โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

พลิกแฟ้มผลสอบ!เครนก่อสร้างถล่มซ้ำซาก ถึงเวลา”ผ่าตัด”ระบบความปลอดภัยโปรเจ็กต์แสนล้าน”คมนาคม”

Manager Online

เผยแพร่ 2 ชั่วโมงที่ผ่านมา • MGR Online

ผลสอบเหตุเครนก่อสร้างรถไฟความเร็วสูงไทย - จีน ตกทับขบวนรถไฟ ที่อำเภอสีคิ้ว จังหวัดนครราชสีมา และโครงการมอเตอร์เวย์ M82 ถนนพระราม 2 ออกมาแล้ว พบความผิดพลาด บกพร่องในกระบวนการทำงาน ความปลอดภัยในการก่อสร้างล้มเหลวทั้งระบบ ผู้รับจ้างไม่ทำตามขั้นตอน ไม่ตรวจสอบเครื่องจักร ไม่มีวิศวกรคุมหน้างาน ความผิดชัด แต่ยกเลิกสัญญาไม่ได้…แบล็กลิสต์ไม่ได้ หน่วยงานกลัวถูกฟ้องกระทบงานก่อสร้างไม่เสร็จ

หลังเกิดเหตุสลด เครนก่อสร้างรถไฟความเร็วสูงไทย - จีน สัญญาที่ 3 - 4 หล่นลงมาจากความสูงกว่า 10 เมตร ทับขบวนรถด่วนพิเศษที่ 21 สายกรุงเทพฯ - อุบลราชธานี ช่วงระหว่างสถานีหนองน้ำขุ่น - สถานีสีคิ้ว จังหวัดนครราชสีมาเมื่อวันที่ 14 ม.ค. 2569 เวลา 09.15 น.ทำให้มีผู้เสียชีวิต 31 ราย (ผู้โดยสาร 30 ราย, พนักงานก่อสร้าง 1 ราย) บาดเจ็บ 71 ราย รถไฟเสียหาย 3 คัน ต้องปิดเส้นทางรถไฟสายตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง 10 วัน กระทบขบวนรถไฟ กว่า 14 ขบวน และในวันต่อมา 15 ม.ค. 2569 เวลา 09.15 น. เกิดเหตุเครนที่ใช้ในการก่อสร้างสะพาน พร้อมกับชิ้นส่วนคอนกรีตสำเร็จรูปน้ำหนักรวมหลายร้อยตัน พังถล่มลงมาบนถนนพระราม 2 บริเวณ กม.30+300 ตำบลท่าจีน อำเภอเมืองจังหวัดสมุทรสาคร ในระหว่างที่เปิดเส้นทางให้ประชาชนใช้สัญจรแล้ว โดยมีผู้เสียชีวิต 2 ราย บาดเจ็บ 2 ราย

เมื่อวันที่ 26 พ.ค. 2569 นายจิระพงศ์ เทพพิทักษ์ รองปลัดกระทรวงคมนาคมในฐานะประธานคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง แถลงผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง ทั้ง 2 กรณีว่า เกิดจากระบบความปลอดภัยในการทำงานล้มเหลว ผู้รับจ้างไม่ทำตามขั้นตอน วิศวกรคุมงานไม่เข้มงวด จนมีผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตจำนวนมาก โดยกรณีเครนรถไฟที่สีคิ้ว พบว่า สาเหตุไม่ได้เกิดจากเครื่องจักรพัง แต่เกิดจากระบบความปลอดภัยที่ล้มเหลว เกิดจากความผิดพลาดด้านระบบความปลอดภัยในการก่อสร้างของทุกฝ่าย ผู้รับจ้างไม่ทำตามขั้นตอน วิศวกรคุมงานไม่เข้มงวดไม่คุมที่หน้างานจริงและมีการเซ็นอนุมัติการทำงานย้อนหลัง

“เครนก่อสร้างรถไฟหล่นทับขบวนรถไฟที่กำลังวิ่งผ่านมาด้านล่าง ไม่ใช่โชคร้ายแต่เป็นความล้มเหลวในเรื่องความปลอดภัยระหว่างการก่อสร้างโดยตรง”

