โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ตามสถิติเอเลียนน่าจะมีจริง แต่…

มติชนสุดสัปดาห์

อัพเดต 1 วันที่แล้ว • เผยแพร่ 1 วันที่แล้ว

บทความพิเศษ | ยสวัต ป้อมเย็น

ตามสถิติเอเลียนน่าจะมีจริง แต่…

ต้นเดือนพฤษภาคม 2569 กระทรวงสงคราม (กลาโหม) ประเทศสหรัฐอเมริกาได้ปล่อยเอกสารจำนวนมากซึ่งเคยมีชั้นความลับสูงสุดที่เกี่ยวกับ Unidentified Aerial Phenomenon (UAP) หรือที่สมัยก่อนเรียกรวมๆ กันว่า Unidentified Flying Object (UFO)

ทำให้ความสนใจเกี่ยวกับทั้ง UAP/UFO และ “เอเลียน” หรือสิ่งมีชีวิตทรงภูมิปัญญา (intelligent life) จากต่างดาวกลับมาอยู่ในกระแสข่าวอีกครั้งหนึ่ง

เรื่องนี้ทำให้นึกถึงหนังสือหลายเล่มที่เคยอ่าน จึงขอเล่าสู่กันฟัง

ปีที่แล้วได้อ่านหนังสือสองเล่ม เล่มแรกชื่อ UFO : The inside story of the US government’s search for alien here-and out there โดย Garrette M. Graff

อีกเล่มหนึ่งชื่อ Imminent : Inside the pentagon’s hunt for UFOs โดย Luis Elizondo

เล่มแรก (UFO) เขียนโดยนักข่าว/บรรณาธิการหนังสือพิมพ์ที่เขียนหนังสือมาหลายเล่มเกี่ยวกับความมั่นคง การเมือง การทหาร

ส่วนเล่มที่สอง (Imminent) เขียนโดยอดีตเจ้าหน้าที่หน่วยข่าวกรองทหารในกระทรวงกลาโหมสหรัฐ

ถ้าเล่าเท่านี้ หลายคนน่าจะคิดว่าเล่ม Imminent ที่เขียนโดยอดีตหน่วยข่าวกรองทหารดูน่าเชื่อถือกว่าเล่ม UFO ที่เขียนโดยนักข่าวใช่มั้ย?

แต่ในความเห็นส่วนตัว คิดว่าเล่ม UFO นั้นให้ข้อมูลที่น่าสนใจและโน้มน้าวให้เชื่อว่า “โลกมนุษย์น่าจะยังไม่เคยมีเอเลียนมาเยี่ยมเยือน” ได้มากกว่าเล่ม Imminent ที่พยายามจะบอกว่า “เอเลียนมีจริง และรัฐบาลพยายามปกปิดมาตลอด”

เล่ม UFO โดย Graff นั้นเป็นการนำเอกสารทางราชการจำนวนมากของโครงการทางทหารและข่าวกรองต่างๆ ซึ่งเกี่ยวข้องกับการ “พบเห็น” ปรากฏการณ์ประหลาดในชั้นบรรยากาศของรัฐบาลกลางสหรัฐ นำมาเรียบเรียงและตีความ รวมไปถึงสัมภาษณ์ผู้ที่เกี่ยวข้องกับในโครงการเหล่านี้ และพยายามอธิบายปรากฏการณ์ต่างๆ ด้วยทฤษฎีต่างๆ ที่น่าจะเป็นไปได้

ข้อสรุปหนึ่งของหนังสือคือ สิ่งที่รัฐบาลกลางสหรัฐพยายามปกปิดเกี่ยวกับปรากฏการณ์ประหลาดเหล่านี้ ไม่ใช่เพราะพบเอเลียนหรือยานอวกาศต่างดาว

แต่เป็นเพราะรัฐบาลเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่าสิ่งที่พบเจอคืออะไรกันแน่

และรัฐบาลกลาง ไม่ว่าจะของประเทศใด มักจะไม่ยอมรับกับประชาชนทั้งนั้นว่าตัวเอง “ไม่รู้” ไม่ว่าจะเรื่องอะไรก็ตาม

เล่ม Imminent โดย Elizondo นั้นเป็นการพยายามเอาความรู้ “วงใน” จากเอกสารการข่าวและโครงการลับต่างๆ ที่ผู้เขียนเคยเกี่ยวข้องด้วยมาเรียบเรียงและเขียนให้ดูมีความน่าสนใจและดูลึกลับซับซ้อน (ตามความเห็นของผมคือซับซ้อนเกินความจำเป็น)

