โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

ล้างบางทุนเทาภูเก็ต ไม่กระทบเม็ดเงิน 'ท่องเที่ยว-อสังหาฯ' 6 แสนล้าน มท.จ่อเช็คบิล ชลบุรี คิวถัดไป

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 17 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 17 ชั่วโมงที่ผ่านมา
แฟ้มภาพ

เจาะเม็ดเงินภูเก็ต ‘ท่องเที่ยว-อสังหาฯ’ กว่า 6 แสนล้าน การลงทุนโตพุ่ง ท่ามกลางข่าวล้างบางทุนเทา ย้ายผู้ว่าฯ-รองผู้ว่าฯ รวดเดียว 3 ตำแหน่ง ขณะที่ภาคธุรกิจ ชี้ผลกระทบการเปลี่ยน “พ่อเมือง” บ่อยทำให้การขอใบอนุญาตหยุดชะงัก นักลงทุนขาดความเชื่อมั่นด้านนโยบาย ด้าน มหาดไทย เตรียมเปิดคลินิกแก้ปัญหาให้ผู้ประกอบการแก้ปมใบอนุญาต ปิดช่องโหว่เก็บส่วย พลพีร์ รมช.มหาดไทย จ่อเช็คบิลชลบุรี คิวถัดไป

จังหวัดภูเก็ต ยังคงดึงดูดนักลงทุนและนักท่องเที่ยว แม้เผชิญข่าวลบจากทุนมาเฟีย และผู้มีอิทธิพลบุกรุกพื้นที่สาธารณะ ถึงขั้นนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ต้องลงพื้นที่ไปแก้ปัญหาถึง 2 ครั้ง ในช่วงเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา ตามมาด้วยการย้ายผู้ว่าราชการจังหวัด และรองผู้ว่าราชการจังหวัด รวม 3 คน ยังไม่นับปลัดจังหวัดและนายอำเภอที่โยกย้ายก่อนหน้านี้

แต่ตัวเลขทางเศรษฐกิจจังหวัดภูเก็ต ปี 2568 ที่รวบรวมโดยสำนักงานพาณิชย์จังหวัดภูเก็ต สะท้อนว่าตัวเลขการท่องเที่ยวอยู่ในระดับ “ชะลอตัว” แต่ในด้านการค้า และการลงทุนยังคงเดินหน้า โดยรายได้ท่องเที่ยวภูเก็ตในปี 2568 อยู่ที่ 545,867 ล้านบาท (-4.49%) นักท่องเที่ยว 14.12 ล้านคน (-2.68%) แต่การธุรกิจที่ได้รับการอนุมัติการส่งเสริมการลงทุนจาก BOI เพิ่มขึ้น 34.78% เช่น กลุ่มโรงแรม และกลุ่มพลังงานสะอาด การ เกินดุลการค้า 35,189 ล้านบาท ส่งผลให้การลงทุนภาคธุรกิจอสังหาแข็งแกร่งตามไปด้วย

ครึ่งปีลงทุนอสังหาฯ 5.2 หมื่นล้าน

นายภัทรชัย ทวีวงศ์ นักวิจัยอสังหาริมทรัพย์ เปิดเผยว่า ตลาดที่อยู่อาศัยในจังหวัดภูเก็ตยังคงแสดงให้เห็นถึงศักยภาพและความแข็งแกร่งอย่างต่อเนื่องในช่วงครึ่งแรกปี 2569 โดยได้รับแรงสนับสนุนสำคัญจากการฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยว การขยายตัวของกลุ่มผู้ซื้อชาวต่างชาติ รวมถึงความต้องการที่อยู่อาศัยเพื่อการพักผ่อน การลงทุน และการอยู่อาศัยระยะยาว ส่งผลให้ผู้ประกอบการทั้งรายท้องถิ่นและรายใหญ่จากส่วนกลางยังคงเดินหน้าพัฒนาโครงการใหม่อย่างต่อเนื่อง

