“คิม จองอึน” สั่งเสริมกำลังชายแดนเกาหลีใต้ ยกระดับรับมือสงครามยุคใหม่
“คิม จองอึน” ประกาศเดินหน้าเสริมความแข็งแกร่งหน่วยทหารแนวหน้าติดชายแดนเกาหลีใต้ พร้อมปรับระบบฝึกและแนวคิดปฏิบัติการให้สอดรับสงครามยุคใหม่
วันที่ 18 พฤษภาคม 2569 เวลา 09.52 น. สำนักข่าว KCNA ของเกาหลีเหนือ รายงานว่า คิม จองอึน ผู้นำเกาหลีเหนือ ระบุว่า แผนเสริมกำลังหน่วยทหารแนวหน้าตามแนวชายแดนติดกับเกาหลีใต้ รวมถึงหน่วยหลักอื่น ๆ มีความสำคัญต่อการยับยั้งสงครามให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
คำกล่าวดังกล่าวมีขึ้นระหว่างการประชุมผู้บัญชาการระดับกองพลและกองพลน้อยทั่วประเทศเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา โดยคิม จองอึน ระบุว่า เกาหลีเหนือต้องเสริมความแข็งแกร่งทางทหารบริเวณชายแดนให้กลายเป็นป้อมปราการที่ไม่มีวันถูกเจาะได้
KCNA รายงานว่า คิมยังเรียกร้องให้ปรับระบบการฝึกทางทหาร และขยายการฝึกภาคสนามให้สอดคล้องกับรูปแบบสงครามยุคใหม่ รวมถึงปรับแนวคิดปฏิบัติการทางทหารของเกาหลีเหนือใหม่
นอกจากนี้คิม จองอึน ยังย้ำถึงความจำเป็นในการเฝ้าระวังศัตรูหลัก ซึ่งเป็นคำที่เกาหลีเหนือใช้เรียกเกาหลีใต้มาโดยตลอด แม้สงครามเกาหลีระหว่างปี 2493-2496 จะยุติลงด้วยข้อตกลงสงบศึก แต่ทั้งสองเกาหลียังคงถือว่าอยู่ในภาวะสงครามทางเทคนิค เนื่องจากไม่เคยมีการลงนามสนธิสัญญาสันติภาพอย่างเป็นทางการ
ด้าน กระทรวงรวมชาติของเกาหลีใต้ ระบุว่า นี่อาจเป็นครั้งแรกที่มีรายงานว่า คิม จองอึน จัดประชุมกับผู้บัญชาการระดับกองพลและกองพลน้อย นับตั้งแต่ขึ้นสู่อำนาจ พร้อมย้ำว่ารัฐบาลเกาหลีใต้จะเดินหน้าบริหารจัดการความตึงเครียดทางทหารและสร้างความไว้วางใจระหว่างสองฝ่ายต่อไป
ขณะที่ กองทัพเกาหลีใต้ เปิดเผยว่า ตั้งแต่เดือนมีนาคมที่ผ่านมา กองทัพเกาหลีเหนือได้เพิ่มการเสริมแนวป้องกันใกล้พรมแดนระหว่างสองประเทศ รวมถึงการสร้างกำแพงในหลายพื้นที่
Hong Min นักวิจัยอาวุโสจาก Korea Institute for National Unification ในกรุงโซล มองว่าการที่คิมกล่าวถึงการเสริมความแข็งแกร่งของชายแดนด้านใต้ อาจหมายถึงการเพิ่มกำลังทหารบริเวณชายแดนทางทะเลด้วย เช่น เส้นแบ่งเขตทางทะเลเหนือ (Northern Limit Line: NLL) ซึ่งเป็นพื้นที่พิพาทระหว่างสองเกาหลี
นักวิเคราะห์ ยังมองว่า การที่คิมพูดถึงสงครามยุคใหม่ และการปรับแนวคิดปฏิบัติการในทุกมิติ อาจสะท้อนบทเรียนที่เกาหลีเหนือได้รับจากสงครามในยูเครน และความขัดแย้งในตะวันออกกลาง โดยเฉพาะการใช้โดรน อาวุธโจมตีแม่นยำ และสงครามอิเล็กทรอนิกส์
อ้างอิง : www.reuters.com