ทุกขลาภของพญาอินทรี
เพียงแต่สิ่งที่เกิดขึ้นจากการยกหูโทรศัทพ์ของ โดนัลด์ ทรัมป์ ยิ่งทำให้ช่องว่างนั้นถูกถ่างแยกออกไปอีกโดยไม่จำเป็น
อย่างแรกเลยคือสหรัฐฯ เปลี่ยนเสียงเชียร์จากแฟนบอลชาติอื่นให้เป็นเสียงแช่งโดยพร้อมเพรียง
มันกลายเป็นเกมที่แฟนบอลส่วนใหญ่หรือบางทีอาจจะเกือบทั้งหมดรู้สึกไปในทิศทางเดียวกันตั้งแต่ก่อนเริ่มเกมว่าสหรัฐฯ ไม่แฟร์ หรือถ้าจะพูดให้ถูกก็คือท่านผู้นำนั่นแหละที่ทำให้คนอื่น ๆ รู้สึกอย่างนั้น
กระแสจากที่บางคนอาจจะแอบให้กำลังใจพวกเขาอยู่ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใดก็ตาม มันตีกลับกลายเป็นหมั่นไส้ ไม่ชอบ หรือกระทั่งรังเกียจ
ทั้งที่ความจริงแล้วนักฟุตบอลไม่ได้รู้เรื่องอะไรด้วยเลย เขาก็เตรียมตัวเตะตามหน้าที่ของเขา โฟลาริน บาโลกัน ติดโทษแบนไม่ได้ลงก็มีคนอื่นลง อาจจะเหนื่อยขึ้นแต่ก็เรื่องปกติธรรมดา ไม่มีใครได้ดั่งใจทุกเรื่องอยู่แล้ว
แทนที่จะลงสนามด้วยเสียงเชียร์ที่มากกว่าหรืออย่างน้อยก็ไม่เป็นรองจากแฟนบอลทั่วโลก พวกเขากลับกลายเป็นจำเลยในเกมนี้ไปโดยปริยายตั้งแต่ก่อนเริ่มเตะ
ในโลกโซเชียลมีอยู่รูปหนึ่งที่สะท้อนความรู้สึกของผู้คนได้ดี มันเป็นรูปแผนที่โลกที่ประเทศต่าง ๆ ถูกแทนที่ด้วยธงชาติ
ทุกประเทศเป็นธงชาติเบลเยียมหมด มีเพียงพื้นที่ที่เป็นประเทศสหรัฐอเมริกาเท่านั้นที่เป็นรูปธงชาติสหรัฐฯ
นั่นแหละครับ อารมณ์ของแฟนบอลทั่วโลกที่มีต่อเกมนี้
อย่างที่สองคือความกดดันทั้งในการเตรียมทีมและเกมจริง
เมาริซิโอ โปเชตติโน่ เตรียมทีมไว้อย่างหนึ่งเพื่อรับมือเบลเยียมด้วยเงื่อนไขที่ทีมจะไม่มีบาโลกัน แต่เมื่อโทษแบน 1 นัดถูกเปลี่ยนเป็นคาดโทษ 1 ปี กองหน้าจากโมนาโกก็กลับสู่ทีมในบทบาทตัวจริงทันที แผนการที่เตรียมเอาไว้ก็ถูกกระทบ
แต่เรื่องนั้นคงไม่เท่าไหร่เพราะเดิมบาโลกันก็เป็นขุนพลตัวจริงอยู่แล้ว ที่สำคัญคือความไม่สงบที่เกิดขึ้นในแคมป์มากกว่า มันไม่เอื้อต่อการเตรียมความพร้อมรับมือทีมชั้นดีอย่างเบลเยียมเลย
โลกโซเชียลที่รุมถล่มด้วยคำด่าทอทั้งหลาย ไม่ใช่เรื่องที่สมบูรณ์แบบแน่ ๆ สำหรับการเตรียมทีมของพวกเขา
แทนที่จะฮึกเหิม ปลุกเร้า มุ่งสมาธิไปในทิศทางเดียวกัน แถมอาจจะยังใช้การขาดหายไปของบาโลกันมาเป็นตัวจุดกระตุ้นได้ด้วย แคมป์ของสหรัฐฯ กลายเป็นไม่นิ่งและถูกเขย่าด้วยอารมณ์เกลียดชังจากโลก