“ครึ่งปีแรกมีเปิดตัว 67 โครงการ เป็นคอนโดมิเนียมและวิลล่ารวม 4,166 ยูนิต มูลค่าการพัฒนา 52,955 ล้านบาท สะท้อนว่าภูเก็ตยังคงเป็นหนึ่งในตลาดอสังหาฯที่ได้รับความสนใจสูงสุดของประเทศ โดยเฉพาะในกลุ่มสินทรัพย์เพื่อการพักผ่อนและลงทุนที่มีลูกค้าต่างชาติเป็นแรงขับเคลื่อนหลัก”

นายภัทรชัยกล่าวว่า ตลาดคอนโดฯยังเป็นเซ็กเมนต์เปิดตัวมากสุดในแง่จำนวนยูนิต มี 16 โครงการ รวม 3,466 ยูนิต มูลค่า 20,450 ล้านบาท ผู้ประกอบการยังคงมุ่งเน้นการพัฒนาโครงการขนาดใหญ่ในทำเลท่องเที่ยวสำคัญของเกาะ โดยเฉพาะพื้นที่สุรินทร์ มีเปิดตัวคอนโดฯ รวม 672 ยูนิต จาก 3 โครงการ มูลค่า 4,050 ล้านบาท รองลงมาเชิงทะเล 397 ยูนิต มูลค่า 2,850 ล้านบาท และกมลา 363 ยูนิต มูลค่า 2,300 ล้านบาท

ส่วนตลาดวิลล่ายังคงเป็นเซ็กเมนต์ที่สร้างมูลค่าการลงทุนได้โดดเด่น มีเปิดตัว 51 โครงการ รวม 700 ยูนิต มูลค่า 32,505 ล้านบาท สะท้อนความนิยมที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องของโครงการวิลล่าระดับลักชัวรีและอัลตร้าลักชัวรี ซึ่งมีกลุ่มผู้ซื้อหลักกลุ่มยุโรป รัสเซีย และเอเชีย ที่มองหาบ้านพักตากอากาศและสินทรัพย์เพื่อการลงทุนในระยะยาว โดยทำเลมีเปิดตัววิลล่ามากสุด คือ ศรีสุนทร 120 ยูนิต มูลค่า 3,675 ล้านบาท รองลงมาเชิงทะเล 84 ยูนิต มูลค่า 3,425 ล้านบาท และกมลา 67 ยูนิต มูลค่า 3,900 ล้านบาท

“พื้นที่ฝั่งตะวันตกของภูเก็ตยังคงเป็นศูนย์กลางการพัฒนาอสังหาฯของจังหวัด ไม่ว่าเชิงทะเล บางเทา สุรินทร์ กมลา และลายัน ที่ได้รับความนิยมจากผู้ซื้อชาวต่างชาติอย่างต่อเนื่อง ทั้งรูปแบบคอนโดฯเพื่อการลงทุนและวิลล่าลักชัวรีเพื่อการอยู่อาศัยและพักผ่อน”

นายภัทรชัยกล่าวว่า ตลาดภูเก็ตยังได้รับแรงหนุนจากผู้พัฒนาอสังหาฯรายใหญ่จากกรุงเทพฯ ที่ขยายการลงทุนเข้าสู่จังหวัดมากขึ้น โดยครึ่งแรกปี 2569 บมจ.แสนสิริ เปิดตัวโครงการ RHEA by Sansiri หาดสุรินทร์ มูลค่า 1,500 ล้านบาท ยังเปิดเพิ่มอีก 4 โครงการในครึ่งปีหลัง,บมจ.ร่มโพธิ์ พร็อพเพอร์ตี้ ยังพัฒนาโครงการใหม่ต่อเนื่องในบางเทา เชิงทะเล และกมลา ,บมจ. ศุภาลัย ยังคงศึกษาความเป็นไปได้ลงทุนเพิ่มเติมในจังหวัดภูเก็ต