ส่วน เครนและคานปูน ทางหลวงพิเศษหมายเลข 82 บนถนนพระราม 2 พังถล่มเกิดจากการติดตั้งอุปกรณ์รองรับเครนผิดแบบวิศวกรรม ประกอบกับความร้อนที่เพิ่มขึ้น ส่งผลให้เหล็กขยายตัวและเกิดแรงดันสะสมจนโครงสร้างเสียสมดุลและพังถล่ม นอกจากนี้ มีการนำเครนจากโครงการอื่นมาดัดแปลงใช้ อย่างไม่รัดกุม เพราะต้องการเร่งงาน และยังมี ใบรับรองความปลอดภัย ปจ.1 ของเครนคันนี้ที่หมดอายุตั้งแต่วันที่ 8 พ.ย. 2568 แต่ยังคงใช้งานต่อจนเกิดเหตุ

“อุบัติเหตุจาก Launching Gantry เกิดมาแล้วหลายครั้ง โดยเฉพาะบนถนนพระราม 2 และกระทรวงก็เคยมีหนังสือเตือนไปทุกหน่วยงาน สิ่งที่เกิดขึ้นสะท้อนว่ามาตรการที่มีอยู่ ยังไม่ได้ถูกนำไปใช้อย่างเข้มงวดเพียงพอ”

@ รถไฟสีคิ้วเครนทำงานผิดขั้นตอน

กรณีเครนรถไฟที่สีคิ้ว มีการสอบสวนอย่างเข้มข้น เก็บวัตถุพยาน ทดสอบวัสดุ สร้างแบบจำลองทางวิศวกรรม อย่างครอบคลุม พบสาเหตุทางวิศวกรรม เกิดจากเครน Launching Gantry คือ “สะพานเหล็กยักษ์ที่เดินได้” ทำหน้าที่ยกชิ้นส่วนคอนกรีตหนักหลายร้อยตันไปวางต่อกันทีละช่วง โดยเครนยืนอยู่บนขา 3 จุด และมีขั้นตอนที่กำหนดชัดเจนว่าก่อนขยับตัวไปข้างหน้า ต้องดึงขากลางมาชิดขาหน้าก่อนเสมอ เพื่อช่วยรับน้ำหนักร่วมกัน แต่ในวันเกิดเหตุ ผู้ปฏิบัติงานข้ามขั้นตอนนี้ไป และสั่งให้เครนเคลื่อนตัวทันที ส่งผลให้น้ำหนักกว่า 700 ตันกดทับลงที่ขาหน้าจุดเดียว เหล็กยึด (PT Bar) รับแรงไม่ไหวและขาด ฐานเครนพังทลายลงมาทับขบวนรถไฟในขณะที่วิ่งผ่านด้านล่าง

@“รฟท.-ผู้รับจ้าง – ที่ปรึกษา”บกพร่อง

ข้อบกพร่องดังกล่าว เป็น ความล้มเหลวเชิงระบบจาก 3 ฝ่าย ฝั่ง ผู้รับจ้าง (บมจ. อิตาเลียนไทยฯ)

1. ข้ามขั้นตอนที่กำหนดไว้ในคู่มือปฏิบัติงาน วิศวกรสนามและหัวหน้าคนงานยอมรับว่าละเว้นขั้นตอนนี้เป็นประจำโดยเห็นว่าไม่มีความเสี่ยง

2. เริ่มงาน โดยไม่มีใบอนุมัติ และไม่แจ้งวิศวกรผู้ควบคุม

3. ไม่แจ้งรฟท.ขอปิดการเดินรถ (Window Time) ในขณะที่ทำงานเหนือทางรถไฟ ตามสัญญา

4. ไม่เปลี่ยนเหล็กยึดตามกำหนดที่ปรึกษาควบคุมงาน (CSC) เคยมีหนังสือแจ้งเวียนตั้งแต่ปี 2566 ให้เปลี่ยนเหล็กยึด PT Bar ทุก 60 รอบการใช้งาน

5. ไม่ตรวจสอบความปลอดภัยเครน ทุก 3 เดือน ตามรอบที่กฎหมายกำหนด

ส่วนที่ปรึกษาควบคุมงาน (CSC) พบว่า

1. ไม่มีวิศวกรและเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยประจำหน้างาน สัญญากำหนดให้ต้องมีวิศวกรประจำหน้างานตลอดเวลา แต่ในความเป็นจริง เจ้าหน้าที่ความปลอดภัยของ CSC ลงพื้นที่เพียง สัปดาห์ละ 1 - 2 ครั้ง และวิศวกรผู้ควบคุมงานก็ไม่ได้ประจำจุดตลอดเวลา

