โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เปเล่ ‘ไข่มุกดำ’ ปฐมบทแห่งราชาลูกหนัง บนเวทีบอลโลก 1958

THE STANDARD

อัพเดต 2 วันที่แล้ว • เผยแพร่ 2 วันที่แล้ว • thestandard.co
เปเล่ ‘ไข่มุกดำ’ ปฐมบทแห่งราชาลูกหนัง บนเวทีบอลโลก 1958

จากงานเฉลิมฉลองที่ยิ่งใหญ่ที่คาดว่าจะกินเวลาหลายวันหรืออาจเป็นเดือน ประตูชัยของอัลซิเดส จิกเกีย ในนัดชิงชนะเลิศฟุตบอลโลก 1950 ณ มาราคานา ชามอ่างยักษ์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของโลกได้เปลี่ยนงานเฉลิมฉลองให้กลายเป็นงานไว้ทุกข์ที่ถูกเรียกขานว่า ‘มาราคานาโซ’

หัวใจของคนบราซิลทั้งชาติถูกฉีกทิ้งอย่างไร้ความเมตตา น้ำตาหลั่งไหลจากสองตาลงมาอาบแก้มและสัมผัสผืนแผ่นดินในแทบทุกตารางเมตร

หนึ่งในคนที่เสียน้ำตาวันนั้นคือดอนดินโญ

ดอนดินโญ เคยเป็นนักฟุตบอลอาชีพในตำแหน่งศูนย์หน้าของทีมอัตเลติโก มิเนยโรและฟลูมิเนนเซมาก่อน และไม่ต่างอะไรจากชาวบราซิลทุกคนที่หวังจะได้เห็นเหล่า ‘ลา เซเลเซา’ ได้ชูถ้วยชูลส์ ริเมต์ โทรฟีฟุตบอลโลกซึ่งเพิ่งได้รับการตั้งชื่อใหม่อย่างเป็นทางการตามชื่อของประธานสหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติในปี 1946 บนแผ่นดินเกิดของพวกเขา ชนชาติที่บ้าคลั่งในเกมลูกหนังและมีวิธีการเล่นที่ไม่เหมือนใคร

ในเวลานั้นเองที่ลูกชายของเขาได้เห็นพ่อร้องไห้ และเดินเข้ามาหา

“พ่อครับ ไม่ต้องห่วง ผมจะเอาแชมป์โลกมาให้เอง”

เปเล่ในชุดทีมชาติบราซิลขณะลงสนามในฟุตบอลโลก 1958 1

เด็กคนนั้นคือเอ็ดสัน อรานเตส โด นาสซิเมนโต หรือ ‘ดิโก’ (Dico) ซึ่งเป็นชื่อเรียกที่ลุงของเขาคิดขึ้นมา ตามประสาของชาวบราซิลที่มักจะมีชื่อเล่นของตัวเองเอาไว้เรียกง่ายๆ และสำหรับคนในครอบครัวแล้วเอ็ดสันคือดิโกมาตลอด

แต่สำหรับเพื่อนในโรงเรียนแล้วเขาได้ชื่อเล่นที่แตกต่าง

ความจริงมันเป็นชื่อล้อด้วยซ้ำไม่ใช่ชื่อเล่น เพราะดิโกออกเสียงชื่อของบิเล ผู้รักษาประตูคนโปรดของเขาที่อยู่กับวาสโก ดา กามา ในเวลานั้นเพี้ยนไป จากบิเลเป็นปิเล จึงเป็นที่ล้อเลียนหยอกเอินกันสนุกสนาของเพื่อนๆ

ก่อนที่ชื่อล้อจะเพี้ยนจากปิเล เป็นเปเล (Pelé) และตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาก็กลายเป็นชื่อเล่นของเขาไป

