โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ภูมิภาค

เปิดปากสารภาพ! “นายเปา” หลอนยาดักฟันหลวงตา หวังฆ่าซ่อนศพในท่อ

สยามรัฐ

อัพเดต 23 นาทีที่แล้ว • เผยแพร่ 2 ชั่วโมงที่ผ่านมา

คืบหน้าคดีนายเปา วัย 29 ปี หลอนยาดักทำร้ายหลวงตาวัย 73 ปี ที่อุดรธานี เปิดปากรับสารภาพตั้งใจเอาชีวิตและวางแผนซ่อนศพในท่อระบายน้ำ ตำรวจเตรียมแจ้งข้อหาพยายามฆ่า ขณะที่หลวงตาเมตตาให้อภัย

วันที่ 2 มิ.ย.69 ผู้สื่อข่าวรายงานความคืบหน้าจากกรณีนายอาทิตย์ หรือ “เปา” อายุ 29 ปี ชาวบ้านนาต้อง ต.นายูง อ.นายูง จ.อุดรธานี เกิดอาการหลอนยาใช้ท่อนเหล็กดักทำร้ายหลวงตาทองบาง กันตะธัมโม อายุ 73 ปี เจ้าอาวาสวัดป่านาต้อง ขณะออกบิณฑบาตรเมื่อช่วงเช้า เวลาประมาณ 05.30 น.ของวันที่ 29 พ.ค.69 ที่ผ่านมา จนหลวงตาทองบางต้องบิดซาเล้งหนีตาย ส่วนนายเปา ก็ยังหลอนวิ่งไล่ตามหลวงตาหวังจะเอาให้ตาย จนชาวบ้านช่วยหลวงตารอดเงื้อมมือของนายเปารอดตายมาได้ราวปาฏิหาริย์ พระดีผีคุ้ม โดยวันนี้ที่สภ.นายูง พ.ต.ต.อภิวุฒิ ลีโพนทอง สว.(สอบสวน) สภ.นายูง ได้เบิกตัวนายเปา มาสอบปากคำหลังจากก่อนหน้านี้นายเปามีอาการคลั่งอาละวาดไม่สามารถให้ปากคำได้ โดยนายเปา ผู้ต้องหาให้การรับสารภาพทุกข้อกล่าวหา พร้อมให้ความร่วมมือกับพนักงานสอบสวนเป็นอย่างดี ขณะที่พนักงานสอบสวนได้ตั้งฉายาให้ว่า "เสือเป่า" ซึ่งเจ้าตัวก็ยินดีรับฉายาดังกล่าว

นายเปา รับสารภาพว่า ก่อนเกิดเหตุได้เข้าไปอาศัยอยู่ภายในวัดกับหลวงตาประมาณ 1 สัปดาห์ โดยตั้งใจจะช่วยดูแลพระ แต่ภายหลังเกิดความไม่พอใจหลังถูกหลวงปู่ตักเตือนเรื่องสุมไฟไล่ยุงและไม่อนุญาตให้อาศัยอยู่ต่อ จึงเกิดความโกรธสะสม โดยก่อนออกจากวัดได้พูดทิ้งท้ายว่า "อย่ามาไล่ซ้ำสองนะ" ทำให้ผมโกรธมาก ตอนที่หลวงตาจะไปบิณฑบาตรได้เตรียมท่อนเหล็กเอาไว้ล่วงหน้า ก่อนแอบซุ่มอยู่บริเวณหลังเสาเส้นทางที่หลวงตาขับซาเล้งลงจากวัด พอหลวงตาผ่านมาก็ใช้ท่อนเหล็ก จึงใช้อาวุธฟาดอย่างเต็มแรง โดยมีเป้าหมายที่บริเวณลำคอ กะเอาให้ตาย แต่พลาดไปโดนแขน

นายเปา ให้การรับสารภาพสุดช็อค บอกว่า ตอนนั้นตั้งใจจะทำร้ายหลวงตาเอาให้ตาย หากหลวงตาตายในจุดเกิดเหตุ ตนมีแผนจะนำรถจักรยานยนต์ไปทิ้งลงลำห้วย และนำร่างหลวงตาไปซ่อนท่อระบายน้ำเพื่ออำพรางคดีด้วย สาเหตุที่ทำร้ายหลวงตาเพราะไม่ถูกชะตาที่โดนด่า ก่อนก่อเหตุยอมรับเสพยามา 1 เม็ดพี้กัญชาแล้วดื่มเหล้าด้วย แต่ตอนนี้ผมสำนึกผิด อยากฝากไปขอโทษหลวงตาและอยากไปขอขมาด้วย ตอนนี้ผมยอมรับผิดด้วย ยังรักหลวงตาเหมือนเดิม หากออกจากคุกขอกลับไปปรนนิบัติหลวงตาเหมือนเดิม