2. ลงนามอนุมัติงานล่วงหน้าและย้อนหลัง พบพฤติกรรมที่ขัดต่อระเบียบอย่างชัดเจน คือ มีการลงนามอนุมัติงานล่วงหน้าคราวละหลายวัน และลงนามย้อนหลังนานสูงสุดถึง 3 สัปดาห์ โดยผู้บริหาร CSC รับรู้แต่ไม่ดำเนินการแก้ไข ถือเป็นความบกพร่องต่อหน้าที่อย่างร้ายแรง

3. ไม่เคยตรวจสอบเครนด้วยตนเองตลอดระยะเวลาที่เครน Launching Gantry ใช้งาน ทั้งวิศวกรและเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยของ CSC ไม่เคยลงไปตรวจสอบสภาพและขั้นตอนการทำงานของเครนโดยตรงแม้แต่ครั้งเดียว

ส่วนการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) ในฐานะเจ้าของโครงการ

1. มอบหมายงานเกินศักยภาพ โดยวิศวกรโครงการที่ดูแลสัญญา 3 - 4 ที่เกิดเหตุ ถูกมอบหมายให้รับผิดชอบพร้อมกันถึง 5 สัญญา ขณะที่สัญญาอื่นที่มีการกำกับดูแลเข้มข้นกว่า มีวิศวกรดูแลแบบ 1 ต่อ 1 ผลคือ สัญญา 3 - 4 ได้รับการกำกับดูแลหละหลวมกว่าสัญญาอื่นอย่างเห็นได้ชัด

2. ปล่อยให้ความปลอดภัยเป็นหน้าที่ของ CSC ฝ่ายเดียว การมอบอำนาจให้CSC กำกับงานแทนไม่ได้หมายความว่า รฟท. พ้นภาระหน้าที่ตามกฎหมายโดยเฉพาะในงานที่มีความเสี่ยงสูงอย่างการก่อสร้างข้ามทางรถไฟ

ข้อสรุปของคณะกรรมการฯ ทุกฝ่ายต่างรู้ว่าระบบมีปัญหา แล้วเลือกที่จะปล่อยผ่าน พฤติการณ์ทั้งหมดที่ตรวจพบถือเป็นการผิดสัญญาจ้างอย่างร้ายแรง ตามสัญญาข้อ 10 และข้อ 24 และอาจนำไปสู่กระบวนการทางกฎหมาย ได้แก่ การบอกเลิกสัญญา การเสนอชื่อเป็นผู้ทิ้งงาน และการเพิกถอนทะเบียนผู้ประกอบการ ซึ่ง รฟท. จะต้องดำเนินการตามขั้นตอนต่อไป

@เครนพระราม 2 ถล่ม เพราะติดตั้งผิดแบบ

กรณีเครนและคานปูนมอเตอร์เวย์ M82 ถล่มบนถนนพระราม 2 คณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงฯ ทำงานร่วมกับรองศาสตราจารย์เอนก ศิริพานิชกร นายกวิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทยฯ มีการลงพื้นที่เกิดเหตุ เพื่อตรวจสอบซากความเสียหายด้วยตาตนเอง, รวบรวมเอกสารหลักฐานจากกรมทางหลวง 21 รายการ ครอบคลุมสัญญา แบบก่อสร้าง คู่มือเครน และรายงานความปลอดภัย, สอบปากคำผู้เกี่ยวข้อง 13 ราย ทั้งฝ่ายผู้ว่าจ้าง ผู้ออกแบบ และผู้รับจ้าง , ทดสอบคุณภาพวัสดุคอนกรีตในห้องปฏิบัติการและในสนาม, วิเคราะห์โครงสร้างด้วยแบบจำลองคอมพิวเตอร์ (Finite Element Method) , ตรวจสอบสมมติฐานสาเหตุทั้งหมด 7 ข้อ อย่างเป็นระบบ