เปเล เป็นเด็กหนุ่มที่ขี้อาย เขาพูดน้อย ถ่อมตัว และไม่ค่อยแสดงออกมากนัก

แต่มันจะเป็นคนละเรื่องเมื่ออยู่ในสนามฟุตบอล ที่แม้เขาจะไม่ได้เปลี่ยนแปลงบุคลิกตัวตนให้กลายเป็นพวกกร้าวแกร่ง กระโชกโฮกฮาก แต่ในความเงียบและถ่อมตัวนั้นไม่อาจปิดกั้นพรสวรรค์ระดับฟ้าประทานมาให้ได้เลยแม้แต่น้อย

คนที่มองเห็นแววของนักฟุตบอลที่ยิ่งใหญ่คนแรกๆคือ วัลเดอมาร์ เดอ บริโต โค้ชของทีมเยาวชนเบารู แอตเลติโก คลับ ซึ่งได้เปเล ช่วยพาทีมพิชิตแชมป์ของรัฐเซา เปาโล ได้ถึง 2 ครั้ง

แต่ในช่วงเวลาเดียวกันนอกจากจะเล่นฟุตบอลในระดับเยาวชนแล้วเปเล ยังลงแข่งฟุตซอล ซึ่งเป็นกีฬาใหม่ที่กำลังได้รับความนิยมอย่างมากในเมืองเบารู ด้วยความสนุก ตื่นเต้น รวดเร็ว ฉับไว ที่ทำให้ต้องคิดอ่านเร็วยิ่งกว่าการเล่นฟุตบอลมาก

ที่สำคัญคือฟุตซอลอนุญาตให้เด็กที่อายุ 14 ปีอย่างเปเล ลงแข่งขันกับผู้ใหญ่ได้ด้วย แม้ว่าในทีแรกจะถูกคัดค้านเพราะเด็กเกินไปก็ตาม

ถึงเปเลจะสนุกกับฟุตซอลมากแค่ไหน แต่เดอ บริโต มองว่าเขาน่าจะมีศักยภาพที่ไปได้ไกลยิ่งกว่านั้น และไม่ควรถูกจำกัดเอาไว้ในสนามแคบๆที่เบารู

“มาไอ้หนู ไปกับฉัน”

เดอ บริโต พาเปเลไปถึงสโมสรซานโตส เพื่อขอโอกาสให้ได้ทดสอบฝีเท้า

“เชื่อผมเถอะ เด็กคนนี้จะเป็นนักฟุตบอลที่เก่งที่สุดที่โลกเคยมีมา”

ที่เหลือคือประวัติศาสตร์ที่รอวันถูกขีดเขียน

และประวัติศาสตร์บทที่สวยงามที่สุดเกิดขึ้นในปี 1958

ในปีนั้นฟุตบอลโลกกลับไปจัดที่ยุโรปต่อเนื่องเป็นครั้งที่ 2 หลังจากที่สวิตเซอร์แลนด์ได้เป็นเจ้าภาพในปี 1954 และโลกได้เห็น ‘ปาฏิหาริย์แห่งแบร์น’ (Miracle of Bern) ที่สนามวังดอล์ฟสตาดิโอน เมื่อฮังการีผู้เก่งกล้า (The Mighty Magyars) ถูกพิชิตได้โดยเยอรมนีตะวันตก และรองเท้ามหัศจรรย์ของอาดิ ดาสเลอร์

เปเล่ในชุดทีมชาติบราซิลขณะลงสนามในฟุตบอลโลก 1958 2

บราซิล แม้จะพลาดหวังในปี 1950 ถึงขั้นมีการเปลี่ยนสีเสื้อทีมชาติใหม่จากสีขาวล้วนเป็นสีเหลืองจนได้รับสมญาว่า ‘ลา กานารินญา’ หรือทีมนกขมิ้น และในปี 1954 ก็ยังไม่ประสบความสำเร็จ แต่พวกเขาก็เป็นหนึ่งในทีมที่น่าจับตามองมาก

วาวา และ ‘เจ้านกน้อย’ การ์รินชา (ซึ่งชื่อของเขาก็แปลว่าเจ้านกน้อยนี่แหละ) เป็นผู้เล่นในระดับสตาร์ที่โดดเด่น โดยเฉพาะคนหลังที่มีลีลาการเล่นแสนมหัศจรรย์ เป็นปีกที่ลอยไปตามสายลม ไม่มีใครเดาทางได้ ไม่มีใครหยุดได้ และต่อให้คิดว่าจะหยุดได้ก็ไม่มีวันหยุดได้

