โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

การทำประชามติแยกตัวจากสหภาพของนอร์เวย์ในปี ค.ศ. 1905: ประชามติครั้งแรก (ตอนที่ 4)

ไทยโพสต์

อัพเดต 12 มิถุนายน 2569 เวลา 0.27 น. • เผยแพร่ 3 ชั่วโมงที่ผ่านมา

ชาย ไชยชิต

วิกฤตการณ์ทางการเมืองที่เกิดขึ้นในปี ค.ศ. 1905 นับเป็นจุดเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญในประวัติศาสตร์รัฐธรรมนูญและความสัมพันธ์ระหว่างประเทศในภูมิภาคสแกนดิเนเวีย โดยเป็นเหตุการณ์ที่นำไปสู่การสิ้นสุดลงของสหภาพทางการเมืองระหว่างสวีเดนและนอร์เวย์ ซึ่งดำเนินมาอย่างยาวนานนับตั้งแต่ปี ค.ศ. 1814 สถานการณ์ดังกล่าวมิได้เป็นเพียงการปรับเปลี่ยนโครงสร้างความสัมพันธ์ในระดับรัฐ หากแต่เต็มไปด้วยสภาวะความตึงเครียด จนถึงขั้นที่ฝ่ายอนุรักษนิยมในสวีเดนเคลื่อนไหวเรียกร้องให้รัฐบาลใช้กำลังทางทหารเข้าแทรกแซงและบังคับต่อนอร์เวย์เพื่อรักษาไว้ซึ่งโครงสร้างสหภาพเดิม อย่างไรก็ตาม สงครามและการนองเลือดกลับถูกหลีกเลี่ยงได้อย่างประสบความสำเร็จโดยผ่านกระบวนการเจรจาทางการทูตและการสร้างความชอบธรรมด้วยกลไกประชาธิปไตยทางตรง ซึ่งดำเนินผ่านการลง “ประชามติ” (Plebiscite) ครั้งประวัติศาสตร์รวมสองครั้ง อันนำไปสู่การสถาปนาสัมพันธภาพทางอำนาจใหม่ที่มีความสมดุลและหยั่งรากลึกมาจนถึงปัจจุบัน

หากพิจารณาถึงภูมิหลังของการทำประชามติครั้งแรก ซึ่งเกิดขึ้นในวันที่ 13 สิงหาคม ค.ศ. 1905 จะพบว่าสืบเนื่องมาจากกลยุทธ์การดำเนินงานของกลุ่มการเมืองปีกซ้ายและฝ่ายเสรีนิยมในนอร์เวย์ที่มุ่งประกาศเอกราช ส่งผลให้กลุ่มการเมืองฝ่ายขวาจัดของสวีเดนเกิดความไม่พอใจอย่างรุนแรงและพยายามผลักดันให้มีการใช้กำลังกองทัพเข้าโจมตีนอร์เวย์ในทันที

ทว่าสภาวะตึงเครียดนี้คลี่คลายลงเมื่อรัฐบาลผสมของนอร์เวย์ นำโดยนายกรัฐมนตรี คริสเตียน มิเคลเซน (Christian Michelsen) มีการปรับเปลี่ยนยุทธวิธีหันกลับมาใช้แนวทางประนีประนอมตามจุดยืนแบบสายกลาง เห็นได้จากการที่นอร์เวย์ได้มีการส่งสารตราอย่างเป็นทางการถึงรัฐสภาสวีเดนในเดือนมิถุนายน และการยอมรับข้อเรียกร้องของสวีเดนในการจัดให้มีการลงประชามติเพื่อพิสูจน์เจตจำนงที่แท้จริงของมหาชน การปรับเปลี่ยนท่าทีในเชิงกลยุทธ์นี้ได้ช่วยเปิดทางให้เกิดกระบวนการเจรจาอย่างสงบสันติขึ้นที่เมืองคาร์ลสตัด (Karlstad) ในช่วงเดือนกันยายน ค.ศ. 1905

