โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

วาทกรรมครอบงำสาวกผู้ภักดี

ไทยโพสต์

อัพเดต 31 พฤษภาคม 2569 เวลา 7.23 น. • เผยแพร่ 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา

สังคมยุคนี้เขาเรียกกันว่าเป็น “สังคมข่าวสาร” เป็นสังคมที่มีการแข่งขันทางการเมืองใช้ “ข่าว” มากกว่า “เงิน” ดังนั้น คนที่ต้องการชัยชนะทางการเมืองจะต้องเก่งด้านการข่าวในทุกๆ มิติ 1) ต้องเป็นคนที่รู้จักกลุ่มเป้าหมายเป็นอย่างดี โดยเฉพาะปัญหา (pain points) และความไม่พอใจ, 2) ต้องกำหนดจุดยืนของตนเองให้เป็นผู้ที่จะเป็น “ผู้แก้ไขปัญหา” หรือเป็น “ผู้ปลดแอก”, 3) ต้องรู้ว่าจะพูดอะไรกับกลุ่มเป้าหมาย (messages), 4) ต้องมีความคิดสร้างสรรค์ (Creativity) ว่าจะนำเสนอข่าวสารนั้นอย่างไรให้โดนใจกลุ่มเป้าหมาย, 5) จะทำอย่างไรให้ข้อความที่เผยแพร่ไปนั้นได้รับการแบ่งปัน (Share) ไปอย่างกว้างขวางเป็น Viral

เพื่อให้เข้าถึงคนจำนวนมาก และมีปริมาณของข่าวฝ่ายตนมากกว่าของคู่แข่ง (share of voice) และ 6) จะต้องรู้จักใช้ช่องทางในการสื่อสารที่เข้าถึงกลุ่มเป้าหมาย โดยใช้การผสมสื่อ (mixed media) แบบบูรณาการ โดยใช้รูปแบบของการสื่อสารหลายแบบผ่านหลายสื่อ ทั้ง offline และ online ทุก platforms โดยต้องรู้ว่าแต่ละ platform เหมาะกับคนกลุ่มไหน ควรใช้เนื้อหาและลีลาอย่างไร เพื่อให้แต่ละ platform ทำหน้าที่แตกต่างกันไป จนเป็นผู้ชนะสงครามข่าวสารที่ยึดหลัก “สร้างวาทกรรม ครอบงำความคิด” ด้วยการเป็นผู้ผูกขาด “ความจริง” ทำให้กลุ่มเป้าหมายเชื่อว่าข้อมูลข่าวสารที่มาจากพวกเขาเท่านั้นคือความจริง อะไรที่ต่างจากพวกเขาพูดไม่ใช่ความจริง แต่เป็นปฏิบัติการทางข่าวสารเพื่อการโฆษณาชวนเชื่อวาทกรรมของพวกเขาจะเต็มไปด้วย “คำใหญ่ทางอุดมการณ์” ที่คนฟังจะเคลิ้มว่าเป็นเรื่องที่ยิ่งใหญ่ สูงส่ง ทันสมัย นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่จะก่อให้เกิดการพัฒนาสู่ความเจริญ

แต่ที่น่าเสียดายก็คือ คนที่เก่งการทำสงครามข่าวดังที่กล่าวมานั้นมักจะเป็นคนพูดเท็จ บิดเบือนความจริง ปล่อยข่าวลวง สร้างข่าวลือ ไม่รู้จริง หรือแกล้งไม่รู้ ทำให้กลุ่มเป้าหมายของเขาได้รับข่าวสารที่ไม่ตรงกับความเป็นจริง และกลุ่มเป้าหมายของเขาก็จะเชื่อสิ่งที่พวกเขาพูด แม้ว่าเรื่องที่พูดนั้นจะไม่เป็นความจริง เนื้อหาไม่สมเหตุสมผลเป็นตรรกะวิบัติ ทั้งนี้เพราะกลุ่มเป้าหมายมีความหลงใหลคนพูด ชื่นชมคนพูด ยอมรับเป็นศาสดาหรือผู้นำจิตวิญญาณ พวกเขาจะทำตัวเป็นสาวกที่เชื่อทุกอย่างที่ศาสดาหรือผู้นำจิตวิญญาณและชาวคณะพูด โดยไม่ตรวจสอบข้อเท็จจริง ไม่พิจารณาตรรกะของเนื้อหา เรียกว่ายอมให้ศาสดาครอบงำ

ไม่เพียงแต่พวกเขาจะเชื่อเหล่าบรรดาศาสดาเท่านั้น พวกเขาจะไม่พอใจคนที่มาพูดจาขัดแย้งกับศาสดา ด้วยการรุมถล่มคนที่พูดขัดแย้งเหล่านั้นในลักษณะที่ “เอาทัวร์” ไปลง ด้วยถ้อยคำที่หยาบคาย รุนแรง จนคนที่โดนทัวร์ลงรับไม่ได้ แล้วยอมถอยไป คือ เลิกพูด เลิกแสดงความคิดเห็น ทำให้เนื้อหาสาระที่ถูกต้องหายไปจากพื้นที่สื่อ เพราะคนที่มีข้อมูลจริงยอมถอย ไม่สู้ เพราะยอมรับการถูกด่าอย่างหยาบคายเป็นหมูเป็นหมาจนเสียผู้เสียคนไม่ได้ เมื่อเป็นเช่นนี้ปริมาณข้อมูลของฝ่ายศาสดาและสาวกก็จะปรากฏในสื่อต่างๆ มากกว่าของฝ่ายตรงกันข้ามที่อาจจะมีข้อเท็จจริงมากกว่า ขณะเดียวกัน ถ้าหากพิจารณาจากข้อมูลข่าวสารที่ปรากฏบนสื่อ online ก็จะมองเห็นว่าประเทศไทยเรากำลังตกอยู่ในวังวนของความแตกแยก เพราะมีข้อความแซะ แขวะ ด่า ด้อยค่ากันไปมา เต็มไปหมด หากมีศัตรูต่างชาติที่กำลังต่อสู้กับเราเรื่องใดเรื่องหนึ่ง เขาคงมองออกว่าเขาได้เปรียบ เพราะไทยเราไม่มีความเป็นเอกภาพ