“คาดว่าตลาดอสังหาฯในภูเก็ตปีนี้จะมีมูลค่าการลงทุนแตะ 1 แสนล้านบาท ในครึ่งปีหลังยังมีเปิดตัวใหม่อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะกลุ่มลักชัวรีคอนโดฯและลักชัวรีวิลล่าที่ได้รับความสนใจสูงจากนักลงทุนและผู้ซื้อต่างชาติ ส่งผลให้ภูเก็ตยังคงรักษาสถานะเป็นหนึ่งในตลาดอสังหาฯ เพื่อการพักผ่อนและการลงทุนที่สำคัญที่สุดของประเทศไทยในระยะยาว”นายภัทรชัยกล่าว

เปิดสถิติ 5 ปี ลงทุนพุ่งกว่า 4.6 แสนล้าน

ทั้งนี้บริษัท คอลลิเออร์ส ประเทศไทย จำกัด ระบุว่า ช่วง 5 ปีที่ผ่านมา (2564-2568) ตลาดที่อยู่อาศัยในภูเก็ตมีเปิดตัวรวม 45,066 ยูนิต มูลค่ากว่า 469,720 ล้านบาท ทั้งคอนโดและบ้านพักตากอากาศ โดยปี 2567 เป็นปีที่มีเปิดขายใหม่สูงสุด 18,515 ยูนิต และมีมูลค่าลงทุนสูงสุดที่ 190,112 ล้านบาท สำหรับปี 2569 คาดว่ามีมูลค่าการลงทุนประมาณ 71,500 ล้านบาท ส่งผลให้ยอดสะสมการลงทุนรวม 6 ปี สูงถึง 541,220.181 ล้านบาท ถือว่าเป็นเม็ดเงินลงทุนที่มหาศาลมาก

เศรษฐีดูไบหนีภัยสงคราม

นายเมธาพงศ์ อุปัติศฤงศ์” นายกสมาคมอสังหาริมทรัพย์ภูเก็ต กล่าวว่า ปัจจุบันมูลค่าตลาดขยายตัวจนติดอันดับ 5 หรือ 6 ของประเทศ ผลิตภัณฑ์ที่มีสัดส่วนทางการตลาดใหญ่ที่สุดคือคอนโดมิเนียม ที่เติบโตในอัตราที่เร่งตัวอย่างรวดเร็ว มีซัพพลายใหม่เข้าสู่ตลาดเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะในโซน “เชิงทะเล” ซึ่งกลายเป็นทำเลทองที่ผู้ประกอบการทั้งกลุ่มบริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์และนอกตลาดหลักทรัพย์ หลั่งไหลเข้ามาลงทุนอย่างหนาแน่น

ส่วนกระแสความต้องการซื้ออสังหาริมทรัพย์ของชาวต่างชาติ ในส่วนของกลุ่มผู้ซื้อจาก “ดูไบ” และประเทศในแถบตะวันออกกลางที่เริ่มมีกระแสข่าวเดินทางเข้ามาซื้ออสังหาริมทรัพย์เพื่อหลีกเลี่ยงผลกระทบจากสถานการณ์ความไม่สงบในภูมิภาคนั้น เนื่องจากเหตุการณ์เพิ่งเกิดขึ้นได้ประมาณ 2-3 เดือน ตัวเลขทางสถิติอย่างเป็นทางการอาจจะยังไม่สะท้อนออกมาชัดเจน แต่จากการสำรวจและพูดคุยกับผู้ประกอบการในพื้นที่ พบว่าเริ่มเกิดธุรกรรมการซื้อขาย จริงในตลาด โดยกลุ่มผู้ซื้อที่มีถิ่นพำนักในดูไบตัดสินใจเลือกซื้ออสังหาริมทรัพย์ในภูเก็ตเพื่อใช้เป็นบ้านหลังที่สอง และบ้านพักตากอากาศ