มากกว่านั้นคือสไตล์การเล่นในแบบ ‘แซมบ้าฟุตบอล’ ซึ่งมีรากเหง้าจาก ‘จิงกา’ (Ginga) ปรัชญาในการใช้ชีวิตกับทุกสิ่งทุกอย่างของคนบราซิล ที่ใช้ชีวิตอย่างสนุกและมีจังหวะจะโคน ออกลวดลายใต้แสงตะวัน

นั่นทำให้พวกเขากลายเป็นทีมที่ได้รับความสนใจมากที่สุดทีมหนึ่ง

แต่สิ่งที่ผู้คนไม่รู้และอาจสงสัยคือ ในทีมบราซิลมีเด็กคนหนึ่งที่อยู่ร่วมกับทีมชุดนั้นด้วย เด็กคนนี้คือเปเล ในวัย 17 ปี ซึ่งใน 2 เกมแรกไม่ได้โอกาสในการลงไปสัมผัสเกมแม้แต่นาทีเดียว สิ่งนี้ทำให้ผู้คนฉงนอยู่บ้างแต่ก็ไม่ได้ถึงกับเป็นเรื่องที่ต้องใส่ใจอะไร

ความไม่รู้ของทุกคนกลับเป็นสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับตัวของเปเลและบราซิล

อันที่จริงแล้วเขาไม่ควรที่จะได้เดินทางมาสวีเดนด้วยซ้ำ เพราะเขามีอาการบาดเจ็บที่เข่าจากเกมอุ่นเครื่องจนดูไม่น่าจะหายทันเวลากลับมาลงสนามได้ และทำให้ไม่ได้ลงสนามเลยใน 2 นัดแรก

อย่างต่อมาคือในการมาฟุตบอลโลกหนนี้ เพื่อชัยชนะที่รอคอยบราซิลพยายามทำทุกอย่างให้ดีที่สุด แม้กระทั่งในเรื่องดูแลสภาพจิตใจ มีการจ้างจิตแพทย์มาประเมินสภาพจิตใจของผู้เล่นทั้งทีมทุกนัดก่อนลงสนาม ซึ่งเป็นเรื่องล้ำสมัยมากสำหรับเกมฟุตบอลในยุคสมัยนั้น

มาถึงเกมนัดสุดท้ายของรอบแรกที่เจอกับสหภาพโซเวียต ซึ่งบราซิลจำเป็นต้องได้รับชัยชนะเท่านั้นเพื่อเข้ารอบต่อไป และวิเซนเต ฟีโอลา โค้ชบราซิลในเวลานั้นกำลังคิดถึงผู้เล่นที่เขายังไม่ได้ใช้งานสักนาทีคนนั้นอยู่ แต่รายงานผลการตรวจของเปเลไม่เป็นที่น่าพอใจนัก

ไม่สิเรียกว่าเลวร้ายเลยก็ได้

“เขายังเด็กมาก ขาดจิตวิญญาณการต่อสู้ที่จำเป็น เขาเด็กเกินไปที่จะสัมผัสกับความกราดเกี้ยวและตอบสนองต่อกำลัง และนอกเหนือไปจากนั้นเขายังขาดสำนึกของความรับผิดชอบซึ่งจำเป็นสำหรับการเล่นเป็นทีม” รายงานจากดร.ชูเอา การ์วาลเญส ส่งตรงถึงมือของโค้ชใหญ่ของบราซิล

โชคดีที่รายงานจาก ดร.การ์วาลเญส นั้นไม่อาจเปลี่ยนความเชื่อบางอย่างของฟีโอลาที่มีต่อเปเลได้ (และเช่นกันกับการ์รินญา ที่โดนหาว่าเป็น ‘ไอ้งั่ง’ ในรายงานฉบับเดียวกัน) ก่อนที่จะหันไปบอกกับคุณหมอว่า “คุณหมออาจจะพูดถูก แต่เรื่องของเรื่องคือ คุณอาจจะไม่รู้อะไรเลยเกี่ยวกับเกมฟุตบอล”

