“กัมพูชา”ป่วนชายแดน-เวทีโลก ส่องแผนรับมือแบบ”คู่ขนาน”
ในการเดินทางไปเยือนสาธารณรัฐฝรั่งเศส ของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย ได้พูดคุยหารือกับนายเอมมานูเอล มาครง (H.E. Mr.Emmanuel Macron) ประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐฝรั่งเศส ถึงสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่าง “ไทย-กัมพูชา” โดยเฉพาะการย้ำจุดยืนของไทยในการแก้ไขปัญหาโดยสันติ
นายกรัฐมนตรีของไทยยังย้ำกับประธาธิบดีมาครงว่า ไทยยึดมั่น เคารพในหลักอธิปไตย สันติภาพ และกฎหมายสากล การตัดสินใจยกเลิก MOU 44 เนื่องจากตลอดระยะเวลาเกือบ 25 ปี ไม่มีความคืบหน้า ไทยจึงเลือกที่จะใช้กฎหมายสากล UNCLOS ภายใต้การพูดคุยของ 2 ประเทศ ส่วนปัญหาชายแดนทางบก ก็จะยึดการดำเนินการตาม Joint statement ที่ลงนามปลายปีที่ผ่านมา และต้องพิสูจน์ความจริงใจของฝ่ายกัมพูชา
“ การเยือนฝรั่งเศสครั้งนี้ก็ได้ถือโอกาสคุยกับยูเนสโก ซึ่งแจ้งว่ากัมพูชาได้ไปร้องขอให้ไปสำรวจวัดที่จดทะเบียนมรดกโลกว่าได้รับผลกระทบจากการที่ประเทศไทยโจมตีในช่วงที่มีการสู้รบหรือไม่ ผมบอกไปว่ายินดีที่ทุกประเทศจะร้องขอการดำเนินการต่างๆ จากองค์กรนานาชาติ แต่ถ้าเป็นเรื่องมรดกโลก ได้รับผลกระทบจากการสู้รบ การปะทะ จากการโจมตีทางการทหาร ก็ขอให้มาสำรวจประเทศไทยด้วย อย่าไปสำรวจประเทศที่ร้องขอประเทศเดียว..
..ควรที่จะแจ้งไปยังประเทศคู่กรณีที่มีชายแดนติดกัน จะได้เห็นว่าไม่ได้เป็นการสู้รบจากการโจมตีฝ่ายเดียว แต่ตรงกันข้าม ประเทศไทยดำรงตนอยู่ในสถานะเป็นผู้ปกป้องอธิปไตย ซึ่งผมก็พูดกับประธานาธิบดีฝรั่งเศสว่าไทยเป็นฝ่ายปกป้องตัวเองมากกว่า แต่หากมีการรุกรานเข้ามาเราก็จัดเต็ม ซึ่งเป็นสิ่งหนึ่งที่รัฐบาลชี้แจงให้ประชาคมโลกรับทราบ” นายกรัฐมนตรีให้สัมภาษณ์สื่อถึงการหารือครั้งสำคัญนี้
ก่อนหน้านี้ นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รมว.กระทรวงการต่างประเทศ ได้เคยแถลงถึงท่าทีกัมพูชาที่ยังกล่าวหาไทยต่อเนื่องในหลายเวทีโลก และคาดหวังการสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจระหว่างกัน ในการแก้ไขปัญหาด้วยการพูดคุยอย่างตรงไปตรงมา
ขณะเดียวกัน ได้อธิบายให้ประเทศต่างๆ ได้เข้าใจในสถานการณ์จริงว่าไทยไม่ได้เป็นฝ่ายละเมิด หรือใช้กำลังทหารยึดพื้นที่ของกัมพูชา แต่เป็นการควบคุมเพื่อให้เกิดความปลอดภัยกับกำลังพล และในปัจจุบันยังไม่มีข้อยุติเรื่องเส้นเขตแดน จนกว่าจะมีการหารือในคณะกรรมาธิการเขตแดนไทย-กัมพูชา หรือเจบีซี อย่างเป็นขั้นเป็นตอน
