สตรีทอาร์ตและกราฟิตี เงาสะท้อนความงอกงามของศิลปะ หรือ “ปัญหาสังคม” ?
สตรีทอาร์ต-กราฟิตี เปลี่ยนกำแพงเปล่าให้เล่าเรื่อง ศิลปะใต้ดินจากวัฒนธรรมฮิปฮอป
กราฟฟิตี (Graffiti) มาจากคำว่า Grafito ในภาษากรีก แปลว่า การขีดเขียนภาพลงบนผนังในยุคโบราณ ซึ่งมีตั้งแต่รูปภาพการล่าสัตว์ไปจนถึงบันทึกภาษาที่บอกเล่าเรื่องราวทั่วไป โดยศิลปะกราฟิตีส่วนใหญ่มักเป็นตัวอักษรและวาดด้วยเทคนิคสเปรย์
ในยุคหนึ่งของนครนิวยอร์ก ศิลปะกราฟิตีเคยเป็นโลกใต้ดินที่ให้ผู้คนได้ปลดปล่อยตัวตน เป็นภาษาของคนดำ และวัฒนธรรมฮิปฮอป ที่ใช้เพื่อต่อต้านอำนาจและกฎหมายที่กดทับคนกลุ่มนี้
ต่อมาในยุค 70s กราฟิตีต้องเจอกับคำถามว่า มันเป็นศิลปะหรือไม่? โดยมีเสียงค้านจากฝ่ายรัฐบาลกับฝ่ายนักวิจารณ์ศิลปะที่เขียนบทความ ชื่อ “The Faith of Graffiti” เพื่อต้องการเรียกร้องให้เห็นว่า กราฟิตีเป็นศิลปะชนิดหนึ่ง ขณะที่ฝ่ายตำรวจกลับมองว่าเป็นอาชญากรรม
กระแสกราฟิตีในนครนิวยอร์กช่วงนี้ทำให้เกิดอาชีพ Graffiti Writer และพัฒนาเทคนิคที่แตกต่างออกไปจากการเขียนตัวอักษร มาเป็นภาพที่มีความซับซ้อน และทดลองใช้เทคนิควาดภาพมากขึ้น จนกลายเป็นรูปแบบศิลปะอีกตระกูลที่เรียกกันว่า สตรีทอาร์ต (Street Art)
ต่อมากราฟิตีและสตรีทอาร์ตกลายเป็นรูปแบบการแสดงออก ภายใต้บรรยากาศของช่วงสงครามเย็น เห็นได้จากกำแพงเบอร์ลินที่มีถ้อยคำประท้วงมากมาย รวมไปถึงผลงานแบบสตรีทอาร์ต เช่น “My God, Help Me to Survive This Deadly Love” หรือที่รู้จักกันในชื่อ “จูบฉันท์พี่น้อง” ภาพเลโอนิด เบรจเนฟ (Leonid Brezhnev) ผู้นำสหภาพโซเวียต กับเอริค ฮอนเนคเกอร์ (Erich Honecker) ผู้นำเยอรมนีตะวันออก กำลังจูบปากกัน ซึ่งวาดบนกำแพงฝั่งเบอร์ลินตะวันออก
เช่นเดียวกับการลุกฮือของขบวนการฝ่ายซ้ายที่ปะทุขึ้นทั่วโลก เกิดวลีติดหู ที่ผู้ประท้วงกู่ร้องและจารึกวลีเหล่านี้ไว้ตามกำแพงสถานที่ต่าง ๆ เช่น “Soyez réalistes – demandez l’impossible!” และ “It is forbidden to forbid – Il est interdit d’interdire!” จากเหตุการณ์ประท้วงของนักศึกษาและกรรมกร ช่วงเดือนพฤษภาคม ปี 1968 ณ ประเทศฝรั่งเศส
แต่แล้วความเปลี่ยนแปลงก็มาถึง เมื่อภาพที่ดูรก ๆ หลากสีสัน ของ Jean-Michel Basquiat และตัวการ์ตูนเรียบง่ายแบบดูเดิลของ Keith Haring โด่งดังไปทั่วนครนิวยอร์ก ผลงานของพวกเขาทำให้ “สตรีทอาร์ต” ได้รับการยอมรับมากขึ้นเรื่อย ๆ ในฐานะศิลปะที่มีภาษา เทคนิค และวัฒนธรรมของตน โดยไม่ได้จำกัดแค่การเขียนตัวอักษรเหมือนกับกราฟิตีเท่านั้น