เมื่อเป็นเช่นนี้แล้ว เราจะปล่อยให้ประเทศไทยเราเป็นเช่นนี้ต่อไปหรือ เราจะไม่คิดแก้ไขให้ประเทศไทยเรามีสภาพเป็นประเทศที่ประชาชนรักใคร่สามัคคีมีความเป็นเอกภาพในสายตาของประชาคมโลกบ้างเลยหรือ อันที่จริง ถ้าหากทำจริงๆ เราก็ทำได้ โดยที่ทุกคนทำหน้าที่ของตัวเองด้วยความซื่อสัตย์สุจริต มีมาตรฐานจริยธรรม คิดถึงประเทศชาติมากกว่าคิดถึงตนเอง เห็นแก่ประเทศชาติมากกว่าเห็นแก่ได้

รัฐบาลทำงานด้วยความซื่อสัตย์ สุจริต โปร่งใส มีธรรมาภิบาล ทำงานเพื่อประชาชน ไม่เห็นแก่ประโยชน์ส่วนตน ไม่ใช้ตำแหน่งและอำนาจแสวงหาประโยชน์ส่วนตนโดยมิชอบ ทำสิ่งดีก็เล่า ทำสิ่งที่ประชาชนไม่พอใจ แต่เป็นเรื่องถูกต้องก็ต้องอธิบาย เมื่อถูกกล่าวหาด้วยข้อความที่เป็นเท็จก็ต้องชี้แจง อย่านิ่งเฉยเหมือนไม่สนใจความรู้สึกของประชาชน

ฝ่ายค้านต้องค้านด้วยความจริงใจในความห่วงใยประเทศชาติและประชาชน ไม่ใช่ค้านเพราะต้องการล้มรัฐบาลเพื่อให้ตัวเองได้เข้าแทนที่ เรื่องใดที่รัฐบาลทำไม่ดีก็ค้าน พร้อมมีข้อเสนอแนะว่าถ้าจะทำให้ดี รัฐบาลควรจะทำอย่างไร เวลาจะตำหนิอะไรก็ควรตำหนินโยบายหรือการทำงานของรัฐบาลที่ใช้ไม่ได้ ไม่ควรด่าตัวบุคคล และการตำหนิ ก็ควรใช้วาจาที่สุภาพ ไม่ควรใช้คำหยาบคาย ควรค้านด้วยเหตุผล ไม่ใช่ด้วยอารมณ์และอคติ ลีลาการพูดจา ควรเป็นการวิพากษ์วิจารณ์แบบติเพื่อก่อ ไม่ใช่การแซะ แขวะด่า เพื่อด้อยค่ารัฐบาล ที่สำคัญก่อนจะต่อว่ารัฐบาลเรื่องอะไรก็ตาม ควรหาข้อมูลที่ถูกต้องก่อน อย่าตำหนิรัฐบาลด้วยความเท็จและข่าวสารที่ไร้ตรรกะที่สมเหตุสมผล

ด้อมหรือสาวกของนักการเมืองควรพิจารณาข่าวสารสาระที่ได้รับด้วยเหตุผล อย่าใช้อารมณ์ พิจารณาเนื้อหาอย่างคนที่มีวุฒิภาวะ ไม่ใช่พิจารณาด้วยความรู้สึกหลงใหลตัวคนพูด ด้วยไม่พิจารณาเนื้อหาสาระที่เขาพูด อย่าคิดว่าถ้าหากเป็นคนที่เรารักเราชอบ พูดอะไร เราต้องเชื่อ เราต้องเห็นด้วยไปหมด ก่อนจะเชื่ออะไรควรจะตรวจสอบข้อเท็จจริงก่อน “เช็กให้ชัวร์ ก่อนจะเชื่อ แล้วจึงแชร์” อย่าตกเป็นเหยื่อของคนที่เรารักและหลงใหล โดยเชื่อทุกอย่างที่เขาพูด โดยไม่รู้เท่าทันข่าว และควรจะรู้เท่าทันสื่อผู้นำเสนอข่าวสารด้วยว่าจุดยืนทางการเมืองเขาคืออะไร เขาเสนอข่าวแต่ละข่าวด้วยวัตถุประสงค์อันใด

คนที่ไม่เห็นด้วยกับฝ่ายค้าน อย่าเงียบ ต้องชี้แจงด้วยข้อเท็จจริงด้วยลีลาที่สุภาพ ไม่ด่าคนพูดว่าชั่ว ไม่ด่าสาวกของเขาว่าโง่ ควรรับฟังคำค้านคำตำหนิแล้วชี้แจงข้อเท็จจริงอย่างผู้ดีที่มีความสุภาพ ถ้าหากทุกฝ่ายทำได้เช่นนี้ ประเทศไทยเราคงหลุดพ้นจากวังวนของความแตกแยก เข้าสู่ความสามัคคีมีเอกภาพ.

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...