โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

‘ทนายเขากระโดง’ ยันคำพิพากษาศาลฯผูกพันเฉพาะคู่ความ ไม่เหมารวมชาวบ้านอีก 995 แปลง

ไทยโพสต์

อัพเดต 14 มิถุนายน 2569 เวลา 18.24 น. • เผยแพร่ 2 ชั่วโมงที่ผ่านมา

“ทนายเขากระโดง” กางข้อกฎหมาย ชี้คำพิพากษาศาลฎีกาผูกพันเฉพาะคู่ความ ไม่เหมารวมชาวบ้าน 995 แปลง ซัดการเมือง-อินฟลูฯ-ไอโอ ใช้จิตวิทยาหมู่ตีวัวกระทบคราด แต่สร้างความสับสน ท้ายสุดข้อมูลบิดเบือนย้อนทำลายจริยธรรมและวิชาชีพตัวเอง

14 มิ.ย. 2569 - นายชนินทร์ แก่นหิรัญ ทนายความรับผิดชอบคดีเขากระโดง โพสต์เฟสบุ๊คส่วนตัวว่า ความจริงประเด็นข้อกฎหมายที่พยายามสื่อสารเกี่ยวกับคดีเขากระโดงได้เคยให้ไว้ในเฟสอยู่บ่อยครั้ง แต่อาจจะยังไม่ทำให้ มุมมองนักกฎหมาย นักวิชาการ และอินฟลู กับขบานการ IO คิดได้ ดังนั้นครั้งนี้ ผมตั้งใจว่าจะอธิบายธประเด็น “ผลของคำพิพากษาถึงที่สุด” ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 145อีกครั้ง

หลักของมาตรา 145มิได้ซับซ้อนเกินกว่าจะทำความเข้าใจ วรรคหนึ่งวางหลักว่า คำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลย่อมผูกพัน “คู่ความ” ในคดีนั้น ส่วนวรรคสองยืนยันว่า แม้ศาลจะกล่าวไว้กว้างเพียงใด คำพิพากษาก็ไม่ผูกพันบุคคลภายนอก เว้นแต่ในกรณีที่กฎหมายบัญญัติไว้โดยเฉพาะ สำหรับคดีที่วินิจฉัยถึงกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินเอกสารสิทธิ์ที่ดิน กฎหมายใช้ถ้อยคำว่า “อาจใช้ยัน” บุคคลภายนอกได้ แต่ก็เปิดช่องไว้อย่างชัดแจ้งว่า เว้นแต่ บุคคลภายนอกยังพิสูจน์ได้ว่าตนมีสิทธิดีกว่า

ความแตกต่างระหว่างคำว่า “ผูกพัน” “ใช้ยัน” และ “บังคับคดี” จึงเป็นหัวใจของเรื่องนี้ คำพิพากษาผูกพันคู่ความและสามารถบังคับคดีกับคู่ความหรือลูกหนี้ตามคำพิพากษาได้ แต่การ “ใช้ยัน” บุคคลภายนอก เป็นเพียงการนำผลคำวินิจฉัยเรื่องกรรมสิทธิ์ไปกล่าวอ้างในกระบวนการต่อไป โดยบุคคลภายนอกยังมีสิทธิเต็มที่จะโต้แย้ง นำสืบ และพิสูจน์สิทธิของตน การกล่าวว่าคำพิพากษาคดีหนึ่งสามารถนำไปเพิกถอนเอกสารสิทธิของผู้ที่ไม่เคยเป็นคู่ความได้ทันที จึงเป็นการข้ามขั้นจาก “อาจใช้ยัน” ไปเป็น “บังคับเพิกถอน” ซึ่งตัวบทกฎหมายไม่ได้บัญญัติไว้เช่นนั้น

เมื่อมองกลับมาที่คดีเขากระโดง แม้คำพิพากษาในคดีเดิมจะมีคำวินิจฉัยที่ให้เหตุผลเกี่ยวกับแนวเขตที่ดินของการรถไฟตามพยานหลักฐานในสำนวนขณะนั้น แต่คำบังคับของศาลย่อมจำกัดอยู่กับคู่ความและที่ดิน 40 แปลง ในคดีนั้น เจ้าของเอกสารสิทธิรายอื่น 995 แปลง ไม่ได้เป็นคู่ความในคดีเดิม ไม่ได้มีโอกาสนำพยานหลักฐานของตนเข้าสู่การพิจารณา และยังมีสิทธิตามกฎหมายที่จะพิสูจน์ว่าตนมีสิทธิดีกว่า หรือมีข้อเท็จจริงแตกต่างจากคดีเดิมอย่างไร การถือว่าคำพิพากษาคดีเดิมมีผลตัดสิทธิของบุคคลเหล่านั้นทันที จึงไม่สอดคล้องกับทั้งตัวบทมาตรา ๑๔๕ และหลักการรับฟังความทุกฝ่าย