จุดพีกของสตรีทอาร์ตช่วงนี้คือ นิทรรศการที่ The Houston Bowery Wall โดย Keith Haring ได้วาดภาพขนาดใหญ่ไว้ตั้งแต่ปี 1982 กลายเป็นจุดศูนย์รวมของศิลปินมากมายที่สลับกันเข้ามาวาดภาพบนกำแพง จนกระทั่งมันมีมูลค่าขึ้นมาพอให้เกิดการทำงานแบบจ้างงานในที่สุด
ในช่วง 1990s – 2000s สตรีทอาร์ตก้าวเข้าสู่โลกศิลปะกระแสหลักอย่างเป็นทางการ เห็นได้จากผลงาน “Hope” ที่ Shepard Fairey วาดเพื่อสนับสนุนโอบามาในการเลือกตั้งปี 2009 ได้สะสมอยู่ที่แกลเลอรี่แห่งชาติในสหรัฐฯ
ปัจจุบันศิลปะสตรีทอาร์ตและกราฟิตียังคงพัวพันอยู่กับเรื่องราวการเมือง และเป็นเครื่องมือเรียกร้องความเท่าเทียมผ่านสาธารณะ ไม่ต่างจากยุคแรกที่ศิลปะประเภทนี้เปรียบเสมือนภาพจำของการต่อต้านรัฐหรืออำนาจกฎหมายเท่านั้น
การที่สังคมยอมรับงานสตรีทอาร์ตและกราฟิตี ทั้งด้านคุณค่าและมีมูลค่ามากขึ้น เป็นภาพสะท้อนว่าสังคมเห็นความสำคัญของศิลปะเหล่านี้ที่ช่วยถ่ายทอดผลงานหลากหลายแนว ทั้งศาสนา วัฒนธรรม และเสียดสีสังคม ไม่ใช่เพียงตัวแทนของกลุ่มขบถที่ต้องการแหกกฎสังคมแบบเดิมอีกต่อไป
อ่านเพิ่มเติม :
- กำเนิด “ฮิปฮอป-แร็ป” จากวัยรุ่นใช้ปาร์ตี้ในชุมชน กลายเป็นดนตรีฮิตทั่วโลกได้อย่างไร
- “สกา – เร็กเก้” ดนตรีพื้นเมืองเพื่อปลดแอกแรงงานทาสในจาไมกา 1830s
- ทำไมถึงมี “วงรัศมี” รอบศีรษะบุคคลสำคัญทางศาสนาทั้งฝั่งตะวันตก-ตะวันออก?
สำหรับผู้ชื่นชอบประวัติศาสตร์ ศิลปะ และวัฒนธรรม แง่มุมต่าง ๆ ทั้งอดีตและร่วมสมัย พลาดไม่ได้กับสิทธิพิเศษ เมื่อสมัครสมาชิกนิตยสารศิลปวัฒนธรรม 12 ฉบับ (1 ปี) ส่งความรู้ถึงบ้านแล้ววันนี้!! สมัครสมาชิกคลิกที่นี่
อ้างอิง
Groundcontrol. (2567). ประวัติศาสตร์ฉบับย่อของศิลปะที่เกิดขึ้นนอกกฎหมาย และกลายมาเป็นพลังพัฒนาชุมชน. สืบค้นเมื่อ 19 มิถุนายน 2569, จาก https://groundcontrolth.com/behind-the/1633
Thai PBS. (2568). รู้จัก “กราฟฟิตี” และวิถีการบอมบ์งานที่เข้าข่ายผิดกฎหมาย. สืบค้นเมื่อ 19 มิถุนายน 2569, จาก https://www.thaipbs.or.th/now/content/3215
เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 1 กรกฎาคม 2569
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : สตรีทอาร์ตและกราฟิตี เงาสะท้อนความงอกงามของศิลปะ หรือ “ปัญหาสังคม” ?
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.silpa-mag.com