โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

อาชญากรรม

‘ป.ป.ส.’ ยัน ‘ลูกเรือหญิงไทย’ ขน ‘เฮโรอีน’ ไปออสเตรเลีย ไม่พบรายงานจากสายข่าวมาก่อน

เดลินิวส์

อัพเดต 29 มิถุนายน 2569 เวลา 20.59 น. • เผยแพร่ 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เดลินิวส์
แหล่งข่าวในสำนักงาน ป.ป.ส. กระทรวงยุติธรรม เผย ประเด็น 'ลูกเรือหญิงไทย' ขน 'เฮโรอีน' ไปออสเตรเลีย ไม่เคยมีรายงานจากสายข่าวมาก่อน เชื่อเป็นการกระทำผิดส่วนบุคคลหลังจากรู้จักกับเครือข่ายยาเสพติดในต่างประเทศ

จากกรณีสำนักข่าวต่างประเทศรายงานข่าว ทางการออสเตรเลีย ดำเนินคดีกับ พนักงานสายการบินหญิงชาวไทย อายุ 26 ปี ในฐานะลูกเรือของเที่ยวบินระหว่างประเทศ ฐานพยายามลักลอบนำเข้าเฮโรอีน 1 กิโลกรัม หลังจากแอบซุกซ่อนมาในกระเป๋าสัมภาระ 12 ใบ เมื่อวันที่ 25 มิ.ย. 69

เกี่ยวกับเรื่องนี้ เมื่อวันที่ 29 มิ.ย. "ทีมข่าวอาชญากรรมเดลินิวส์" ได้รับการเปิดเผยจาก แหล่งข่าวในสำนักงาน ป.ป.ส. กระทรวงยุติธรรม ว่า จากการตรวจสอบข้อมูลข่าวกรอง ยังไม่พบว่าลูกเรือหญิงไทยวัย 26 ปี รายนี้ เคยมีการประสานข้อมูลข่าวเกี่ยวข้องกับเครือข่ายยาเสพติดจากประเทศออสเตรเลียมาก่อน คาดว่าอาจจะเป็นกรณีความผิดครั้งแรก ที่เจ้าตัวได้พยายามลักลอบส่งออกเฮโรอีนไปยังประเทศออสเตรเลีย และปกติแล้วสารเสพติดเฮโรอีนถือเป็นสารเสพติดที่มีราคาแพงกว่าสารเสพติดทั่วไป จึงมีความเป็นไปได้ว่าจะต้องมีเครือข่ายนักค้ายาเสพติดในไทย ที่อาจเป็นคนไทยเอง หรือเป็นคนต่างชาติอยู่เบื้องหลังส่งยาเสพติดเฮโรอีนให้ลูกเรือหญิงรายนี้ นำไปจำหน่ายให้กับผู้ซื้อที่อยู่ในประเทศออสเตรเลีย แต่เนื่องด้วยปริมาณเพียงแค่ 1 กิโลกรัม ถือว่าเป็นปริมาณไม่มากในวงการค้ายาเสพติด

สำหรับความแตกต่างขั้นตอนการตรวจกระเป๋าสัมภาระเดินทางระหว่างนักท่องเที่ยวและลูกเรือสายการบินนั้น จะมีการแยกช่องของลูกเรือโดยเฉพาะ จะไม่ไปปะปนของช่องผู้โดยสาร แต่การเอกซเรย์สิ่งของในกระเป๋ามีขั้นตอนเหมือนกันทุกอย่าง ซึ่งที่มีเฮโรอีนปริมาณน้ำหนักเพียง 1 กิโลกรัมดังกล่าว มีลักษณะเหมือนแป้งจึงทำให้ดูไม่ออกได้ว่าเป็นเฮโรอีน และก็ยังไม่มีเครื่องมือใด เครื่องเอกซเรย์ใดตรวจระบุได้เลยทันทีว่าแป้งขาว ๆ นั้นเป็นเฮโรอีน เว้นแต่สงสัยว่าเป็นเฮโรอีน รวมทั้งอาชีพลูกเรือก็ยังสามารถใช้ตบตาเจ้าหน้าที่ได้ เพราะมีเงินเดือนสูง ไม่น่าเชื่อว่าจะไปข้องเกี่ยวกับยาเสพติด