พบว่า จุดเกิดเหตุเป็นช่วงสะพานที่มีความลาดเอียง ผู้รับจ้างแก้ปัญหาด้วยการใช้ “ชิมบล็อก” หรือแผ่นเหล็กหนาซ้อนกันถึง 8 ชั้น สูงกว่า 80 เซนติเมตร และรองด้วยทรายบนพื้นเอียง เปรียบเสมือนนำอิฐซ้อนสูงเกือบ 1 เมตรแล้วตั้งรับน้ำหนักหลายร้อยตัน นอกจากนี้ยังติดตั้งระบบยึดเครนผิดจากแบบเดิมที่กำหนดให้เป็น “Pin-Roller” ซึ่งสามารถขยายตัวตามอุณหภูมิได้ แต่กลับเปลี่ยนเป็น“Pin-Pin” ที่ล็อกตายทั้งสองด้าน เมื่ออุณหภูมิเพิ่มขึ้นในช่วงเช้า เหล็กจึงขยายตัวและเกิดแรงดันด้านข้าง ทำให้แผ่นเหล็กเริ่มไถลออกทีละชั้น ก่อนที่ขารับเครนจะพังและทำให้เครนทั้งชุดถล่มลงมา

และพบการนำเครนจากโครงการอื่นมาดัดแปลงโดยไม่รัดกุม และปล่อยให้ใบรับรองความปลอดภัย ปจ.1 ของเครนคันนี้ หมดอายุตั้งแต่วันที่ 8 พ.ย. 2568 แต่ยังคงใช้งานต่อมาอีกกว่า 2 เดือนจนเกิดเหตุ

ข้อเสนอแนะ 3 ระยะ ได้แก่ 1. เร่งด่วนทำทันที

- ตรวจสอบใบรับรองความปลอดภัยเครนทุกคันในทุกโครงการ สั่งให้กรมทางหลวงตรวจสอบใบ ปจ.1 ของเครนและเครื่องจักรหนักทุกชิ้นในโครงการก่อสร้างที่ยังดำเนินอยู่ หากพบว่าหมดอายุหรือไม่ครบถ้วน ให้หยุดการใช้งานทันที และกำหนดให้การต่ออายุต้องครอบคลุมทุกระบบของเครน ไม่ใช่เพียงบางส่วน

- ห้ามดัดแปลงเครนหนักโดยไม่มีการอนุมัติใหม่ ออกคำสั่งห้ามผู้รับจ้างทุกรายปรับเปลี่ยนวิธีการทำงานของเครื่องจักรหนักโดยพลการ หากมีความจำเป็นต้องปรับเปลี่ยน ต้องมีวิศวกรคำนวณใหม่ทั้งหมด และได้รับอนุมัติจากนายช่างโครงการก่อนทุกครั้ง

2. ระยะสั้น ภายใน 30 วัน

- ออกมาตรฐานเฉพาะสำหรับการก่อสร้างสะพานด้วยเครน Launching Gantry โดยให้กรมทางหลวงจัดทำมาตรฐานดังกล่าวโดยเร่งด่วน โดยอ้างอิงมาตรฐานของสถาบันวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีระบบราง (สทร.) ที่ใช้ในโครงการรถไฟความเร็วสูงเป็นต้นแบบ ซึ่งมีความเข้มงวดและครอบคลุมกว่า

- กำหนดให้มีผู้เชี่ยวชาญภายนอกตรวจสอบเครนก่อนใช้งาน ตรวจสอบเครนหนักในโครงการของรัฐทุกสัญญา ต้องมีผู้เชี่ยวชาญที่เป็นอิสระจากผู้รับจ้างเข้าร่วมตรวจสอบและรับรอง ไม่ใช่ให้ผู้รับจ้างตรวจสอบตัวเอง

3. ระยะกลาง การดำเนินการเชิงระบบ

- ติดตั้งระบบเซนเซอร์แจ้งเตือนแบบ Real-time โครงการก่อสร้างสะพานยกระดับทุกโครงการควรติดตั้งเซนเซอร์ตรวจวัดความเอียงและแรงดึงของโครงสร้าง เพื่อส่งสัญญาณเตือนอัตโนมัติก่อนที่โครงสร้างจะสูญเสียสมดุล ซึ่งจะเป็นระบบป้องกันชีวิตทั้งคนงานและประชาชนผู้ใช้เส้นทาง

