โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ต่างประเทศ

ผู้ชายสามารถ "สูบบุหรี่" ได้กี่มวนต่อวัน? WHO เฉลยชัด รับสารพิษได้มากสุดแค่ไหน!

sanook.com

เผยแพร่ 6 ชั่วโมงที่ผ่านมา • Sanook
วันละกี่มวน? WHO เผยตัวเลขเกณฑ์ขั้นต่ำสุดที่ร่างกายพอรับไหว สูบเกินนี้อวัยวะพังสะสมระยะยาว สูบน้อยใช่ว่าจะปลอดภัย! แพทย์เผยความจริงชวนคิด สารพิษสะสมทำลายปอด-หลอดเลือด แม้สูบวันละไม่กี่มวน เช็ก 4 ความเปลี่ยนแปลงร่างกายใน 6 เดือนของผู้สูบบุหรี่ พร้อม 5 วิธีปฏิบัติตัวเพื่อลดความเสี่ยงทางสุขภาพ เปิดเกณฑ์องค์การอนามัยโลก ชาย 1 คนรับสารพิษจากบุหรี่ได้มากสุดแค่ไหนต่อวัน?

ไขข้อสงสัย ชาย 1 คนสูบบุหรี่ได้มากสุดกี่มวนต่อวัน? WHO เผยเกณฑ์ตัวเลขที่ร่างกายพอจะแบกรับความเสี่ยงได้

นายกวาง ชายวัย 54 ปี ผู้สูบบุหrี่มานานเกือบ 30 ปี โดยควบคุมปริมาณให้อยู่ที่วันละ 5-6 มวนมาโดยตลอด เพราะเชื่อว่าการสูบน้อยจะไม่มีผลกระทบต่อสุขภาพ ทว่าผลการตรวจร่างกายประจำปีของบริษัทกลับระบุว่า เขามีภาวะพังผืดในปอดระยะเริ่มต้น รวมถึงความยืดหยุ่นของหลอดเลือดลดลง สร้างความสับสนให้แก่นายกวางเป็นอย่างมาก แพทย์ผู้เชี่ยวชาญจึงได้อธิบายว่า ในทางการแพทย์ไม่มีเกณฑ์การสูบบุหรี่ที่ปลอดภัยอย่างแท้จริง อย่างไรก็ตาม องค์การอนามัยโลก (WHO) ได้ระบุถึงเกณฑ์ขั้นต่ำสุดที่ระบบเผาผลาญและกลไกของร่างกายมนุษย์พอจะขับสารพิษออกได้บ้าง หากสูบเกินกว่าเกณฑ์นี้ อวัยวะภายในจะถูกทำลายอย่างต่อเนื่อง

ความเชื่อที่ว่า "สูบบุหรี่ในปริมาณน้อยไม่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ" หรือการคิดว่าร่างกายสามารถฟื้นฟูตัวเองได้ทัน ถือเป็นความเข้าใจผิดทางสุขอนามัยที่รุนแรง รายงานการวิจัยด้านการควบคุมยาสูบขององค์การอนามัยโลกยืนยันว่า ทันทีที่มีการสูบบุหรี่ สารพิษจะตรงเข้าทำลายระบบทางเดินหายใจ หลอดเลือด และอวัยวะภายในทันที การจำกัดปริมาณเป็นเพียงการลดระดับความรุนแรงลงเท่านั้น ไม่ใช่การขจัดความเสี่ยง

ทั้งนี้ องค์การอนามัยโลกได้ให้เกณฑ์อ้างอิงสำหรับผู้ใหญ่เพศชายไว้ว่า การสูบบุหรี่ "น้อยกว่า 3 มวนต่อวัน" เป็นเกณฑ์สูงสุดที่ระบบขับสารพิษของร่างกายพอจะทำงานชดเชยได้ หากสูบเกินกว่า 3 มวนต่อวัน สารพิษอันตรายอย่างนิโคติน ทาร์ และคาร์บอนมอนอกไซด์ จะเริ่มสะสมในร่างกายเกินกว่าความสามารถในการจำกัดสารพิษ ส่งผลให้อวัยวะภายในเสื่อมสภาพในระยะยาว โดยเฉพาะกลุ่มผู้สูบวันละครึ่งซองถึงหนึ่งซอง ซึ่งเท่ากับการทำงานของร่างกายต้องแบกรับภาระหนักเกินขีดจำกัดอย่างต่อเนื่อง

