โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไอที ธุรกิจ

GCAP GOLD เปิดตัวคอลเลกชันพิเศษ `น้องเนย` เจาะกลุ่มลูกค้ารายย่อย - แย้มทองไทยมีโอกาสพุ่งแตะ 1 แสนบ.

efinanceThai

เผยแพร่ 25 พ.ค. เวลา 07.32 น.

GCAP GOLD เปิดตัวคอลเลกชันพิเศษ น้องเนย เจาะกลุ่มลูกค้ารายย่อย - แย้มทองไทยมีโอกาสพุ่งแตะ 1 แสนบ.

สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย- -25 พ.ค. 69 14:32 น.

GCAP GOLD เปิดตัวคอลเลกชันพิเศษ GCAP GOLD x Butterbear หลังคอลแลป น้องเนย หวังเจาะตลาดลูกค้ากลุ่มรายย่อยมากขึ้น พร้อมยกระดับการสะสมสินทรัพย์ให้สอดคล้องกับไลฟ์สไตล์ยุคใหม่ ประเมินทองคำยังมีโอกาสปรับตัวขึ้นระยะยาว ลุ้นทองไทยมีโอกาสพุ่งแตะ 1 แสนบ.

นายธนพิศาล คูหาเปรมกิจ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท จีแคป จำกัด (GCAP GOLD) เปิดเผยว่า GCAP GOLD เปิดตัวโปรเจกต์ Collaboration สุดคิวท์ระหว่าง GCAP GOLD x Butterbear ครั้งแรกของประเทศไทย ที่พร้อมพลิกคอนเซปต์ เปลี่ยนสินทรัพย์ทองคำ ให้เป็นความสุขที่สะสมได้ ซึ่งเป็นการผสมผสานระหว่างมูลค่าของทองคำแท้เข้ากับความน่ารักระดับปรากฏการณ์ของน้องเนยเพื่อสร้างสรรค์คอลเลกชัน ทองคำสุดพิเศษที่ออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ที่เติมเต็มความสุขให้กับเหล่านักสะสมและแฟนคลับโดยเฉพาะ

ทั้งนี้บริษัทตั้งเป้าจะมียอดขายจำนวน 100,000 ชิ้นภายในปีนี้ หลังจากมีการเปิดตัวและวางจำหน่ายคอลเลกชันพิเศษ GCAP GOLD x Butterbear ในช่วงระยะเวลา 2 เดือนที่ผ่านมา ซึ่งพบว่ามียอดขายแล้วกว่า 20,000 ชิ้น เนื่องจากได้รับกระแสตอบรับจากนักลงทุนรุ่นใหม่มัมหมี-ด้อมน้องเนยอย่างต่อเนื่อง สะท้อนถึงความสำเร็จที่สามารถตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์ของทุกเจนเนอเรชัน

ขณะที่การทำคอลเลกชันพิเศษในครั้งนี้ คิดว่าเป็นการปรับภาพลักษณ์ใหม่มาสู่กลุ่มนักลงทุนรายย่อยมากขึ้น จากเดิมที่เน้นลูกค้ากลุ่มรายใหญ่หรือร้านทอง โดยบริษัทตั้งเป้าขยายฐานลูกค้ารีเทล (รายย่อย) ให้เพิ่มขึ้นระดับ 35-40% ภายในช่วง 5 ปีข้างหน้า จากปัจจุบันที่มีสัดส่วนลูกค้ารายย่อยราว 20% ของปริมาณขายทั้งหมด

ส่วนคอลเลกชัน GCAP GOLD x Butterbearครั้งนี้ มีทั้ง การ์ดทองคำแท่ง ดีไซน์ลวดลายน้องเนยในท่าทางสุดคิวท์ , เหรียญทองคำแท่ง ซึ่งครั้งแรกของ GCAP GOLD กับเหรียญทองคำ Butterbear ความน่ารักที่ออกแบบมาเฉพาะโปรเจกต์นี้ , Sweet Moments Collection Box Set หรือเซตพรีเมียมที่รวบรวมโมเมนต์ความเลอค่า และความน่ารักของน้องเนยไว้ในกล่องเดียว ออกแบบมาเพื่อเป็นไอเทม ฮีลใจให้มัมหมีได้รับความสุขแบบจัดเต็ม และJewelry Collection คอลเลกชันเครื่องประดับทองคำที่ออกแบบมาให้สวมใส่ได้อย่างน่ารักสดใสในทุกวัน

โดยสามารถซื้อได้แล้วที่แอปพลิเคชัน ME GOLD by GCAP GOLD และ www.gcap.co.th และช่องทางออนไลน์ชั้นนำทั้ง LINE Shopping, Shopee, Lazada, Tiktok, และ All Online (7-Eleven) โดยท่านใดอยากรับด้วยตัวเองสามารถรับได้ที่สำนักงานใหญ่ เฉพาะสั่งผ่านแอปพลิเคชัน ME GOLD by GCAP GOLD เท่านั้น รวมทั้งยังสามารถเลือกชมสินค้าได้ที่ร้านทองชั้นนำทั่วประเทศอีกด้วย

นายชัยวัฒน์ สามัคคีนิชย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท จีแคป จำกัด (GCAP GOLD) กล่าวว่ามุมมองต่อภาพรวมการลงทุนในสภาวะเศรษฐกิจปัจจุบันว่า ทองคำเป็นสินทรัพย์ ที่มีคุณสมบัติ เคลื่อนไหวสวนทางกับสินทรัพย์ประเภทอื่น โดยเฉพาะค่าเงินดอลลาร์ในระยะสั้น การมีทองคำ ในพอร์ตการลงทุนจึงช่วยลดความผันผวนโดยรวมได้ และถือเป็นหนึ่งในสินทรัพย์ที่ขาดไม่ได้เมื่อพูดถึงการกระจายความเสี่ยง

