โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ต่างประเทศ

ตาเขคือสัญญาณโรคร้าย? เด็ก 2 ขวบร้องหาแม่ วินาทีต่อมาต้องเจาะคอใส่เครื่อง ECMO

sanook.com

เผยแพร่ 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา • Sanook
ตาเขคือสัญญาณเตือนโรคร้าย? เด็ก 2 ขวบร้องหาแม่ วินาทีถัดมาต้องเจาะคอใส่เครื่อง ECMO หมอเผย

ภัยเงียบคร่าชีวิตเด็ก! หมอเตือน "ตาเข-ตาเหล่" สัญญาณเตือนเฝ้าระวังโรคร้าย เคสจริงเด็ก 2 ขวบ เพิ่งร้องหาแม่ อีกแป๊บต้องใส่ ECMO พยุงหัวใจ

โรคอุบัติใหม่ในเด็กที่สร้างความกังวลใจให้คุณพ่อคุณแม่คงหนีไม่พ้น "โรคมือ เท้า ปาก" หรือการติดเชื้อไวรัสกลุ่มเอนเทอโรไวรัส (Enterovirus) ล่าสุด นพ. หงหัวซี (Dr. Hung Hua-hsi) กุมารแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านระบบทางเดินอาหารในเด็ก ได้ออกมาแชร์อุทาหรณ์เคสสุดสะเทือนใจผ่านโซเชียลมีเดีย เพื่อเตือนภัยให้ผู้ปกครองสังเกตอาการลูกหลานอย่างใกล้ชิด

เคสนี้เป็นเด็กวัยเพียง 2 ขวบที่ติดเชื้อไวรัสชนิดนี้ เมื่อมาถึงห้องฉุกเฉินเด็กยังคงมีสติสัมปชัญญะดี ร้องไห้เรียกหาแม่เหมือนเด็กป่วยทั่วไป ทว่าเพียงไม่กี่ชั่วโมงหลังจากนั้น อาการกลับทรุดฮวบลงอย่างรวดเร็วจนเข้าสู่ภาวะหัวใจและปอดล้มเหลว แพทย์ต้องเร่งใส่ท่อช่วยหายใจและต่อเครื่อง ECMO (เครื่องช่วยพยุงการทำงานของหัวใจและปอด) เพื่อยื้อชีวิตอย่างเร่งด่วน โดยคุณหมอเน้นย้ำประโยคชวนขนลุกว่า "ต่อให้เข้าใกล้ภาวะหัวใจล้มเหลวแค่ไหน สติของเด็กก็อาจยังแจ่มใสดีอยู่" ทำให้หลายครอบครัวชะล่าใจจนสายเกินไป

ทำไมอาการถึงทรุดลงอย่างรวดเร็วชั่วพริบตา?

คุณหมอหงหัวซี เล่าว่า เด็กชายวัย 2 ขวบรายนี้ เริ่มต้นด้วยอาการแผลในปาก ไม่อยากอาหาร และมีอาการ "กล้ามเนื้อกระตุก" (Myoclonic Jerks) เป็นระยะ แม้ตอนมาถึงโรงพยาบาลเด็กจะยังรู้เรื่องดี แต่ผลตรวจเลือดกลับพบว่าน้ำตาลในเลือดพุ่งสูงถึง 158 และที่น่ากลัวที่สุดคือ ในขณะที่เด็กไข้ลดลงและนอนพักนิ่งๆ แต่อัตราการเต้นของหัวใจกลับสูงถึง 130-140 ครั้งต่อนาที ตลอดจนเริ่มมีอาการตาเข/ตาเหล่ (Crossed Eyes) เป็นพักๆ