สำหรับ “ฝรั่งเศส” ในฐานะอดีตเจ้าอาณานิคมของ “กัมพูชา” มีท่าทีเป็นบวกมากขึ้น พร้อมให้ความร่วมมือเกี่ยวกับหลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่มีอยู่ในห้องสมุด หรือพิพิธภัณฑ์ หากไทยจำเป็นที่ต้องใช้อ้างอิงในอนาคต
การเดินเกมทางการทูตระดับรัฐบาลจึงมีความเข้มข้น ในจังหวะเวลาที่เหมาะสม โดยมีความร่วมมือในด้านเศรษฐกิจเป็นตัวขับเคลื่อน ยกระดับความร่วมมือในเชิงหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ที่เกิดขึ้นระหว่าง ไทยกับสาธารณฝรั่งเศสให้เป็นรูปธรรม
ยังไม่นับการเดินเกมใน “ระดับลึก” ลงไป ไทยสร้างความพร้อมหากเดินเข้าสู่องค์กร 3 เพื่อไกล่เกลี่ยข้อพิพาท ด้วยการจ้างที่ปรึกษาต่างชาติ ซึ่งมีความเชี่ยวชาญในการต่อสู้คดีระหว่างประเทศ การค้นหาคำพิพากษาในอดีตที่จะใช้อ้างอิงเกี่ยวกับเรื่องเขตแดนได้หนักแน่นมากขึ้น
ส่วนการเดินทางไปประเทศฝรั่งเศสของนายกฯ อนุทินครั้งนี้จึงมีหลายมิติคาบเกี่ยว และยังเป็นก้าวสำคัญให้รัฐบาลที่เคยถูกวิจารณ์ว่าโหนกระแส “ชาตินิยม” จากสถานการณ์ไทย-กัมพูชา เพื่อชัยชนะการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมา มาเป็นรัฐบาลที่มุ่งมั่นที่จะแก้ไขปัญหาเรื่องเขตแดนให้ยั่งยืน โดยยึดผลประโยชน์ของประเทศเป็นที่ตั้งอย่างแท้จริง
ทางด้านสถานการณ์ชายแดน แม้ยังไม่มีสัญญาณบ่งชี้ว่าจะเปิดศึก “ระลอก 3” หรือใน “วงทหาร” เรียกว่า จะเป็น “ศึกรอบสุดท้าย” ที่ “กัมพูชา”จะสิ้นสภาพภัยคุกคามกับไทยไป 2 ทศวรรษ แต่ตลอดแนวชายแดน ยังมี “ลูกติดพัน” หลังการหยุดยิงเมื่อเดือน ธ.ค.อย่างต่อเนื่อง
ไล่ตั้งแต่ยิงปืนบริเวณแนวชายแดนเพื่อยั่วยุ ซึ่งฝ่ายไทยต้องตอบโต้ตามกฎการใช้กำลัง ด้วยการยิงเตือนกลับไป แต่ขณะเดียวกันก็ต้องทำอย่างระมัดระวัง ไม่ทำให้ฝ่ายตรงข้ามพบแนวการลาดตระเวน หรือการวางกำลังฝ่ายเรา
การสร้าง “ฐานทหาร” ที่กัมพูชาแทบจะตั้งขึ้นในจุดที่เกือบจะ “ หายใจรดต้นคอ” กับฐานทหารของไทย มีแค่รั้วลวดหนามกั้นกลางเท่านั้น
“การสร้างถนน” และตั้งฐานบนถนน เพื่อกำหนดชัยภูมิใหม่ เลยไปถึงการส่งทหารผลัดใหม่ที่ฝึกเสร็จสิ้นเข้าประจำการ รวมถึงกระแสข่าวที่อาจให้นักโทษมาเป็นทหารเพื่อเสริมกำลังพลตามแนวชายแดนที่สูญเสียไปมากช่วงการสู้รบ
ทางด้าน “กองทัพ”ของไทย ซึ่งต้องใช้สรรพกำลังทุกด้านในการรับมือกับกัมพูชาในปีที่แล้ว และเพื่อแก้ไขสิ่งที่ผิดพลาดในอดีตให้กลับมาถูกต้อง ทำให้สถานะของประเทศมีความพร้อมที่จะเจรจาอย่างไม่เสียเปรียบ จึงต้องใช้ “บทเรียน” การรบในปีที่ผ่านมาเพื่อวางแผนให้เกิดความพร้อมมากที่สุด