พ.ต.ต.อภิวุฒิ ลีโพนทอง สว.(สอบสวน) สภ.นายูง เปิดเผยว่า อาการของพระภิกษุผู้เสียหายเข้าข่ายได้รับอันตรายสาหัส เนื่องจากถูกทำร้ายอย่างรุนแรงจนกระดูกแขนและหัวไหล่แตก ไม่สามารถใช้งานได้ตามปกติ แพทย์ประเมินว่าต้องใช้เวลารักษาและพักฟื้นนานกว่า 20 วัน ส่งผลกระทบทั้งทางร่างกายและจิตใจ จากแนวทางการสืบสวนพบว่า ก่อนเกิดเหตุในเวลาประมาณ 05.00 น. ผู้ต้องหาได้สะกดรอยติดตามหลวงปู่มาตั้งแต่ออกจากวัด ก่อนจะไปดักซุ่มรออยู่ในจุดเกิดเหตุ เมื่อสบโอกาสจึงลงมือก่อเหตุทันที ขณะที่หลังเกิดเหตุชาวบ้านและพลเมืองดีได้ช่วยกันควบคุมตัวผู้ก่อเหตุเอาไว้ ก่อนแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าดำเนินการ เบื้องต้นพนักงานสอบสวนได้แจ้งข้อหา "ทำร้ายร่างกายผู้อื่นเป็นเหตุให้ได้รับอันตรายสาหัส" ไว้ก่อน เนื่องจากผลการตรวจรักษาของแพทย์ระบุว่าผู้เสียหายได้รับบาดเจ็บสาหัสจากกระดูกแตกหลายจุด อย่างไรก็ตาม จากพฤติการณ์ที่มีการจัดเตรียมอาวุธ ดักซุ่มรอ และคำรับสารภาพของผู้ต้องหาที่ระบุว่าตั้งใจเล็งทำร้ายบริเวณลำคอซึ่งเป็นจุดสำคัญของร่างกาย พนักงานสอบสวนจึงเตรียมสอบปากคำเพิ่มเติมทั้งผู้ต้องหาและผู้เสียหายอีกครั้ง เพื่อพิจารณาแจ้งข้อหา "พยายามฆ่า" เพิ่มเติมตามพยานหลักฐานที่ปรากฏ

ด้าน หลวงพ่อทองบาง ผู้เสียหาย ให้สัมภาษณ์ทางโทรศัพท์กับผู้สื่อข่าวถึงอาการล่าสุดว่า ขณะนี้อาการโดยรวมดีขึ้นตามลำดับ สามารถฉันอาหารและปฏิบัติกิจวัตรประจำวันได้ แต่ยังคงมีอาการเจ็บบริเวณแขนและหัวไหล่ทุกครั้งที่มีการขยับตัวหรือเคลื่อนไหว โดยขณะนี้ยังอยู่ระหว่างติดตามอาการกับแพทย์อย่างใกล้ชิด เพื่อประเมินแนวทางการรักษาและพิจารณาว่าจำเป็นต้องเข้ารับการผ่าตัดหรือไม่ ระหว่างการพูดคุย ผู้สื่อข่าวได้เป็นตัวแทนนำคำกล่าวขอขมาของนายอาทิตย์ไปแจ้งแก่หลวงพ่อทองบาง ซึ่งหลวงพ่อได้กล่าวด้วยน้ำเสียงเมตตาว่าพร้อมทั้งฝากข้อคิดและอวยพรไปถึงผู้ต้องหาว่า ขอให้กลับตัวกลับใจ เลิกยุ่งเกี่ยวกับยาเสพติดและสิ่งไม่ดีทั้งหลาย ไม่ใช้ความรุนแรงกับผู้อื่นอีก และขอให้เป็นคนดีของสังคม เป็นลูกที่ดีของพ่อแม่ ปู่ย่าตายายต่อไป

ขณะเดียวกัน ผู้สื่อข่าวได้ลงพื้นที่ไปยังบ้านพักของครอบครัวผู้ต้องหาในอำเภอนายูง เพื่อพูดคุยกับ นางพุทธ อายุ 74 ปี ผู้เป็นยาย ซึ่งเป็นผู้เลี้ยงดูนายอาทิตย์มาตั้งแต่วัยเด็ก โดยเปิดเผยว่า หลานชายเคยเป็นเด็กดี มีความตั้งใจจะสอบเข้าเป็นนายสิบทหารบกหลังปลดประจำการจากทหารเกณฑ์ และเคยบอกว่าจะบวชทดแทนพระคุณผู้มีพระคุณ แต่หลังจากกลับมาอยู่บ้านได้ไม่นาน กลับเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับยาเสพติด จนนิสัยเปลี่ยนไปจากเดิม ไม่เชื่อฟังผู้ใหญ่ และเริ่มสร้างปัญหาให้ครอบครัวและชุมชน

นางพุทธ ยืนยันว่า จะไม่ยื่นประกันตัวหลานชาย และต้องการให้เป็นไปตามกระบวนการยุติธรรม โดยหวังว่าการถูกดำเนินคดีและได้รับบทเรียนจากสิ่งที่เกิดขึ้น จะทำให้หลานกลับตัวกลับใจได้ในอนาคต

ด้าน นางแต๋ว อายุ 49 ปี ชาวบ้านในพื้นที่ เปิดเผยว่า นายเปาเป็นที่รู้จักของคนในชุมชนจากพฤติกรรมลักเล็กขโมยน้อยและสร้างความเดือดร้อนให้ชาวบ้านมาเป็นเวลานาน แต่หลายคนไม่กล้าเข้าไปตักเตือนหรือเอาเรื่อง เพราะเกรงว่าจะเกิดความโกรธแค้นและย้อนกลับมาสร้างปัญหา หลังทราบข่าวการจับกุมตัวได้ ชาวบ้านส่วนใหญ่ต่างรู้สึกโล่งใจ เนื่องจากไม่ต้องหวาดระแวงว่าจะกลับมาก่อเหตุสร้างความเดือดร้อนอีก ส่วนกรณีที่นายอาทิตย์ก่อเหตุทำร้ายพระสงฆ์นั้น นางแต๋วมองว่าเป็นเรื่องที่รับไม่ได้ เพราะก่อนหน้านี้ผู้ต้องหาเคยอาศัยพึ่งพาวัด ได้กินข้าววัดและได้รับความเมตตาจากพระสงฆ์มาโดยตลอด บอกตรงๆ ตอนนี้ชาวบ้านทั้งหมู่บ้านโล่งอกเป็นอย่างมากที่นายเปาถูกจับดำเนินคดี

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...