แพทย์ตระหนักทันทีว่าเชื้อไวรัส (โดยเฉพาะสายพันธุ์ EV71) ได้ลุกลามเข้าสู่ระยะที่ 2 คือ ภาวะสมองและไขสันหลังอักเสบ ซึ่งไวรัสจะเข้าไปทำลาย "ก้านสมอง" ที่ควบคุมระบบสัญญาณชีพของร่างกาย เมื่อก้านสมองเสียหาย จะกระตุ้นให้ระบบประสาทซิมพาเทติกทำงานหนักเกินไป หลั่งสารอะดรีนาลีนออกมารา่วกับเขื่อนแตก ส่งผลให้หลอดเลือดหดตัวอย่างรุนแรง หัวใจต้องปั๊มเลือดอย่างหนักจนเกิดแรงดันมหาศาลกระแทกเข้าที่ปอด ทำให้ปอดตกเลือดและหัวใจล้มเหลวในที่สุด

เนื่องจากไวรัสโจมตีก้านสมอง ไม่ใช่สมองส่วนหน้าทีควบคุมการรับรู้ เด็กจึงยังคงมีสติและพูดคุยได้จนถึงนาทีวิกฤต ซึ่งนี่คือจุดหลอกตาที่ทำให้พ่อแม่คิดว่าลูกไม่เป็นอะไร

สังเกตด่วน! 4 สัญญาณอันตรายโรคมือเท้าปากรุนแรง (วิกฤตถึงชีวิต)

คุณหมอเตือนว่า นาทีชีวิตของเด็กสั้นมาก หากมีอาการเหล่านี้แม้เพียงข้อเดียว ให้รีบพาลูกส่งโรงพยาบาลใหญ่ทันที:

  • กล้ามเนื้อกระตุกบ่อยผิดปกติ: เด็กจะมีอาการสะดุ้ง เฮือก หรือแขนขากระตุกสั้นๆ เหมือนโดนไฟช็อต ทั้งในตอนตื่นและตอนหลับ

  • ดวงตาเคลื่อนไหวผิดปกติ: สายตาไม่โฟกัส เริ่มมีอาการตาเข ตาเหล่ หรือตาเหลือกขึ้นบนโดยไม่ตั้งใจ

  • หัวใจเต้นเร็วมากในขณะพัก: แม้เด็กจะหยุดร้องไห้และไข้ลดลงแล้ว แต่หัวใจยังเต้นเร็วกว่าเกณฑ์มาตรฐานตามช่วงอายุ ดังนี้:

  • อายุ 1 ขวบ: เต้นเร็วกว่า 140 ครั้ง/นาที

  • อายุ 2 ขวบ: เต้นเร็วกว่า 130 ครั้ง/นาที

  • อายุ 3-6 ขวบ: เต้นเร็วกว่า 120 ครั้ง/นาที

  • อาเจียนต่อเนื่องและซึมลง: เด็กมีอาการอาเจียนพุ่งบ่อยครั้ง หรือเริ่มพูดจาสับสน ซึมลงอย่างเห็นได้ชัด (อย่างไรก็ตาม ย้ำว่าต่อให้เด็กยังดูรู้เรื่องดี ก็ห้ามประมาทเด็ดขาด)

โรคมือ เท้า ปาก หรือการติดเชื้อไวรัสในเด็กไม่ใช่เรื่องที่จะชะล่าใจได้เลย เพราะความน่ากลัวของโรคนี้คือมันพร้อมจะเปลี่ยนจาก "ไข้หวัดธรรมดา" เป็น "ภาวะวิกฤต" ได้ในเวลาไม่กี่ชั่วโมง การสังเกตอาการทางกายภาพอย่างละเอียด ทั้งเรื่องจังหวะการเต้นของหัวใจ อาการสะดุ้งผวา หรือแม้แต่สิ่งเล็กๆ อย่างอาการตาเขชั่วคราว จึงเป็นกุญแจสำคัญที่จะช่วยให้คุณพ่อคุณแม่พาลูกส่งถึงมือหมอได้ทันเวลา จำไว้ว่า "การที่ลูกยังคุยรู้เรื่อง ไม่ได้แปลว่าลูกปลอดภัย" หมั่นเช็กสัญญาณชีพและสังเกตลูกน้อยในช่วงที่โรคนี้ระบาด เพื่อป้องกันความสูญเสียที่ไม่มีใครอยากให้เกิดขึ้น

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...