การทำประชามติแยกตัวจากสหภาพของนอร์เวย์จึงมีวัตถุประสงค์สำคัญเพื่อพิสูจน์ให้รัฐสภาสวีเดนเห็นว่า การแยกตัวออกเป็นเอกราชมิใช่เป็นเพียงความต้องการเฉพาะของกลุ่มเสรีนิยมในนอร์เวย์เท่านั้น หากแต่เป็นเจตจำนงร่วมของประชาชนชาวนอร์เวย์ ผลลัพธ์จากการลงประชามติพบว่า มีประชาชนออกมาใช้สิทธิเลือกตั้งสูงถึงร้อยละ 85 และลงคะแนนเสียงเห็นชอบกับการยุบเลิกสหภาพนอร์เวย์กับสวีเดนอย่างถล่มทลายถึงร้อยละ 99.95 หรือคิดเป็นคะแนนเสียง 367,149 เสียง ต่อผู้คัดค้านเพียง 184 เสียง

สำหรับ เอฟเวิร์ต เวดัง (Evert Vedung) ปรากฏการณ์ที่นำไปสู่การทำประชามติแยกตัวของนอร์เวย์ถือเป็นความย้อนแย้งกับอุดมการณ์ทางการเมืองในสภาวะปกติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการก่อตัวของ “พันธมิตรอย่างไม่เป็นทางการ” (Informal Alliances) ทางอุดมการณ์ ซึ่งไม่ใช่เพียงในนอร์เวย์เท่านั้น แต่ดูเหมือนว่าจะเป็นพันธมิตรข้ามพรมแดนระหว่างกลุ่มการเมืองขั้วตรงข้าม 2 ขั้ว ขั้วแรกคือพันธมิตรระหว่างฝ่ายขวาสุดโต่งของสวีเดนกับฝ่ายซ้ายสุดโต่งของนอร์เวย์ และขั้วที่สองคือพันธมิตรระหว่างฝ่ายซ้ายของสวีเดนกับฝ่ายขวาของนอร์เวย์

หากพิจารณาในสภาวการณ์ปกติ พรรคการเมืองปีกขวาและปีกซ้ายย่อมไม่มีจุดเกาะเกี่ยวเชิงอุดมการณ์ร่วมกัน ทว่าปัญหาสหภาพและการแสวงหาดุลอำนาจภายในโครงสร้างสถาบันร่วมได้บีบบังคับให้กลุ่มขวาสุดโต่งสวีเดนและกลุ่มซ้ายสุดโต่งนอร์เวย์กลายเป็นพันธมิตรทางยุทธศาสตร์โดยอ้อม เนื่องจากทั้งสองกลุ่มต่างมีเป้าหมายร่วมกันชั่วคราว นั่นคือความต้องการที่จะเห็นสัญญาสหภาพสวีเดน-นอร์เวย์เดิมล่มสลายและสิ้นสุดลงอย่างเด็ดขาด

เวดัง ได้จำแนกคุณลักษณะร่วมทางการเมือง พฤติกรรม และค่านิยมที่ฝ่ายขวาของสวีเดนและฝ่ายซ้ายนอร์เวย์แชร์ร่วมกันไว้หลายประการ ประการแรกคือ ทั้งสองฝ่ายต่างปฏิเสธหนทางแห่งการเจรจาทางการทูตที่ล่าช้า ทว่ากลับมีความพึงพอใจที่จะเลือกใช้มาตรการเผชิญหน้าเพื่อบีบบังคับอีกฝ่ายหนึ่ง ประการต่อมาคือความนิยมในการสะสมกำลังทหาร โดยฝ่ายซ้ายของนอร์เวย์ได้อนุมัติงบประมาณสร้างระบบป้อมค่ายทางทหารบริเวณชายแดนอย่างหนาแน่นในปี ค.ศ. 1901 ขณะที่รัฐบาลฝ่ายขวาอนุรักษ์นิยมของสวีเดนก็สั่งการให้ก่อสร้างและเสริมสร้างป้อมปราการทางทหารขนาดยักษ์ที่เมืองโบเดน (Boden) ในลักษณะเดียวกัน ยิ่งไปกว่านั้น ทั้งสองกลุ่มต่างหยิบยกประวัติศาสตร์การสงครามและเกียรติภูมิในอดีตขึ้นมาผลิตซ้ำเพื่อปลุกกระแสลัทธิชาตินิยมสุดโต่งในหมู่ประชาชน และที่สำคัญคือ ปรากฏหลักฐานเชิงประจักษ์ว่า สมาชิกกลุ่มปีกซ้ายรุนแรงในนอร์เวย์มีความปรารถนาที่ผู้นำที่มีความเข้มแข็งให้ก้าวขึ้นมายึดกุมอำนาจเบ็ดเสร็จ ขณะเดียวกันฝ่ายขวาสุดโต่งของสวีเดนก็มีความคาดหวังในลักษณะเดียวกันต่อองค์พระมหากษัตริย์และมกุฎราชกุมารของพวกเขา