ตัวของ บาโลกัน เองยิ่งหนัก ความเครียดความกดดันยิ่งโถมทับใส่ไม่รู้มากกว่าเพื่อนคนอื่น ๆ กี่สิบกี่ร้อยเท่า
อย่างที่สามคือมันสวิงกลับไปเป็นพลังให้เบลเยียม
เมื่อคุณรู้สึกว่าคุณไม่ได้รับความยุติธรรม องค์กรที่ต้องกำกับดูแลและมอบความยุติธรรมให้ทุก ๆ ทีมกลับเลือกปฏิบัติต่อบางทีม
เหตุผลก็ไม่มีอธิบายให้เข้าใจ ตีมึนตีซึมอย่างน่าทุเรศ มองเห็นชัด ๆ ว่าจงใจเอื้อประโยชน์ให้เจ้าภาพ
จะไม่ให้โกรธแค้นขุ่นเคืองได้อย่างไร และเบลเยียมเปลี่ยนความโกรธนั้นให้กลายเป็นพลังขับเคลื่อนที่รุนแรงอย่างยิ่ง
พวกเขาลงสนามด้วยแรงมุ่งมั่นเพิ่มขึ้นอีก ด้วยสมาธิที่มากขึ้นอีก ด้วยความมุมานะที่จะเอาชนะยิ่งขึ้นไปอีก
ยิ่งเมื่อมาตรฐานฟุตบอลของทั้ง 2 ทีมแตกต่างกันเป็นทุนเดิมอยู่แล้วด้วย เมื่อรวมองค์ประกอบตรงนี้เข้าไปอีกก็ยิ่งไปกันใหญ่
เพราะในขณะที่นักเตะอเมริกันลงสนามด้วยความกดดันเพราะรู้ดีว่าทุกสายตาทั่วโลกกำลังจับจ้องและสาปแช่ง นักเตะเบลเยียมก็ยังเล่นแบบเน้น ในทุกจังหวะ
เน้นทุกดอก เน้นทุกการปะทะ เน้นทุกการเก็บบอล เน้นทุกการเคลื่อนที่
ดักบอล อ่านจังหวะ คาดเดาการเล่นของอีกฝ่ายออกหมดจนบรรดาแข้งมะกันไปไม่เป็นไม่ว่าจะใหญ่จะเล็กมาจากไหน
คริสเตียน พูลิซิค เงียบ.. เวสตัน แม็คเคนนี่ เงียบ.. เซร์จินโญ่ เดสต์ เงียบ.. มาลิค ทิลล์มัน เงียบ.. โฟลาริน บาโลกัน ยิ่งเงียบ ถูกล็อกตายขยับไปไหนไม่ได้เลย
กลางเก็บไม่ได้ บอลไปไม่ถึงหน้า กลายเป็นยิ่งเล่นยิ่งห่าง แล้วเมื่อมาเสียประตูง่าย ๆ จากความผิดพลาดเองอีกก็จบเห่
90 นาทีที่ซีแอตเทิ่ล สเตเดี้ยม เมื่อเช้านี้จึงกลายเป็นเกมที่เบลเยียมเก็บกินเรียบ หมดจด และตบเท้าเข้าสู่รอบต่อไปไม่ยากเย็นเลย
จากทุกขลาภโดยแท้.. ทุกขลาภที่นำพามาโดยท่านผู้นำของพวกเขาเองโดยแท้
ความเครียดที่เพิ่มขึ้นโดยไม่จำเป็น ความกดดันที่มากขึ้นโดยไม่จำเป็น ความเกลียดชังที่แผ่ซ่านไปทั่วโดยไม่จำเป็น
ลำพังวัดกันตัวต่อตัวในสภาพที่พร้อมเต็มที่ก็หนักอึ้งอยู่แล้ว สหรัฐฯ กลายเป็นเหมือนต่อให้เบลเยียมตั้งแต่ก่อนแข่งเข้าไปอีก
ได้กองหน้าตัวหลักลงสนามไม่ต้องติดโทษแบน ดูเผิน ๆ เหมือนได้ลาภ
แต่มันนำปัญหาครั้งใหญ่ตามมาด้วย จะโดยคาดคิดหรือไม่คาดคิดก็ตาม
จาก "ได้ลาภ" เลยกลายเป็น "ทุกขลาภ" อย่างที่เห็น
#ตังกุย