ทั้งนี้ หากจัดอันดับโครงสร้างดีมานด์ต่างชาติในตลาดอสังหาริมทรัพย์ภูเก็ต (ไม่นับรวมธุรกิจโรงแรม) พบว่ากลุ่มชาติหลักที่เข้ามาลงทุนสูงสุด 3 อันดับแรก ยังคงไม่มีการเปลี่ยนแปลงนับตั้งแต่ปีที่ผ่านมา ได้แก่ อันดับ 1 รัสเซีย, อันดับ 2 จีน และอันดับ 3 ฝรั่งเศส ส่วนดีมานด์จากดูไบเริ่มเข้ามาเติมเต็มในตลาด แต่ในแง่ของปริมาณตัวเลขยังไม่หนาแน่นเท่ากับ 3 สัญชาติหลักข้างต้น

ย้ายผู้ว่าฯ บ่อย ขอใบอนุญาตชะงัก

อย่างไรก็ตาม นายเมธาพงศ์ ยังสะท้อนปัญหาถึงการกวาดล้างกลุ่มทุนสีเทาในพื้นที่ภูเก็ต นำมาสู่การโยกย้ายข้าราชการระดับสูงในจังหวัด ว่า ในมุมมองการปฏิบัติงานจริง ภาคเอกชนยอมรับว่าไม่ต้องการให้เกิดการปรับเปลี่ยนหรือโยกย้ายข้าราชการระดับสูงบ่อยครั้ง เนื่องจากโครงสร้างการอนุมัติสิทธิและใบอนุญาตต่างๆ ในภาคอสังหาริมทรัพย์จำเป็นต้องพึ่งพากระบวนการทางราชการ เมื่อเกิดการเปลี่ยนผ่านตำแหน่ง มักส่งผลให้กระบวนการพิจารณาชะงักงันชั่วคราว เพื่อรอผู้มีอำนาจลงนามคนใหม่เข้ามาอนุมัติอย่างเป็นทางการ

แต่หากพิจารณาในภาพรวม ถือเป็นเรื่องดีที่ภาครัฐตื่นตัวและมีมาตรการตรวจสอบเมื่อเกิดข้อกล่าวหาขึ้น แทนที่จะเพิกเฉย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเด็นกลุ่มทุนต่างชาติที่เข้ามาประกอบธุรกิจและลงทุนอย่างผิดกฎหมาย ซึ่งสมาคมอสังหาริมทรัพย์ภูเก็ตมีจุดยืนชัดเจนในการต่อต้านพฤติกรรมดังกล่าวอย่างเต็มที่ เพราะหากเรานำคนส่วนน้อยที่ทำผิดกฎหมายมาปะปนกับคนส่วนใหญ่ จะทำให้บรรยากาศการลงทุนทั้งหมดเสียหาย

นักลงทุนขาดความเชื่อมั่น

ด้านนายก้องศักดิ์ คู่พงศกร ประธานหอการค้าจังหวัดภูเก็ต สะท้อนปัญหาของการบริหารราชการว่า ในรอบ 1 ปีที่ผ่านมา ภูเก็ตมีการเปลี่ยนตัวผู้ว่าราชการจังหวัดถึง 4 คน จนเกิดความไม่ต่อเนื่อง และเหตุการณ์ล่าสุดที่มีการสั่งย้ายผู้ว่าราชการจังหวัดพร้อมกับรองผู้ว่าราชการจังหวัดทั้ง 3 คนในคราว สะท้อนให้เห็นถึงปัญหาการบริหารงานภายในและการเมือง ส่งผลกระทบอย่างหนักต่อภาพลักษณ์และความเชื่อมั่นของนักลงทุน

แม้ว่านักลงทุนต่างชาติที่เข้ามาซื้ออสังหาริมทรัพย์หรือตั้งใจมาลงทุนระยะยาว ไม่เข้าใจระบบการเมืองไทย แต่เมื่อเห็นผู้นำจังหวัดเปลี่ยนตัวบ่อยครั้ง ย่อมเกิดความไม่มั่นใจว่านโยบายหรือข้อตกลงต่างๆ ที่เคยคุยไว้จะสะดุดลงหรือไม่