แต่จุดที่ทำให้เกิดการเป็นพันธมิตรข้ามอุดมการณ์แบบชั่วคราว คือ เมื่อไตร่ตรองดูแล้วชนชั้นนำฝ่ายขวาของสวีเดนยังมองพัฒนาการเชิงโครงสร้างภายในของนอร์เวย์ด้วยความหวาดระแวง เนื่องจากนอร์เวย์เป็นรูปแบบสังคมที่มีโครงสร้างค่อนข้างเสมอภาคและเท่าเทียม สถาบันพระมหากษัตริย์ตกอยู่ในสภาวะที่เกือบจะไร้ซึ่งพระราชอำนาจอย่างสิ้นเชิง ระบบการปกครองโดยรัฐสภาได้รับการยอมรับอย่างเป็นสากล ฝ่ายขวาสวีเดนจึงกังวลว่า การที่กษัตริย์ร่วมของสหภาพอยู่ภายใต้รัฐสภาที่เป็นเสรีนิยมของนอร์เวย์จะกลายเป็นภัยคุกคามบ่อนทำลายพระราชอำนาจอันแข็งแกร่งภายในสวีเดนด้วย จึงประเมินและมองนอร์เวย์เป็น “แหล่งแพร่เชื้อร้ายของประชาธิปไตย” และเห็นว่าหนทางที่ดีที่สุดคือการตัดความสัมพันธ์และผลักดันให้เกิดการแยกตัวจากสหภาพ ในรูปแบบที่สร้างความบาดหมางหรือก่อให้เกิดความรุนแรง เพื่อรับประกันว่าการปฏิสัมพันธ์ระหว่างประชาชนทั้งสองประเทศจะลดลงจนเหลือน้อยที่สุด

ในทางกลับกัน พรรคการเมืองฝ่ายซ้ายในนอร์เวย์ก็มองสวีเดนด้วยสายตาไม่ไววางใจเช่นกัน โดยประเมินว่าสวีเดนเป็นสังคมชนชั้นที่ไม่เท่าเทียมที่อำนาจตกอยู่ภายใต้กลุ่มขุนนางที่ดิน ข้าราชการประจำระดับสูง และกลุ่มกระฎุมพีที่กำลังเติบโต ฝ่ายซ้ายนอร์เวย์จึงเกิดความกลัวว่าสวีเดนจะใช้สถาบันพระมหากษัตริย์ร่วมในระบบสหภาพ เป็นช่องทางแทรกแซงเพื่อฉุดรั้งการพัฒนาทางการเมืองในนอร์เวย์ให้ถอยหลัง ด้วยเหตุผลเชิงโครงสร้างนี้ กลุ่มปีกซ้ายนอร์เวย์จึงมุ่งมั่นที่จะผลักดันการประกาศเอกราชอย่างเด็ดขาด

เมื่อพิจารณาในแง่นี้ เบื้องหลังของกระบวนการทำประชามติ จึงดูเหมือนว่าจะเป็นกระบวนการที่ขจัดความหวาดกลัวของทั้งสองฝ่ายนี้ไว้ ในขณะเดียวกันกระบวนการทำประชามติก็เป็นวิธีการที่ทำให้การใช้วิธีการรุนแรงด้วยการทำสงครามไม่เกิดขึ้นด้วย