ฉะนั้น การจะรู้ได้ว่าใครเป็นเครือข่ายเตรียมส่งออกยาเสพติดไปยังต่างประเทศ ก็จะต้องมีการข่าวประสานมาก่อน ยกตัวอย่างผู้โดยสารขาเข้า ส่วนใหญ่จะเป็นคนผิวสี ซึ่งหากดูประวัติเส้นทาง เช่น อาจมาจากทวีปอเมริกาใต้ ก็จะต้องมาเปลี่ยนเครื่องที่ดูไบ เป็นต้น แต่ส่วนใหญ่แล้วคนเหล่านี้จะไม่เอายาเสพติดซุกซ่อนไว้ในกระเป๋าเดินทาง แต่จะใช้วิธีกลืนลงท้องแทน ซึ่งก็จะมีการข่าวประสานมาว่าให้ทางการไทยโฟกัสที่คนกลุ่มนี้เป็นพิเศษ เราก็จะมีหน่วยปราบปรามและสกัดกั้นยาเสพติดพื้นที่ท่าอากาศยาน (Airport Interdiction Task force : AITF) เดินถือเครื่องเอกซเรย์ไปทำการตรวจสอบให้ได้

ในส่วนของการตรวจจับยาเสพติดในประเทศออสเตรเลีย โดยเฉพาะ "เมลเบิร์น" จะมีการใช้สุนัขดมกลิ่นเกือบทุกกระเป๋า เพื่อตรวจจับสารเสพติดและพืชบางชนิดที่อยู่ในกลุ่มสารเสพติดด้วย เนื่องจากบางทีเครื่องอาจตรวจไม่เจอสารเสพติดเหล่านี้ก็เป็นไปได้ แต่การใช้สุนัขดมกลิ่นจะช่วยยืนยันได้เป็นอย่างดี อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมายังไม่พบเจอกรณีของลูกเรือสายการบินเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับการลักลอบนำเข้า-ส่งออกสารเสพติดมาก่อน อีกทั้งสายการบินต่าง ๆ จะค่อนข้างเข้มงวดกับเรื่องความมั่นคงปลอดภัยของการเดินทางโดยสารมากกว่า โดยการเทรนให้ดูเรื่องอย่างเช่นอาวุธปืน วัตถุอันตราย ระเบิด เป็นต้น เพราะอาจส่งผลกระทบต่อผู้โดยสารบนสายการบินได้มากกว่าเรื่องยาเสพติด ดังนั้น เจ้าหน้าที่จะต้องตรวจสอบความสัมพันธ์เชื่อมโยงระหว่างลูกเรือหญิงไทยรายนี้ว่าทำไมจึงพยายามลักลอบขนเฮโรอีนดังกล่าว

อาจมีความเป็นไปได้ว่า เธออาจมีคนรัก หรือมีคนรู้จักเกี่ยวข้องกับยาเสพติดอยู่ที่ประเทศออสเตรเลีย แล้วบุคคลที่ลูกเรือหญิงไทยรู้จักรายนี้ก็อาจมีเครือข่ายรู้จักในการประสานสั่งยาเสพติดในไทยให้ส่งไปยังที่ออสเตรเลีย จึงทำให้ลูกเรือหญิงไทยรายนี้ต้องนำเฮโรอีนไปส่งให้ถึงปลายทาง ซึ่งในหลักการสืบสวนสอบสวน เจ้าหน้าที่ก็จะต้องตรวจสอบพยานหลักฐานภายในโทรศัพท์ที่ใช้ติดต่อสื่อสารสั่งยาเสพติดกัน หรือไปรู้จักกับเครือข่ายยาเสพติดระหว่างการปาร์ตี้สังสรรค์ใดมาก่อนหรือไม่ หรือมีพรรคพวกที่ใช้เฮโรอีนในประเทศออสเตรเลียหรือไม่.

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...