4 ความเปลี่ยนแปลงของร่างกายที่จะเกิดขึ้นภายใน 6 เดือน หากสูบบุหรี่มากเกินไป

  • 1. ฟังก์ชันหัวใจและปอดลดลง ความทนทานของร่างกายต่ำลง
    ก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์จากควันบุหรี่จะเข้าไปแย่งที่จับออกซิเจนในกระแสเลือด การสูบเกิน 3 มวนต่อวันเป็นเวลานานจะทำให้ร่างกายขาดออกซิเจนเรื้อรัง ภายในเวลาเพียง 6 เดือน จะเริ่มมีอาการเหนื่อยหอบเมื่อเดินเร็ว แน่นหน้าอก และเหนื่อยง่ายเมื่อขึ้นบันได ระบบระบายอากาศของปอดเสื่อมประสิทธิภาพ ความต้านทานของระบบทางเดินหายใจลดลง ส่งผลให้เป็นหลอดลมอักเสบและคออักเสบบ่อยครั้ง และเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง (COPD)
  • 2. ภาวะหลอดเลือดแดงแข็งตัวเร่งสปีดขึ้น เพิ่มความเสี่ยงโรคหลอดเลือดสมองและหัวใจ
    สารนิโคตินมีฤทธิ์กระตุ้นให้หลอดเลือดหดตัวและทำลายผนังหลอดเลือดด้านใน การสูบจัดเป็นเวลานานจะทำให้หลอดเลือดเปราะบาง ตีบแคบลง และส่งผลให้เลือดมีความหนืดสูงขึ้น ผู้สูบบุหรี่ระยะยาวมักเผชิญอาการเวียนศีรษะ มือเท้าชา และอ่อนเพลียในช่วงเช้า ซึ่งจะเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคความดันโลหิตสูง โรคกล้ามเนื้อหัวใจตาย และโรคหลอดเลือดสมองตีบอย่างมีนัยสำคัญ
  • 3. ระบบภูมิคุ้มกันลดลงฉับพลัน ร่างกายอ่อนเพลียง่าย
    สารพิษนับร้อยชนิดในบุหรี่สามารถยับยั้งการทำงานของเซลล์เม็ดเลือดขาวและทำลายความสมดุลของระบบภูมิคุ้มกัน ส่งผลให้ผู้สูบเจ็บป่วยหรือเป็นหวัดได้ง่ายในช่วงเปลี่ยนผ่านฤดูกาล บาดแผลหายช้ากว่าปกติ ร่างกายรู้สึกเหนื่อยล้าสะสมตลอดทั้งวัน และส่งผลต่อสภาพจิตใจให้หดหู่ได้ง่ายเนื่องจากภูมิต้านทานโรคลดลงต่ำกว่าคนปกติทั่วไป
  • 4. เกิดการทำลายแบบเรื้อรังในช่องปากและอวัยวะภายใน
    การสูบบุหรี่ในปริมาณมากส่งผลให้ฟันมีคราบเหลือง มีกลิ่นปากรุนแรง และต่อมรับรสเสื่อมประสิทธิภาพ นอกจากนี้ ควันบุหรี่ยังระคายเคืองเยื่อบุทางเดินอาหาร ส่งผลต่อระบบการย่อยและการดูดซึมสารอาหาร สารพิษที่ตกค้างในปอดและตับจะก่อให้เกิดการอักเสบเรื้อรัง ซึ่งหากปล่อยทิ้งไว้โดยไม่ได้รับการรักษา จะกลายเป็นชนวนเหตุของโรคร้ายแรงในอวัยวะต่าง ๆ

5 แนวทางปฏิบัติเพื่อลดความสูญเสียทางสุขภาพสำหรับผู้ที่ยังเลิกบุหรี่ไม่ได้

  • ควบคุมจำนวนมวนต่อวันอย่างเข้มงวด: สำหรับผู้ที่ยังไม่สามารถเลิกบุหรี่ได้อย่างเด็ดขาด จำเป็นต้องจำกัดปริมาณไม่ให้เกิน 3 มวนต่อวัน และควรหลีกเลี่ยงการสูบทันทีหลังมื้ออาหาร หรือการสูบระหว่างนอนดึก เพื่อลดปริมาณการดูดซึมสารพิษเข้าสู่ร่างกายในคราวเดียว
  • หลีกเลี่ยงการสูบในเวลาต้องห้าม: ห้ามสูบบุหรี่ในช่วงเวลาที่ท้องว่างตอนเช้า, หลังมื้ออาหารครึ่งชั่วโมง, ช่วงเวลาตื่นนอนดึก และทันทีหลังการออกกำลังกาย เนื่องจากช่วงเวลาดังกล่าวระบบไหลเวียนโลหิตและระบบเผาผลาญกำลังทำงานอย่างรวดเร็ว ทำให้ร่างกายดูดซึมสารพิษได้มากกว่าปกติหลายเท่า
  • ดื่มน้ำสะอาดให้เพียงพอเร่งการขับสารพิษ: ผู้สูบบุหรี่ควรดื่มน้ำอุ่นปริมาณ 1,500 - 2,000 มิลลิลิตรต่อวัน โดยใช้วิธีจิบทีละน้อยแต่บ่อยครั้ง เพื่อช่วยเจือจางความเข้มข้นของสารพิษในกระแสเลือด กระตุ้นการขับถ่ายของเสีย และลดอาการแห้งระคายเคืองในลำคอและระบบทางเดินหายใจ
  • ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการบริโภคอาหาร: เน้นการรับประทานอาหารที่มีคุณสมบัติบำรุงปอดและมีสารต้านอนุมูลอิสระสูง เช่น สาลี่, เห็ดหูหนูขาว, หัวไชเท้า และบลอกโคลี เพื่อเสริมวิตามินและใยอาหาร พร้อมทั้งลดอาหารรสจัด อาหารข้นมัน เพื่อลดการระคายเคืองต่อระบบหลอดเลือดและทางเดินหายใจ
  • ออกกำลังกายระดับปานกลางอย่างสม่ำเสมอ: จัดเวลาออกกำลังกายเบา ๆ วันละ 30 นาที เช่น การเดินเร็ว, การวิ่งเหยาะ หรือการรำมวยจีน เพื่อกระตุ้นความจุของปอด เพิ่มการไหลเวียนโลหิต เสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกัน และช่วยชดเชยความเสียหายของระบบหัวใจและปอดที่ถูกทำลายจากบุหรี่

ข้อสรุปทางการแพทย์: ตัวเลขคำแนะนำขององค์การอนามัยโลก (WHO) ที่ระบุถึงจำนวนไม่เกิน 3 มวนต่อวันนั้น เป็นเพียงตัวเลขเกณฑ์ขั้นต่ำสุดที่ร่างกายจะเกิดความเสียหายน้อยที่สุด ไม่ใช่เกณฑ์ความปลอดภัย การเลิกสูบบุหรี่อย่างเด็ดขาดคือหนทางเดียวในการรักษาและปกป้องสุขภาพอย่างยั่งยืน

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...