ผมเข้าใจดีว่าผู้ที่ออกมาแสดงความเห็นจำนวนมากอาจมีเจตนาดี อยากให้รัฐรักษาทรัพย์สินของแผ่นดิน และอยากเห็นการบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง ประเด็นนี้ไม่มีใครปฏิเสธ แม้แต่ผมเอง แต่ความตั้งใจที่ดีต้องเดินอยู่บนทางที่กฎหมายรองรับ หากเห็นว่าที่ดินเป็นของการรถไฟจริง ช่องทางตามกฎหมายก็มีอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นการดำเนินการตามมาตรา ๖๑ แห่งประมวลกฎหมายที่ดินให้ครบถ้วน หรือการฟ้องร้องเป็นรายแปลงเพื่อให้เจ้าของเอกสารสิทธิแต่ละรายมีโอกาสต่อสู้ในศาล ทางเหล่านี้อาจใช้เวลา แต่เป็นทางที่ชอบด้วยกฎหมายและเป็นธรรมต่อทุกฝ่ายอย่างเท่าเทียม

สิ่งที่น่ากังวลคือ หากยังอธิบายซ้ำ ๆ ว่า “ศาลฎีกาตัดสินแล้ว จึงเพิกถอนเอกสารสิทธิของบุคคลภายนอกได้ทันที” โดยไม่แยกผลของคำพิพากษา เหตุผลของคำวินิจฉัย คำบังคับ และสิทธิของบุคคลภายนอกให้ชัดเจน ย่อมสร้างความสับสนแก่สังคม กดดันเจ้าหน้าที่ให้เข้าใจหน้าที่คลาดเคลื่อน และทำให้ประชาชนผู้ถือเอกสารสิทธิถูกมองเป็นผู้กระทำผิด ทั้งที่บางรายยังไม่เคยมีโอกาสต่อสู้คดีของตนเองเลยต้องจมอยู่ในกองทุกข์เพิ่มขึ้น

ผมจึงขอเรียนว่า การเรียกร้องความถูกต้องไม่ควรเกิดจากการลดทอนสิทธิของคนที่กฎหมายยังคุ้มครองอยู่ และการเคารพคำพิพากษาไม่ควรถูกใช้เป็นเหตุให้ข้ามขั้นตอนตามกฎหมาย หากเจ้าหน้าที่เพิกถอนเอกสารสิทธิโดยไม่สอบสวน ไม่รับฟังผู้มีส่วนได้เสีย หรือขยายผลเกินกว่าคำพิพากษาที่ศาลสั่งไว้ เจ้าหน้าที่เองก็อาจต้องรับความเสี่ยงทั้งทางแพ่ง ทางปกครอง และทางอาญา ส่วนผู้ที่ให้ความเห็นชี้นำสังคมไปในทางที่คลาดเคลื่อน ก็ย่อมต้องรับผิดชอบต่อผลของถ้อยคำของตนเช่นกัน อย่างน้อยที่สุดคือในทางจริยธรรมและความน่าเชื่อถือของวิชาชีพ

ผมขอฝากเพื่อนร่วมวิชาชีพ นักวิชาการ นักการเมือง และผู้ที่ติดตามเรื่องนี้ว่า เราอาจเห็นต่างกันในการตีความกฎหมายได้ แต่ควรเห็นต่างด้วยกตัวบทกฎหมายที่อ่านให้ครบถ้วน คำว่า “ใช้ยัน” ไม่ใช่ “ผูกพัน” และไม่ใช่ “บังคับเพิกถอนทันที” แต่ตั้งใจอ่านกฎหมายเพิ่มอีกนิด จะรู้ด้วยปัญญาว่า บุคคลภายนอกที่ไม่เคยเป็นคู่ความยังมีสิทธิพิสูจน์สิทธิของตน และกระบวนการเพิกถอนเอกสารสิทธิยังต้องเป็นไปตามกฎหมายที่บัญญัติไว้ ไม่ใช่เพียงออกมา สร้างกระแสหรือแรงกดดันของสังคม จนเป็นกลยุทธ์การเมือง จิตวิทยาหมู่ ตีวัวกระทบคราด ส่วนมาตรา 61 แห่งประมวลกฎหมายที่ดินนั้น ผมจะพูดในตอนถัดไป

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...