เพราะผลของการรบที่ผ่านมา กองทัพบกสรุปตัวเลขว่า ใน “ยุทธการศตวรรษ” มีผู้ได้รับผลกระทบรวมทั้งสิ้น 848 นาย แบ่งเป็น กำลังพลเสียชีวิต 27 นาย พิการทุพพลภาพ 10 นาย บาดเจ็บสาหัส 69 นาย บาดเจ็บมาก 148 นาย และบาดเจ็บเล็กน้อย 594 นาย ในส่วนของ “ยุทธการยุทธบดินทร์” มีกำลังพลเสียชีวิตจำนวน 15 นาย โดยขณะนี้กองทัพและรัฐบาลเร่งดำเนินการในเรื่องการเยียวยา และ สวัสดิการที่ให้ครอบครัวอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างขวัญกำลังใจให้กำลังพลที่ประจำการชายแดนในขณะนี้
พร้อมกันนั้นในระดับพื้นที่ กองทัพได้เร่งสร้างโครงสร้างพื้นฐานด้านการป้องกันประเทศให้ครบตามแผนที่วางไว้ โดยเฉพาะ “ถนนส่งกำลังบำรุง” โดยมีทั้งงบประมาณปกติ และเงินบริจาค ซึ่งมีความคืบหน้าไปมาก โดยเฉพาะถนนที่สร้างจากเงินบริจาค ซึ่งมีจิตอาสาเข้าร่วมดำเนินการในหลายพื้นที่
“รั้วชายแดน” ซึ่งดำเนินการในจุดที่มีความชัดเจนในเรื่องเขตแดนแล้ว “อ่างเก็บน้ำ” โดยเฉพาะบริเวณ “ห้วยตามาเรีย” เป็นโครงการที่เป็นพระราชดำริให้ก่อสร้างตั้งแต่หลังปี 2554 แต่ติดปัญหาทางด้านกฎหมาย เพราะบางส่วนจะอยู่ในพื้นที่อุทยาน
ในการประชุมหน่วยขึ้นตรงกองทัพบก (นขต.ทบ.) ซึ่งมี พล.อ.พนา แคล้วปลอดทุกข์ ผู้บัญชาการทหารบก เป็นประธานที่ประชุมเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา ได้เน้นย้ำใน 4 เรื่องหลักคือ
1.การเฝ้าตรวจ 2.ปรับปรุงฐานที่มั่น กรณีเกิดสถานการณ์ที่ไม่คาดคิด เพื่อให้กำลังพล และประชาชนปลอดภัย 3.การปรับปรุงเส้นทาง เพื่ออำนวยกิจการทางทหารได้สะดวก และ 4.การเก็บกู้ทุ่นระเบิด
ขณะที่ พล.ต.วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก ออกมาระบุว่า แม้ขณะนี้กัมพูชาและไทยมีพื้นที่เพ่งเล็ง 4-5 จุด เช่น เขาพระวิหาร บริเวณห้วยตามาเรีย จ.ศรีสะเกษ, ช่องจอม โอร์เสม็ด จ.สุรินทร์, ปราสาทตาเมือนธม จ.สุรินทร์ และช่องบก ตรงเนิน 745 จ.อุบลราชธานี จึงมีโอกาสที่จะเกิดเหตุการณ์ในลักษณะความไม่เรียบร้อยได้ แต่ทางด้านการข่าว และภาพรวมยังไม่มีการคุกคาม ถึงขั้นใช้อาวุธในลักษณะที่รุนแรง
ภาพรวมสถานการณ์โดยเฉพาะการเคลื่อนไหวของ “กัมพูชา” ในขณะนี้ จึงเหมือนการเตือนให้ไทยต้องเตรียมความพร้อมในทุกรูปแบบ ทั้งกำลังทหารที่ต้องปรับรูปแบบการรบให้สอดคล้องกับภัยคุกคาม
ที่สำคัญคือฝ่ายตรงข้ามมี “แบล็กอัพ” เป็นแก๊งนอกกฎหมาย ที่ฝังตัวเป็นอาชญากรรมซ้อนรัฐ ที่มีเงินเทามหาศาล โดยไม่ต้องพึ่งพางบประมาณ และยังเป็นท่อน้ำเลี้ยงให้รัฐ ในฐานะผู้คุ้มครองพื้นที่อีกด้วย ซึ่งไทยต้องออกแรง “แฉ” เพื่อสร้างความร่วมมือกับหลายชาติเพื่อปราบแบล็กอัพเหล่านี้ให้ลดทอนอิทธิพลลง
เลยไปถึงการรับมือใน “เกมระดับโลก” ที่คุยในเรื่องกฎหมายสากล และ หลักฐานเชิงประจักษ์ แต่ชัยชนะจะชี้ขาดกันเรื่องผลประโยชน์ การค้า การลงทุนที่ “ดีล” กันลงตัวอยู่ดี.