“ถ้าเข่าของเปเลไหว เขาจะได้ลงเล่น”

เปเล่ในชุดทีมชาติบราซิลขณะลงสนามในฟุตบอลโลก 1958 3

กระแสข่าวเรื่องนี้หลุดไปถึงหูของพวกรัสเซีย พวกเขาได้ยินว่าบราซิลจะใช้ตัวสำรองลงเล่นในเกมนี้ถึง 3 คน ทันทีที่ล่ามแปลภาษาถอดความส่งต่อให้โค้ชอย่างกาฟริล คาชาลินถึงกับลูบปากว่าหวานเจี๊ยบ

แต่สิ่งที่พวกเขาไม่รู้คือหนึ่งในตัวสำรองที่ว่าคือเด็กที่ชื่อว่าเปเล

และไม่มีใครจะหยุดเด็กคนนี้ได้

3 นาทีแรกของเกมระหว่างบราซิลกับสหภาพโซเวียต ได้รับการบันทึกจาก ไบรอัน แกลนวิลล์ คัมภีร์ลูกหนังชาวอังกฤษว่าเป็น 3 นาทีแรกที่ดีที่สุดในประวัติศาสตร์ของเกมฟุตบอล แซมบ้าบราซิลเดินหน้าไล่ต้อนจอมแกร่งอย่างโซเวียตด้วยฟุตบอลที่งดงามและมหัศจรรย์จนไม่มีใครหยุดได้

การ์รินชาและเปเลยิงไปชนเสาคนละครั้ง แต่สุดท้ายวาวาทำสกอร์ได้

เด็กหนุ่มวัย 17 ปี ซึ่งเป็นผู้เล่นอายุน้อยที่สุดในประวัติศาสตร์ของฟุตบอลโลกในเวลานั้น ได้ชื่อว่ามีส่วนร่วมกับการได้ประตูในชัยชนะ 2-0 ของบราซิลด้วย ก่อนที่ในเกมต่อมาเขาจะสำแดงเดชต่อเนื่องด้วยการทำประตูในเกมที่พบกับเวลส์ในรอบ 8 ทีมสุดท้าย คว้าชัยชนะให้กับทีมได้สำเร็จ

แต่ชื่อของเปเล กลายเป็นชื่อที่ทุกคนพูดถึงในรอบรองชนะเลิศที่บราซิลพบกับฝรั่งเศส ชาติที่กำลังร้อนแรงเกินห้ามใจ โดยเฉพาะพวกเขามีศูนย์หน้าพระกาฬที่ชื่อว่า ชุส ฟงแต็ง ซึ่งยิงไปถึง 8 ประตูในฟุตบอลโลกครั้งนั้น

ปรากฏว่าในเกมนั้นเปเล ทำแฮตทริกได้และช่วยให้บราซิลไล่ถล่มฝรั่งเศสขาดลอยถึง 5-2

`จากเด็กหนุ่มที่ไม่มีใครรู้จัก เขากลายเป็นที่จับจ้อง ความเขินอายนั้นไม่อาจปิดกั้นแววของนักเตะมหัศจรรย์ได้ ไม่ว่าเปเลจะไปที่ไหนในสวีเดนในช่วงก่อนนัดชิงชนะเลิศจะมีผู้คนรอที่จะได้เจอเพื่อขอถ่ายภาพและขอลายเซ็น

เราอาจกล่าวได้ว่า แม้บราซิลจะมีนักฟุตบอลที่เก่งกาจมากมายหลายคน การ์รินชา, ดีดี, วาวา, เลโอนิดาส (ผู้คิดค้นท่าจักรยานอากาศ) แต่เปเลในวัย 17 ปี คือนักฟุตบอลผิวสีคนแรกที่กลายเป็นซูเปอร์สตาร์อย่างแท้จริง