แต่เรื่องที่ผู้เขียนเล่านั้นไม่ได้มีอะไรใหม่ ที่สำคัญคือคาดหวังจากประวัติของผู้เขียนที่เคยเป็นอดีตหน่วยข่าวกรองทหารซึ่งสามารถเข้าถึงข้อมูลปรากฏการณ์ประหลาดในชั้นบรรยากาศน่าจะมีข้อมูลใหม่และทฤษฎีใหม่เกี่ยวกับ UAP ซึ่งใช้ข้อมูลเหล่านั้นมารองรับ แต่ไม่ได้อะไรแบบนั้นจากหนังสือเล่มนั้นเลย

(ขอหลีกเลี่ยงการเล่าเรื่องภายในหนังสือ เอามาแค่บทสรุปที่อ่านแล้วจับได้มาเล่าให้ฟัง ใครสนใจก็ตามไปซื้อหามาอ่านกันต่อ)

มีหนังสืออีกเล่มหนึ่งที่ผมคิดว่าคนไทยควรได้อ่านกัน คือ Innumeracy : Mathematical illiteracy and its consequences โดย John Allen Paulos ศาสตราจารย์กิตติคุณด้านคณิตศาสตร์จาก Temple University เกี่ยวกับผลพวงของการ “ไม่รู้คณิตศาสตร์” หรือการไม่เข้าใจวิธีใช้ตรรกะและการคำนวณความน่าจะเป็นของเหตุการณ์ต่างๆ จนทำให้มนุษย์ตกเป็นเหยื่อของการหลอกลวงหรือความเชื่องมงายในแบบต่างๆ

ซึ่งหนึ่งในนั้นคือเรื่องความเชื่อว่าโลกเคยมีเอเลียนจากต่างดาวมาเยือน

สิ่งหนึ่งซึ่งหนังสือทั้งสามเล่มนี้มีข้อเสนอตรงกันก็คือ “สิ่งมีชีวิตต่างดาวน่าจะมีจริง”

แต่สิ่งที่ไม่เหมือนกันคือ เล่ม Imminent นำเสนอในเชิง “เชื่อฉันสิเพราะฉันเป็นผู้เชี่ยวชาญ – Authority Bias” แต่ไม่สามารถนำเอาหลักฐานเชิงประจักษ์มาโน้มน้าวให้คนอ่านเชื่อได้

กลับกัน ทั้งเล่ม UFO และ Innumeracy ชี้ให้เห็นในทำนองเดียวกันว่า “สิ่งมีชีวิตต่างดาวน่าจะมีจริง”

เมื่อเราใช้ตรรกะและคำนวณความน่าจะเป็น โดยเราสามารถคำนวณแบบคร่าวๆ ได้จากจำนวนกาแล็กซี่ในจักรวาล จำนวนดาวฤกษ์ในระบบดาวต่างๆ และจำนวนดาวเคราะห์ที่เป็นบริวารของดาวฤกษ์เหล่านั้น แต่เมื่อนำเอาปัจจัยเวลาและระยะทางระหว่างโลกและดาวต่างๆ มาผนวกเข้าไปด้วย

เราจะเห็นได้ว่า ต่อให้สิ่งมีชีวิตทรงภูมิปัญญาในจักรวาลมีจริง ไม่ได้แปลว่าสิ่งมีชีวิตเหล่านั้นจะสามารถเดินทางมาโลกได้ในขณะที่มนุษย์โลกมีความเข้าใจ/สนใจการมีอยู่ของสิ่งมีชีวิตเหล่านั้น (โลกมนุษย์มีอายุประมาณสี่พันห้าร้อยล้านปี ดวงอาทิตย์และระบบสุริยะประมาณสี่พันหกร้อยล้านปี ส่วนจักรวาลอายุประมาณหนึ่งหมื่นสามพันล้านปี)

ถ้าเรานับการมีอยู่ของมนุษย์โลก ซึ่งเพิ่งปรากฏเป็นสปีชีส์แยกจากมนุษย์หินแค่ไม่กี่แสนปีก่อน แค่นี้โอกาสที่เราและเอเลียนจะตระหนักรู้ถึงการมีอยู่ของกันและกันก็มีน้อยเต็มทีอยู่แล้ว

ยังไม่ต้องพูดถึงว่ามนุษย์เราเพิ่งจะสนใจเรื่องสิ่งมีชีวิตนอกโลกแบบเป็นระบบเมื่อไม่กี่สิบปี (หรือถ้าจะให้เต็มที่ ก็ไม่เกินหนึ่งร้อยปี) ที่ผ่านมานี้เอง

ศ.จอห์น พอลลอส ใช้การคำนวณความน่าจะเป็นที่ไม่ซับซ้อนเลยเพื่อชี้ให้เห็นถึงตรรกะและวิธีการคิดเกี่ยวกับเรื่องนี้ได้อย่างแยบยล (อยากแนะนำให้มีคนแปลหนังสือเล่มนี้จริงๆ ถ้าเราเพียงแค่เข้าใจและใช้คณิตศาสตร์พื้นฐานในการคิดเรื่องแบบนี้ได้ เราจะตกเป็นเหยื่อต่อเหล่าสแกมเมอร์หรือเรื่องเหนือธรรมชาติต่างๆ น้อยลง)