อย่างไรก็ตาม แม้ความหวาดกลัวการแพร่กระจายตัวทางความคิดและการเคลื่อนไหวของภาคประชาชนข้ามพรมแดนที่อาจมีผลต่อการรักษาเสถียรภาพความมั่นคงของระบอบการปกครองจะเป็นปัจจัยสำคัญที่นำไปสู่การทำประชามติ แต่อีกปัจจัยสำคัญที่ผลักดันให้ฝ่ายขวาในสวีเดนยินยอมที่จะมีกระบวนการประชามติคือ เพื่อรักษาผลประโยชน์ในการกำหนดทิศทางการเมืองภายในประเทศสวีเดนเองด้วย เพราะในการเลือกตั้งทั่วไปของสวีเดนช่วงเดือนมิถุนายนและกรกฎาคม ค.ศ. 1905 กลุ่มฝ่ายขวาได้จงใจปลุกปั่นและยกระดับให้ปัญหาวิกฤตการณ์สหภาพกลายเป็นวาระแห่งชาติเพื่อชิงความได้เปรียบทางการเมืองด้วยการดำเนินการสามประการคือ หนึ่ง การระดมกลุ่มผู้เพิกเฉยทางการเมือง (Non-voters) ให้เกิดความตื่นตัวทางอารมณ์และออกมาลงคะแนนสนับสนุนผู้สมัครฝั่งพรรคอนุรักษ์นิยม สอง การแย่งชิงฐานเสียงข้ามพรรคโดยใช้วาทกรรมชาตินิยมลงโทษนอร์เวย์ และ สาม การจงใจสร้างความแตกแยกภายในพรรคเสรีนิยม (Liberal Party) ซึ่งเป็นศัตรูทางการเมืองที่น่าหวาดกลัวที่สุด เพื่อให้เกิดการส่งผู้สมัครฝั่งซ้ายซ้ำซ้อนและตัดคะแนนกันเองในระบบเลือกตั้งแบบเขตเดียวเบอร์เดียว (One-man, majority-vote electoral districts) แผนการทั้งหมดนี้ มีเป้าหมายสูงสุดคือการสกัดกั้นมิให้พรรคเสรีนิยมก้าวขึ้นมาเป็นรัฐบาล และป้องกันมิให้มีการผ่านร่างกฎหมายปฏิรูประบบสิทธิเลือกตั้งทั่วไป (Universal suffrage) เพราะหากฝ่ายซ้ายในสวีเดนได้รับชัยชนะในการเลือกตั้ง และครอบครองที่นั่งในสภาผู้แทนราษฎรที่มีถึง 230 ที่นั่ง พวกเขาจะสามารถเอาชนะเสียงของสภาสูงที่มีเพียง 150 ที่นั่งได้อย่างง่ายดายในการลงมติร่วม ซึ่งสิ่งที่ฝ่ายขวาในสวีเดนหวาดกลัวที่สุด คือการที่ฝ่ายซ้ายจะเสนอกฎหมายปฏิรูประบบภาษีขนานใหญ่และการยกเลิกกฎหมายควบคุมสหภาพแรงงาน ซึ่งถือเป็นภัยคุกคามร้ายแรงต่อสิทธิในกรรมสิทธิ์ส่วนบุคคลเหนือปัจจัยการผลิต (Right to private ownership of the means of production) อันเป็นรากฐานของสังคมชนชั้นนำสวีเดนเองด้วย

(โปรดติดตามตอนต่อไป)

(ส่วนหนึ่งของโครงการวิจัยเรื่องเอกลักษณ์ของ “ระบอบประชาธิปไตยไทยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข” ของประเทศไทย: กรณีศึกษาราชอาณาจักรนอร์เวย์การเข้าสู่ระบอบพระมหากษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญลายลักษณ์อักษรครั้งแรก (ค.ศ. 1814/1905) ได้รับทุนสนับสนุนงานวิจัยจากกองทุนส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (กองทุน ววน.) ประจำปีงบประมาณ 2568)

อ้างอิง

Vedung, Evert. "Unionsdebatten 1905: En Jämförelse Mellan Argumenteringen I Sverige Och Norge [the Dissolution of the Union in 1905: A Comparison between the Swedish and Norwegian Arguments]." (1971).

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...