ข่าวจับบุกรุกที่ดิน ทำอสังหาฯ ชะงัก

อีกประเด็นที่กำลังเป็นกระแสคือ การตรวจตราเรื่องการบุกรุกที่ดินสาธารณะ สร้างความกังวลให้ตลาดเป็นอย่างมาก ทำให้นักลงทุนและผู้ซื้อต่างชาติชะงักเพื่อรอดูสถานการณ์ เพราะกลัวว่าจะซ้ำรอยบทเรียนเมื่อ 2-3 ปีก่อน ที่บางโครงการขายไปได้ครึ่งหนึ่งแล้วแต่ต้องล้มเลิกไปเพราะโดนร้องเรียนเรื่องที่ดิน

“อย่างไรก็ตาม เห็นด้วยกับการปราบปราม แต่เสนอว่าภาครัฐต้องทำหน้าที่ให้ชัดเจน ถ้าผิดให้ดำเนินคดีและแถลงข่าวให้ชัดเจนเป็นรายโครงการไป ถ้าถูกต้องประกาศรับรองความถูกต้อง เพื่อให้ผู้ซื้อและนักลงทุนสบายใจ ไม่ควรปล่อยให้เรื่องเงียบไปหลังจากหมดกระแสในโซเชียล เพราะจะทำให้เกิดความระแวงในภาพรวมการลงทุน” นายก้องศักดิ์ กล่าว

ธุรกิจ 70% ไม่มีใบอนุญาตถูกต้อง

นายก้องศักดิ์ ยังกล่าวว่า ข้อมูลจากหอการค้าฯ พบว่า ปัจจุบันมีสถานประกอบการ เช่น โรงแรม และร้านอาหารในภูเก็ต เพียงร้อยละ 20-30 เท่านั้นที่มีใบอนุญาตถูกต้อง ส่วนอีก ร้อยละ 70 ไม่มีใบอนุญาต เนื่องจากติดขัดข้อกฎหมายด้านสิ่งแวดล้อมหรือผังเมืองที่ไม่สอดคล้องกับความเป็นจริงในปัจจุบัน ซึ่งปัญหานี้สะสมมานานและกลายเป็นภาคบังคับกลายๆ ให้ธุรกิจต้องยอมจ่ายส่วยเพื่อดำเนินการต่อ จึงอยากรณรงค์ให้สมาชิกปรับปรุงตัวเข้าสู่ระบบให้ถูกต้องเพื่อตัดวงจรนี้ โดยหากธุรกิจใดทำถูกต้องแล้วแต่ยังถูกรังแก หอการค้าฯ ยินดีเข้าช่วยเป็นตัวกลางเจรจาให้

สมาคมโรงแรมพร้อมร่วมมือส่วนกลาง

ด้าน น.ส.วิชุพรรณ ภูเก้าล้วน ศรีสัญญา” นายกสมาคมโรงแรมไทยภาคใต้ เปิดมุมมองกับประชาชาติธุรกิจว่า กล่าวว่า สมาคมโรงแรมไทยอยู่ระหว่างการขับเคลื่อนร่วมกับส่วนกลาง เพื่อผลักดันให้กลุ่มโรงแรมที่ยังไม่มีใบอนุญาตเข้าสู่ระบบอย่างถูกต้อง โดยมุ่งเน้นให้สมาชิกต้องมีใบอนุญาตเป็นอันดับแรก พร้อมทั้งร่วมผลักดันการปรับปรุงพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) โรงแรม เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการโรงแรมขนาดเล็กสามารถเข้าสู่ระบบและขอรับใบอนุญาตได้ง่ายขึ้น ถือเป็นการสร้างมาตรฐานและการบังคับใช้กฎหมายอย่างเท่าเทียมกัน