เมื่อหลายปีก่อนเคยได้อ่านหนังสืออีกเล่มหนึ่งชื่อ Phenomena : The secret history of the US government’s investigations into extrasensory perception and psychokinesis โดย Annie Jacobsen เป็นนักหนังสือพิมพ์มือรางวัลที่เขียนหนังสือเกี่ยวกับความมั่นคงและการทหารหลายเล่ม

โดยเล่มนี้เล่าถึงการทดลองวิทยาศาสตร์โดยหน่วยงานทหารของสหรัฐเพื่อพิสูจน์ว่า พลังจิตเพื่อควบคุมจิตผู้อื่น สิ่งของ หรือการเห็นญาณนิมิตต่างๆ นั้นมีจริงหรือไม่

ผู้เขียนนำเสนอเอาไว้น่าสนใจว่า รัฐบาลกลางสหรัฐไม่รู้ว่าพลังจิตแบบต่างๆ นั้นมีจริงหรือไม่ แต่ถ้ามันมีจริง รัฐบาลโดยเฉพาะทหารจำเป็นต้องเข้าใจถึงการมีอยู่ของมันและสามารถนำมาใช้เพื่อ “ประโยชน์” ของสหรัฐ (ขอสปอยล์เล่มนี้เลยว่า พลังจิตนั้นไม่มีจริง แต่ถ้าใครสนใจรายละเอียด แนะนำให้อ่านหนังสือ)

ล่าสุด มีหนังสืออีกเล่มหนึ่ง Take me to your leader : perspectives on your first alien encounter เขียนโดยนักฟิสิกส์ดาราศาสตร์ชื่อดัง Neil deGrasse Tyson เสนอว่า เราไม่ควรจำกัดความเป็นไปได้ของเอเลียนว่าต้องหน้าตาเหมือนมนุษย์ และเราไม่ควรจำกัดความหมายของ “ภูมิปัญญา” ว่ามีลักษณะเดียวกับมนุษย์ เพราะคำนี้เป็นสิ่งที่มนุษย์บัญญัติขึ้นมา

จินตนาการกันเล่นๆ ดูว่า ถ้าเอเลียนมีจริงและสามารถเดินทางข้ามดาวผ่านระยะทางไกลโพ้นมาหาโลกได้ ภูมิปัญญาของพวกเขาจะสูงขนาดไหน

แล้วถ้าเปรียบเทียบให้เห็นภาพ มนุษย์เราแม้จะเคยพยายามสื่อสารกับสัตว์ต่างๆ แต่เราก็ไม่ลงไปยุ่งวุ่นวายกับสัตว์เหล่านั้นเพราะเราไม่สามารถสื่อสารกับพวกมันได้ (ทาสหมา/แมวอาจจะเถียงว่าพวกท่านสื่อสารกับนายของท่านได้ แต่นั่นคือท่านเลี้ยงเจ้านายของท่านมาเป็นเวลานาน และท่านก็ยังไม่สามารถคุยกันได้รู้เรื่องกับสัตว์ตัวอื่นเหมือนมนุษย์สองคนคุยกันอยู่ดี)

นึกสภาพว่าเอเลียนที่ฉลาดสุดสุดจากกาแล็กซี่ไกลโพ้นแล้วมาเจอมนุษย์โลก ที่แม้ว่าจะอาศัยอยู่ในโลกเดียวกันแท้ๆ แต่ยังตีกันเพราะเรื่องผลประโยชน์บ้าๆ บอๆ ไม่จบสิ้น แบบนี้เอเลียนสติดีๆ และฉลาดๆ ที่ไหนจะอยากมาติดต่อมนุษย์โลก

ในประสบการณ์ส่วนตัวจากการอ่านหนังสือมั่วๆ แบบนี้หลายๆ เล่ม ขอสรุปเรื่องเอเลียนนอกโลกว่าน่าจะมีจริง และแม้ว่าจะยังไม่ตัดความเป็นไปได้ว่าเอเลียนเคยมาเยือนโลก แต่จากหลักฐานต่างๆ ที่ผ่านมาประกอบกับหลักตรรกะเหตุผลและสถิติ

ในตอนนี้จึงสรุปว่าโลกของเรายังไม่เคยมีเอเลียนทรงภูมิปัญญามาเยือน ส่วนท่านผู้อ่านจะคิดและเชื่ออย่างไร ขอเชิญให้จินตการของท่านโลดแล่นไปได้ตามสะดวก

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ตามสถิติเอเลียนน่าจะมีจริง แต่…

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th/weekly

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...