- ยกระดับระบบตรวจสอบของผู้ควบคุมงาน กรมทางหลวงต้องปรับปรุงแบบฟอร์มตรวจสอบให้มีรายละเอียดเชิงเทคนิคเฉพาะสำหรับแต่ละประเภทงานและกำหนดมาตรฐานเดียวกันในทุกสัญญา พร้อมจัดทำแผนเผชิญเหตุฉุกเฉินก่อนเริ่มงานทุกครั้ง

“เป็นความผิด ทั้งผู้รับจ้างและกรมทางหลวง ในฐานะผู้ควบคุมงานทำงานบกพร่อง”

@รฟท.ให้ ITD เปลี่ยนชุดทำงานใหม่ รออัยการเคาะเลิกสัญญา

นายอนันต์ โพธิ์นิ่มแดง รักษาการผู้ว่าฯรฟท. กล่าวว่า ปัจจุบัน รฟท.อนุญาตให้ก่อสร้างต่อแล้ว โดยให้บมจ.อิตาเลียนไทยเปลี่ยนชุดทำงาน และใช้ทีมผู้เชี่ยวชาญใหม่เข้ามาทำงานแทน ภายใต้ขั้นตอนความปลอดภัยเข้มข้น ส่วนการบอกเลิกสัญญานั้น อยู่ระหว่างรอความเห็นจากอัยการสูงสุดประกอบการตัดสินใจ จึงจำเป็นต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ ส่วนการเอาผิดทางวินัย ผู้ที่เกี่ยวข้องผู้เกี่ยวข้อง คณะกรรมการสอบสวนของรฟท.ได้สรุปผลและเสนอกระทรวงคมนาคมแล้ว

“รถไฟไทย-จีน สัญญา 3-4 ก่อสร้างคืบหน้าไปแล้ว 99% เหลืองานอีกประมาณ16-17 สแปน (ช่วงเสา) ซึ่งต้องใช้เวลาก่อสร้างอีก 4-5 เดือน”

@ทล. ไม่เลิกสัญญา ประเมินมีผลกระทบสูง

นายปิยพงษ์ จิวัฒนกุลไพศาล อธิบดีกรมทางหลวง ระบุว่า โครงการมอเตอร์เวย์ M82 ตอนที่ 7 คืบหน้ากว่า 88% หากยกเลิกสัญญาจะทำให้โครงการหยุดชะงักต้องประมูลหาผู้รับจ้างใหม่ ใช้เวลานาน และอาจเกิดข้อพิพาททางกฎหมายรวมถึงเพิ่มความเสี่ยงด้านความปลอดภัย เพราะจะปล่อยพื้นที่ก่อสร้างค้างอยู่บนถนนพระราม 2 ที่ยังมีประชาชนใช้งานทุกวัน

“แม้ยังไม่ยกเลิกสัญญา แต่ให้ทีมปฏิบัติงานเดิมทั้งหมด และให้ใช้ผู้เชี่ยวชาญชุดใหม่เข้ามาควบคุมงานแทน”

นอกจากนี้ กรมทางหลวงมีคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงและตรวจสอบหลักฐานเชิงนิติวิศวกรรมเพื่อยืนยัน การวิเคราะห์อีกครั้ง คาดสรุปผลในเดือนมิ.ย.นี้ เพื่อเข้าสู่กระบวนการเอาผิดทางวินัยต่อไป และประสานข้อมูลกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ ประกอบการพิจารณาทางคดีอาญาด้วย

ตั้งแต่ปี 2569 “คมนาคม”เตรียมผลักดัน 39 โครงการ มูลค่ารวมกว่า 1.9 ล้านล้านบาท ทั้ง ทางด่วน มอเตอร์เวย์ รถไฟทางคู่ รถไฟความเร็วสูง ขยายสนามบินเหตุเครนถล่มซ้ำซาก ทำให้ประชาชนต้องสูญเสียชีวิตและทรัพย์สิน ขณะที่ผลสอบสวนชี้ชัดว่า ระบบการทำงานผิดพลาดทุกขั้นตอน นี่…จึงไม่ใช่แค่อุบัติเหตุแต่คือ "สัญญาณเตือน" ถึงความล้มเหลวของ”ระบบกำกับดูแลความปลอดภัยในการก่อสร้าง”ที่ถึงเวลา…ผ่าตัดใหญ่!!!

website : mgronline.com
facebook : MGRonlineLive
twitter : @MGROnlineLive
instagram : mgronline
line : MGROnline
youtube : MGR Online VDO

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...