โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

“ยุโรปตะวันตก” เดือด เจอมิ.ย.ร้อนสุดเป็นประวัติการณ์

TNN ช่อง16

เผยแพร่ 6 ชั่วโมงที่ผ่านมา
“คลื่นความร้อน” ที่ทวีความรุนแรงจากภาวะโลกร้อนกำลังสร้างผลกระทบอย่างหนักทั่วยุโรปตะวันตก หลังภูมิภาคแห่งนี้เผชิญเดือนมิถุนายนที่ร้อนที่สุดเป็นประวัติการณ์ ส่งผลให้ไฟป่าลุกลามในหลายประเทศ ขณะที่นักวิทยาศาสตร์เตือนว่า หากการปล่อยก๊าซเรือนกระจกยังไม่ลดลง โลกจะต้องเผชิญคลื่นความร้อนที่รุนแรงและเกิดบ่อยขึ้น พร้อมเพิ่มความเสี่ยงต่อสุขภาพของประชาชน ระบบนิเวศ และโครงสร้างพื้นฐานในอนาคต

ยุโรปตะวันตกกำลังเผชิญผลกระทบจากภาวะโลกร้อนอย่างชัดเจน หลังหน่วยงานด้านการติดตามสภาพภูมิอากาศโคเปอร์นิคัส (Copernicus Climate Change Service) ของสหภาพยุโรป เปิดเผยว่า เดือนมิถุนายน 2569 เป็นเดือนมิถุนายนที่ร้อนที่สุดเท่าที่เคยมีการบันทึกมาในภูมิภาค โดยอุณหภูมิเฉลี่ยสูงกว่าค่าเฉลี่ยในช่วงปี 2534-2563 ถึง 3.06 องศาเซลเซียส

นักวิทยาศาสตร์ระบุว่า คลื่นความร้อนที่ทวีความรุนแรงขึ้นเป็นผลจากการสะสมของก๊าซเรือนกระจกในชั้นบรรยากาศ ส่งผลให้เดือนมิถุนายนปีนี้มีอุณหภูมิเฉลี่ยของโลกสูงกว่าค่าเฉลี่ยระหว่างปี 2534-2563 อยู่ 0.56 องศาเซลเซียส และสูงกว่าระดับก่อนยุคอุตสาหกรรม 1.39 องศาเซลเซียส นับเป็นเดือนมิถุนายนที่ร้อนที่สุดเป็นอันดับ 2 ของโลก ขณะที่อุณหภูมิผิวน้ำทะเลทั่วโลกก็ทำสถิติสูงที่สุดเท่าที่เคยมีการวัดมา

“ซาแมนธา เบอร์เจส” นักวิทยาศาสตร์ด้านภูมิอากาศของโคเปอร์นิคัส กล่าวว่า สถิติดังกล่าวสะท้อนว่าระบบภูมิอากาศของโลกยังคงสะสมความร้อนอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้คลื่นความร้อนรุนแรงขึ้น มหาสมุทรอุ่นขึ้น และเพิ่มความเสี่ยงต่อประชาชน ระบบนิเวศ และโครงสร้างพื้นฐาน

ปัจจุบันยุโรปตะวันตกกำลังเผชิญคลื่นความร้อนเป็นระลอกที่ 3 ภายในเวลาเพียง 6 สัปดาห์ ประกอบกับสภาพอากาศแห้งแล้ง ทำให้ไฟป่าขนาดเล็กหลายจุดลุกลามเป็นไฟป่าขนาดใหญ่ในหลายประเทศ

ข้อมูลล่าสุดของสหภาพยุโรประบุว่า ตั้งแต่ต้นปีจนถึงขณะนี้ พื้นที่ที่ถูกไฟป่าเผาทั่วสหภาพยุโรปเพิ่มขึ้นมากกว่าค่าเฉลี่ยถึงร้อยละ 56