สิ่งที่หลายอาจไม่รู้คือบราซิลแทบไม่ใช้งานนักฟุตบอลผิวสีก่อนหน้านี้ เพิ่งจะมีฟุตบอลโลกหนนี้ที่ฟีโอลา ทลายกำแพงเชื้อชาติด้วยผู้เล่นอย่างการ์รินชาและเปเล ทำให้บราซิลกลายเป็นทีมชาติที่เปิดรับความหลากหลายทางสายเลือดและผิวสีเป็นครั้งแรก

แต่ชื่อเสียงที่มาชั่วข้ามคืนไม่ได้ทำให้เปเลเปลี่ยนไป

เขายังมีสมาธิกับการลงสนามในนัดชิงชนะเลิศ

29 มิถุนายน 1958 เซเลเซาลงสนามที่ราซุนดา สเตเดียม เพื่อพบกับสวีเดนชาติเจ้าภาพที่มาพร้อมกับความหวังว่าจะพิชิตแชมป์ฟุตบอลโลกสมัยแรกให้ได้ ท่ามกลางกองเชียร์เจ้าถิ่นเต็มสนาม และพวกเขาก็เริ่มต้นได้ดีมากๆด้วยการทำประตูขึ้นนำไปก่อนอย่างรวดเร็วตั้งแต่นาทีที่ 4

ประตูนี้ไม่ได้ทำให้บราซิลวิตกจริต ในทางตรงกันข้ามพวกเขายังคงเยือกเย็นและเล่นในแบบของตัวเองด้วยความเชื่อมั่น เปเลส่งสัญญาณเตือนภัยด้วยการยิงไปชนเสาก่อนครั้งหนึ่ง ก่อนที่วาวาพี่ใหญ่จะเหมาคนเดียว 2 ประตูช่วยให้บราซิลกลับมาแซงนำ 2-1 เมื่อจบครึ่งแรก

45 นาทีสุดท้ายของครึ่งเวลาหลังคือเวลาของเปเลแต่เพียงผู้เดียว

ในนาทีที่ 55 บอลจากนิลตัส ซานโตสถูกเปิดเข้ามาซึ่งดูไม่น่ามีอันตรายอะไร แต่เปเลร่ายมนต์ให้คนทั้งสนามและโลกทั้งใบได้ดูด้วยการใช้อกพักบอลอย่างนุ่มนวลก่อนจะกระดกข้ามหัวกองหลังอีกคนหนึ่งแล้วยิงแบบวอลเลย์ไม่ปล่อยให้บอลตกพื้นผ่านมือผู้รักษาประตูเข้าไปตุงตาข่าย

เสียงเฮดังลั่นสนาม ที่แม้แต่แฟนบอลสวีเดนบางส่วนก็ยังเผลอปรบมือให้กับสิ่งอัศจรรย์ใจที่ได้เห็น

เปเล่ในชุดทีมชาติบราซิลขณะลงสนามในฟุตบอลโลก 1958 4

หลังจากนั้นมาทำประตูปิดท้ายให้บราซิลคว้าชัยชนะไปอย่างเด็ดขาดเมื่อจบเกม 5-2

กษัตริย์แห่งสวีเดนเดินลงจากอัฒจันทร์มาเพื่อสัมผัสมือและร่วมแสดงความยินดีกับเจ้าชายคนใหม่ของวงการฟุตบอล

เจ้าชายที่กลายเป็นราชาลูกหนังในเวลาต่อมา และทำให้โลกทั้งใบคลั่งไคล้ในเกมฟุตบอลเพราะทุกคนล้วนอยากมีโอกาสได้เห็นเปเลลงสนามกับเขาด้วยตาสักครั้งหนึ่ง

ทุกอย่างของเกมกีฬาที่ได้รับความนิยมสูงที่สุดของโลกจนถึงปัจจุบัน เริ่มจากเรื่องราวที่ฟุตบอลโลก 1958 ที่สวีเดน

ที่ราซุนดา สเตเดียมแห่งนี้

ด้วยฝีเท้าของเด็กคนหนึ่งที่ทำตามคำสัญญาที่ให้กับพ่อได้สำเร็จ

อ้างอิง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...