ลั่นไม่ให้ทุนเทาเอาเปรียบคนไทย

ขณะที่นายพลพีร์ สุวรรณฉวี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย (มท.2) ในฐานะที่จะได้รับมอบหมายดูแลงานปราบปรามผู้มีอิทธิพล ในคณะกรรมการอำนวยการป้องกันและปราบปรามผู้มีอิทธิพล ให้สัมภาษณ์ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า จากหารือกับส่วนราชการ ผู้ประกอบการ และลงพื้นที่ตรวจสอบชายหาดและย่านแหล่งท่องเที่ยวชื่อดังภูเก็ต สิ่งที่พบยกตัวอย่างเช่น 1.ชาวต่างชาติใช้นอมินีคนไทยเพื่อประกอบธุรกิจ 2.ทำถูกกฎหมาย แต่ติดปัญหาความล่าช้าระบบราชการในการขอใบอนุญาต จึงยังไม่มีใบอนุญาต 3.การก่อสร้างอาคารผิดระเบียบกรมโยธาธิการ 4.ทำธุรกิจผิดรูปแบบ เช่นซื้อคอนโดแล้วปล่อยเช่าเป็นโรงแรมขายในออนไลน์เพื่อเลี่ยงภาษี กลุ่มนี้ปล่อยไว้ไม่ได้

ฉะนั้นจึงต้องมาดูว่าอะไรเป็นจุดที่ควรต้องแก้ไขในมุมราชการ เนื่องจากกฎหมายบางตัวเก่าไม่ทันธุรกิจสมัยใหม่ หรือบางธุรกิจพัฒนาเร็วกว่ากฎหมาย วัตถุประสงค์หลักมหาดไทยต้องการบังคับใช้กฎหมายเพื่อไม่ให้ต่างชาติเข้ามาครอบครองที่ดินในส่วนภูเก็ตได้ เพราะอาจทำให้เกิดธุรกิจสีเทาและเอาเปรียบคนไทย

สั่งสอบสวนผู้มีอิทธิพล

สำหรับการตรวจสอบกลุ่มผู้มีอิทธิพลในภูเก็ต รมช.มหาดไทย ยอมรับว่าได้กลิ่นผู้มีอิทธิพลทั้งคนไทยและชาวต่างชาติ ส่วนใหญ่จะเป็นคนในประเทศ เนื่องจากชาวบ้านสะท้อนให้ฟังว่าแต่ละโซนพื้นที่ไหนมีใครดูแลอยู่บ้าง จึงสั่งให้กรมการปกครอง ดำเนินการสืบสวน เพราะในยุคของนายกรัฐมนตรีอนุทินห้ามมีผู้มีอิทธิพล

เบื้องต้นสั่งการให้เปิดคลินิกแก้ปัญหาแก่ผู้ประกอบการโรงแรมในพื้นที่ เพื่อแก้ปัญหาและรับฟังเสียงในพื้นที่ เพราะหากล้อมกรอบผู้ประกอบการนอกระบบให้เข้าไปอยู่ในระบบได้ จะปิดช่องโหว่การเก็บส่วย ถ้าไม่ผิดกฎหมาย ก็ไม่ต้องกลัวใครขู่” และจะสืบหากลุ่มนอมินีต่อไปเรื่อยๆ โดยร่วมกับกระทรวงพาณิชย์ ในการตรวจสอบตามสโลแกน “มหาดไทยชี้ พาณิชย์เช็ค มหาดไทยจับ”

คิวต่อไปชลบุรี

นายพลพีร์ กล่าวว่า หลังจากนี้ต้องการไปทั่วประเทศทั้งภาคกลาง ภาคอีสาน และภาคเหนือ เพื่อนำมาพิจารณาในการแก้ไขทั้งในรูปแบบการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ หรือแก้กฎกระทรวง พระราชบัญญัติ หรือบังคับใช้กฎหมายต่อไป ยืนยันว่าจะทำให้เร็วที่สุด ต่อไปจะลงพื้นที่ภาคกลางคาดว่าจังหวัดชลบุรี ส่วนในพื้นที่ภาคเหนือ อีสานจะมีการกำหนดต่อไป

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ล้างบางทุนเทาภูเก็ต ไม่กระทบเม็ดเงิน ‘ท่องเที่ยว-อสังหาฯ’ 6 แสนล้าน มท.จ่อเช็คบิล ชลบุรี คิวถัดไป

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...