สำหรับผู้เริ่มต้นทองคำมีข้อได้เปรียบหลายด้าน ทั้งสภาพ คล่องสูง และมีประวัติผลตอบแทนระยะยาวที่น่าประทับใจ เป็นที่คุ้นเคยในวงกว้างสำหรับคนไทย รวมถึงสามารถเริ่ม ต้นลงทุนได้ด้วยเงินเพียงหลักร้อยบาท แม้ว่าราคาทอง จะปรับตัวขึ้นมาอย่างต่อเนื่องจากระดับ 20,000 บาท สู่ 40,00060,000 บาท และมักมีคำถามว่า "ยังซื้อได้อยู่ไหม" ก็ยังคงเกิดขึ้นในทุกระดับราคา จากประวัติศาสตร์ของทองคำการลงทุนในระยะยาวถึงแม้ว่าจะอยู่ในระดับราคาปัจจุบันก็ยังคงมีเหตุผลรองรับ

ด้านทิศทางราคา GCAP GOLD มองว่าทองคำยังมีโอกาสปรับตัวขึ้นในระยะยาว โดยมีการสะสมของธนาคารกลางทั่วโลกเป็นปัจจัยหนุนสำคัญ ขณะที่ในระยะสั้นยังมีแรงกดดันจากการคาดการณ์อัตราดอกเบี้ยสหรัฐฯอยู่บ้าง

ปัจจุบัน GCAP GOLD มีแอปพลิเคชัน ME GOLD by GCAP GOLD ที่เริ่มต้นออมทองได้ตั้งแต่ 100 บาท และสามารถถอนทองคำจริงได้ สำหรับผู้ที่ไม่เคย ลงทุนมาก่อน แนะนำให้เริ่มจากจำนวนเล็กน้อย เช่น เทียบเท่าค่าอาหารนอกบ้านเพียง 1 มื้อ นายชัยวัฒน์ กล่าว

นางสาวอารีรัตน์ มุราชัย หัวหน้าทีมวิเคราะห์ บริษัท จีแคป จำกัด หรือ GCAP GOLD กล่าวว่าแนวโน้มราคาทองคำไทยปีนี้อยู่ในช่วงของการพักฐาน หลังจากปรับตัวขึ้นมารุนแรงในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ซึ่งปัจจุบันราคาย่อตัวลดลงอยู่ที่ระดับ 69,000 -70,000 บาท โดยประเมินว่าหากไม่หลุดแถว 60,000 บาท น่าจะเริ่มไซด์เวย์ในกรอบ 60,000 - 75,000 บาทนี้ก่อน และเริ่มสร้างฐานก่อนปรับตัวขึ้นอีกรอบหนึ่ง

โดยปัจจัยบวกมาจากสงคราม ซึ่งสงครามรอบนี้มีติ่งที่เข้ามาพวงคือราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้นและทำให้เงินเฟ้อตามขึ้นมาด้วย จึงทำให้มีทั้งปัจจัยบวกและปัจจัยลบสำหรับราคาทองคำ แต่หากการเจรจาสันติภาพระหว่างสหรัฐฯและอิหร่านมีความชัดเจนมากขึ้นต่อเนื่องและตกลงกันได้มองทิศทางทองคำก็น่าจะฟื้นตัวขึ้นและราคาเงินเฟ้อน่าจะไม่บูมไปมาก

ขณะที่มองว่าราคาทองคำที่แถวระดับ 5 หมื่นปลายๆถึงระดับ 6 หมื่นบาทน่าสะสมเก็บได้ ส่วนราคาทองคำจะขึ้นไปถึงจุดไหนมองว่าหากยืนที่ระดับ 5,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์ หรือคิดเป็นเงินไทยมูลค่า 75,000 - 78,000 บาทได้ ปลายปีนี้ก็มีโอกาสที่ราคาจะขึ้นไปถึง 80,000 - 81,000 บาท อย่างไรก็ตามหากมีปัจจัยบวกใหม่ๆเข้ามาโดยเฉพาะสงครามที่ไม่มีประเด็นเกี่ยวข้องกับน้ำมันและเงินเฟ้อให้ตลาดกลัว เช่น สมมุติมีสงครามแถวไต้หวันกับจีนหรือจุดอื่นๆที่รอปะทุอยู่แล้ว คาดราคาทองคำจะวิ่งได้เร็วเหมือนกับช่วงมีสงครามรัสเซียและยูเครนได้

ส่วนราคาทองคำไทยที่มีโอกาสพุ่งไปแตะระดับ 100,000 บาท มองว่าทางเทคนิคยังมีโอกาสได้เห็น เพราะเงินบาทมีโอกาสอ่อนลงไปเรื่อยๆ แต่ยังคงไม่ใช่เร็วๆนี้ ซึ่งอาจค่อยๆไต่ไปก่อน เพราะสเต็ปแรกราคาทองคำต้องยืนเหนือระดับ 5,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์ให้ได้ก่อน และสเต็ปที่สองหากขึ้นไปเหนือ 5,400 ดอลลาร์ต่อออนซ์ได้จะไปถึงระดับ 5,600 ดอลลาร์ต่อออนซ์หรือคิดเป็นราคาทองไทย 81,000 บาท

"หากราคาทองคำขึ้นทำราคาสูงสุดใหม่แถว 6,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์ และเงินบาทยังยืนแถว 32-33 บาทต่อดอลลาร์ คาดราคาทองคำไทยจะเกือบถึงระดับ 100,000 บาทได้" นางสาวอารีรัตน์ กล่าว

เรียบเรียง โดย ปริวัฒน์ หินพลอย
ดูข่าวต้นฉบับ

Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...