ตรวจสอบข้อเท็จจริง ไม่พิจารณาตรรกะของเนื้อหา เรียกว่ายอมให้ศาสดาครอบงำ
ไม่เพียงแต่พวกเขาจะเชื่อเหล่าบรรดาศาสดาเท่านั้น พวกเขาจะไม่พอใจคนที่มาพูดจาขัดแย้งกับศาสดา ด้วยการรุมถล่มคนที่พูดขัดแย้งเหล่านั้นในลักษณะที่ “เอาทัวร์” ไปลง ด้วยถ้อยคำที่หยาบคาย รุนแรง จนคนที่โดนทัวร์ลงรับไม่ได้ แล้วยอมถอยไป คือ เลิกพูด เลิกแสดงความคิดเห็น ทำให้เนื้อหาสาระที่ถูกต้องหายไปจากพื้นที่สื่อ เพราะคนที่มีข้อมูลจริงยอมถอย ไม่สู้ เพราะยอมรับการถูกด่าอย่างหยาบคายเป็นหมูเป็นหมาจนเสียผู้เสียคนไม่ได้ เมื่อเป็นเช่นนี้ปริมาณข้อมูลของฝ่ายศาสดาและสาวกก็จะปรากฏในสื่อต่างๆ มากกว่าของฝ่ายตรงกันข้ามที่อาจจะมีข้อเท็จจริงมากกว่า ขณะเดียวกัน ถ้าหากพิจารณาจากข้อมูลข่าวสารที่ปรากฏบนสื่อ online ก็จะมองเห็นว่าประเทศไทยเรากำลังตกอยู่ในวังวนของความแตกแยก เพราะมีข้อความแซะ แขวะ ด่า ด้อยค่ากันไปมา เต็มไปหมด หากมีศัตรูต่างชาติที่กำลังต่อสู้กับเราเรื่องใดเรื่องหนึ่ง เขาคงมองออกว่าเขาได้เปรียบ เพราะไทยเราไม่มีความเป็นเอกภาพ
เมื่อเป็นเช่นนี้แล้ว เราจะปล่อยให้ประเทศไทยเราเป็นเช่นนี้ต่อไปหรือ เราจะไม่คิดแก้ไขให้ประเทศไทยเรามีสภาพเป็นประเทศที่ประชาชนรักใคร่สามัคคีมีความเป็นเอกภาพในสายตาของประชาคมโลกบ้างเลยหรือ อันที่จริง ถ้าหากทำจริงๆ เราก็ทำได้ โดยที่ทุกคนทำหน้าที่ของตัวเองด้วยความซื่อสัตย์สุจริต มีมาตรฐานจริยธรรม คิดถึงประเทศชาติมากกว่าคิดถึงตนเอง เห็นแก่ประเทศชาติมากกว่าเห็นแก่ได้
รัฐบาลทำงานด้วยความซื่อสัตย์ สุจริต โปร่งใส มีธรรมาภิบาล ทำงานเพื่อประชาชน ไม่เห็นแก่ประโยชน์ส่วนตน ไม่ใช้ตำแหน่งและอำนาจแสวงหาประโยชน์ส่วนตนโดยมิชอบ ทำสิ่งดีก็เล่า ทำสิ่งที่ประชาชนไม่พอใจ แต่เป็นเรื่องถูกต้องก็ต้องอธิบาย เมื่อถูกกล่าวหาด้วยข้อความที่เป็นเท็จก็ต้องชี้แจง อย่านิ่งเฉยเหมือนไม่สนใจความรู้สึกของประชาชน
ฝ่ายค้านต้องค้านด้วยความจริงใจในความห่วงใยประเทศชาติและประชาชน ไม่ใช่ค้านเพราะต้องการล้มรัฐบาลเพื่อให้ตัวเองได้เข้าแทนที่ เรื่องใดที่รัฐบาลทำไม่ดีก็ค้าน พร้อมมีข้อเสนอแนะว่าถ้าจะทำให้ดี รัฐบาลควรจะทำอย่างไร เวลาจะตำหนิอะไรก็ควรตำหนินโยบายหรือการทำงานของรัฐบาลที่ใช้ไม่ได้ ไม่ควรด่าตัวบุคคล และการตำหนิ ก็ควรใช้วาจาที่สุภาพ ไม่ควรใช้คำหยาบคาย ควรค้านด้วยเหตุผล ไม่ใช่ด้วยอารมณ์และอคติ ลีลาการพูดจา ควรเป็นการวิพากษ์วิจารณ์แบบติเพื่อก่อ ไม่ใช่การแซะ แขวะด่า เพื่อด้อยค่ารัฐบาล ที่สำคัญก่อนจะต่อว่ารัฐบาลเรื่องอะไรก็ตาม ควรหาข้อมูลที่ถูกต้องก่อน อย่าตำหนิรัฐบาลด้วยความเท็จและข่าวสารที่ไร้ตรรกะที่สมเหตุสมผล
ด้อมหรือสาวกของนักการเมืองควรพิจารณาข่าวสารสาระที่ได้รับด้วยเหตุผล อย่าใช้อารมณ์ พิจารณาเนื้อหาอย่างคนที่มีวุฒิภาวะ ไม่ใช่พิจารณาด้วยความรู้สึกหลงใหลตัวคนพูด ด้วยไม่พิจารณาเนื้อหาสาระที่เขาพูด อย่าคิดว่าถ้าหากเป็นคนที่เรารักเราชอบ พูดอะไร เราต้องเชื่อ เราต้องเห็นด้วยไปหมด ก่อนจะเชื่ออะไรควรจะตรวจสอบข้อเท็จจริงก่อน “เช็กให้ชัวร์ ก่อนจะเชื่อ แล้วจึงแชร์” อย่าตกเป็นเหยื่อของคนที่เรารักและหลงใหล โดยเชื่อทุกอย่างที่เขาพูด โดยไม่รู้เท่าทันข่าว และควรจะรู้เท่าทันสื่อผู้นำเสนอข่าวสารด้วยว่าจุดยืนทางการเมืองเขาคืออะไร เขาเสนอข่าวแต่ละข่าวด้วยวัตถุประสงค์อันใด
คนที่ไม่เห็นด้วยกับฝ่ายค้าน อย่าเงียบ ต้องชี้แจงด้วยข้อเท็จจริงด้วยลีลาที่สุภาพ ไม่ด่าคนพูดว่าชั่ว ไม่ด่าสาวกของเขาว่าโง่ ควรรับฟังคำค้านคำตำหนิแล้วชี้แจงข้อเท็จจริงอย่างผู้ดีที่มีความสุภาพ ถ้าหากทุกฝ่ายทำได้เช่นนี้ ประเทศไทยเราคงหลุดพ้นจากวังวนของความแตกแยก เข้าสู่ความสามัคคีมีเอกภาพ.