โดยฝรั่งเศสได้รับผลกระทบอย่างหนัก โดยมีพื้นที่ป่าถูกไฟไหม้กว่า 35,400 เฮกตาร์ หรือประมาณ 221,250 ไร่ ซึ่งมากกว่าค่าเฉลี่ยของช่วงเวลาเดียวกันถึง 4 เท่า ขณะที่สเปนมีพื้นที่ถูกไฟป่าเผาทำลายกว่า 55,128 เฮกตาร์ หรือประมาณ 344,550 ไร่ มากกว่าค่าเฉลี่ยถึง 2 เท่า

สถานการณ์ยังคงรุนแรงอย่างต่อเนื่อง โดยบาร์เซโลนา ประเทศสเปน ทำสถิติอุณหภูมิสูงสุดครั้งใหม่ที่ 40.5 องศาเซลเซียส ขณะที่ประเทศฝรั่งเศสมีเจ้าหน้าที่ดับเพลิงวัย 22 ปีเสียชีวิตระหว่างปฏิบัติหน้าที่ควบคุมไฟป่าในเทือกเขาแอลป์

ด้านสหราชอาณาจักรกำลังเผชิญคลื่นความร้อนระลอกที่ 3 ของปี โดยสำนักงานอุตุนิยมวิทยาอังกฤษ (Met Office) คาดว่าอุณหภูมิสูงสุดจะแตะ 34 องศาเซลเซียส และสภาพอากาศร้อนจะต่อเนื่องยาวนานราว 10 วัน นอกจากนี้ยังพบว่าคลื่นความร้อนครั้งล่าสุดทำให้อุณหภูมิในเวลากลางคืนสูงผิดปกติ ส่งผลให้ประชาชนจำนวนมากประสบปัญหานอนไม่หลับ

ส่วน “สตีเฟน เบลเชอร์” หัวหน้านักวิทยาศาสตร์ของ Met Office กล่าวว่า อุณหภูมิที่สูงเช่นนี้ในเดือนมิถุนายนถือเป็นสัญญาณที่น่ากังวล และสะท้อนผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอย่างชัดเจน

ขณะเดียวกัน สภาหัวหน้าหน่วยดับเพลิงแห่งสหราชอาณาจักร (NFCC) ได้ออกคำเตือนให้ประชาชนเพิ่มความระมัดระวังในการทำกิจกรรมกลางแจ้ง เนื่องจากไฟป่าส่วนใหญ่เกิดจากพฤติกรรมของมนุษย์ เช่น การทิ้งเตาปิ้งย่างแบบใช้แล้วทิ้ง ก้นบุหรี่ หรือแม้แต่ขวดแก้วที่สะท้อนแสงแดดจนเกิดประกายไฟ

ด้านองค์การอนามัยโลก (WHO) ประเมินว่า ในช่วง 4 ปีที่ผ่านมา มีผู้เสียชีวิตจากคลื่นความร้อนในยุโรปมากกว่า 200,000 คน และส่วนใหญ่สามารถป้องกันได้ หากมีมาตรการรับมือที่เหมาะสม เช่น การจัดตั้งศูนย์คลายร้อน การติดตั้งเครื่องปรับอากาศสำหรับกลุ่มเปราะบาง การออกแบบอาคารให้มีร่มเงา และการเสริมความพร้อมของระบบสาธารณสุข

นักวิทยาศาสตร์ยังชี้ว่า การเพิ่มพื้นที่สีเขียวในเมืองเป็นอีกแนวทางสำคัญในการลดผลกระทบจากคลื่นความร้อน โดยข้อมูลของ Energy and Climate Intelligence Unit (ECIU) ระบุว่า พื้นที่เมืองในสหราชอาณาจักรมีพื้นที่ปกคลุมด้วยต้นไม้เฉลี่ยเพียงร้อยละ 18 ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของเมืองในยุโรปที่อยู่ราวร้อยละ 30 ส่งผลให้หลายพื้นที่มีอุณหภูมิสูงกว่าที่ควรจะเป็น และยิ่งเพิ่มความเสี่ยงต่อสุขภาพของประชาชนในช่วงที่คลื่นความร้อนเกิดบ่อยและรุนแรงขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...