โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

“TMA” เจาะลึกผลจัดอันดับขีดความสามารถการแข่งขัน IMD เมื่อโจทย์ของไทยไม่เคยเปลี่ยน เจอความท้าทายจาก AI และ หลักนิติธรรม

ไทยพับลิก้า

อัพเดต 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา
นายธีรนันท์ ศรีหงส์ ประธาน TMA และ ประธาน TMA Center for Competitiveness

สมาคมการจัดการธุรกิจแห่งประเทศไทย (TMA) โดยศูนย์เพื่อการพัฒนาความสามารถในการแข่งขัน วิเคราะห์ผลการจัดอันดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศประจำปี 2569 โดย World Competitiveness Center (WCC) ภายใต้สถาบัน International Institute for Management Development หรือ IMD ประเทศสวิตเซอร์แลนด์

วันที่ 19 มิถุนายน 2569 นายธีรนันท์ ศรีหงส์ ประธาน TMA และ ประธาน TMA Center for Competitiveness TMA พร้อมคณะผู้บริหาร และนักวิเคราะห์จากศูนย์เพื่อพัฒนาความสามารถในการแข่งขันของ TMA เจาะลึกถึงผลการจัดอันดับฯ ของปี 2569 ล่าสุด ที่สะท้อนถึงศักยภาพของประเทศ พร้อมทิศทางของประเทศไทยในอนาคต และบทบาทของ TMA ในการส่งเสริมและยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยในระยะยาว

สมาคมการจัดการธุรกิจแห่งประเทศไทย (TMA) ร่วมกับสถาบัน IMD ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ประกาศผลการจัดอันดับความสามารถในการแข่งขันของประเทศ (World Competitiveness Ranking) ประจำปี 2569 อย่างเป็นทางการ โดยในปีนี้ภาพรวมการแข่งขันทั่วโลกมีความเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญจากสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์และการปรับตัวชี้วัดด้านเทคโนโลยี

ในปี 2569 มีเขตเศรษฐกิจเข้าร่วมการจัดอันดับทั้งสิ้น 70 เขตเศรษฐกิจ เพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้าเนื่องจากมีการบรรจุประเทศเวียดนามเข้ามาร่วมรับการประเมินเป็นปีแรก ซึ่งสร้างแรงกระเพื่อมและความตื่นตัวให้แก่กลุ่มประเทศสมาชิกอาเซียนเป็นอย่างมากในการเปรียบเทียบศักยภาพทางเศรษฐกิจ

ผู้บริหารและนักวิเคราะห์จากศูนย์เพื่อพัฒนาความสามารถในการแข่งขันของ TMA ระบุว่า การจัดอันดับในปีนี้ถือเป็นปีแรกที่มีการปรับปรุงตัวชี้วัดให้สะท้อนถึงความสำคัญของเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ซึ่งกลายเป็นตัวแปรสำคัญในการขับเคลื่อนประสิทธิภาพของทุกภาคส่วน

IMD World Competitiveness Center (WCC) ภายใต้สถาบัน International Institute of Management Development (IMD) ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ได้ทำการจัดอันดับความสามารถในการแข่งขัน (World Competitiveness Rankings) ซึ่งเป็นการวัดความสามารถของแต่ละเขตเศรษฐกิจในการนำจุดแข็งของตนมาสร้างประโยชน์ทางเศรษฐกิจและสังคมในระยะยาว โดยพิจารณาจาก 4 ปัจจัย (factors) ได้แก่ ปัจจัยด้านสมรรถนะทางเศรษฐกิจ (Economic Performance) ปัจจัยด้านประสิทธิภาพของภาครัฐ (Government Efficiency) ปัจจัยด้านประสิทธิภาพของภาคธุรกิจ (Business Efficiency) และปัจจัยด้านโครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure) ผ่านการวิเคราะห์ด้วยข้อมูลเชิงประจักษ์ (Hard Data) ที่รวบรวมจากแหล่งข้อมูลสถิติต่าง ๆ ร่วมกับการสำรวจความเห็นของผู้บริหาร (Executive Opinion Survey) ซึ่งสำรวจผู้บริหารระดับสูงจากภาคเอกชนเป็นประจำอย่างต่อเนื่องทุกปี

ภาพรวมความสามารถในการแข่งขันระดับโลก

ผลการจัดอันดับในระดับโลกพบว่า สิงคโปร์ สามารถแซงกลับขึ้นมาเป็นเขตเศรษฐกิจที่มีขีดความสามารถในการแข่งขันสูงที่สุดในโลกในอันดับที่ 1 อีกครั้ง หลังจากเคยครองตำแหน่งนี้มาแล้ว โดยมีพัฒนาการที่โดดเด่นอย่างมากในปัจจัยด้านประสิทธิภาพของภาคธุรกิจ

สำหรับฮ่องกงขยับขึ้นมาเป็นอันดับที่ 2 ของโลก โดยได้รับอานิสงส์สำคัญจากปัจจัยด้านประสิทธิภาพของภาครัฐที่ยังคงรักษามาตรฐานที่แข็งแกร่งเอาไว้ได้อย่างต่อเนื่อง ในขณะที่สวิตเซอร์แลนด์ร่วงจากแชมป์เก่าลงไปอยู่ในอันดับที่ 3 ของโลกในปีนี้

สาเหตุสำคัญที่ทำให้สวิตเซอร์แลนด์สูญเสียตำแหน่งผู้นำเนื่องมาจากการชะงักงันของเงินทุนไหลเข้า การจ้างงานที่ลดลง และต้นทุนค่าครองชีพที่พุ่งสูงขึ้น ซึ่งเป็นผลกระทบสืบเนื่องมาจากบริบททางภูมิรัฐศาสตร์และความขัดแย้งระหว่างประเทศที่รุนแรงขึ้น

ทั้งนี้ เขตเศรษฐกิจที่ติดทำเนียบ 10 อันดับแรกของโลก ได้แก่ ไต้หวันในอันดับ 4, สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (ยูเออี) ในอันดับ 5, เดนมาร์กในอันดับ 6, ไอร์แลนด์ในอันดับ 7, เนเธอร์แลนด์ในอันดับ 8, สวีเดนในอันดับ 9 และสหรัฐอเมริกาในอันดับที่ 10 ตามลำดับ

สถาบัน IMD ตั้งข้อสังเกตว่า กลุ่มเขตเศรษฐกิจชั้นนำ 10 อันดับแรกล้วนมีจุดร่วมที่สำคัญคือ “ความน่าเชื่อถือเชิงสถาบัน” (Institutional Credibility) ซึ่งสะท้อนผ่านกฎระเบียบที่คาดการณ์ล่วงหน้าได้และการบังคับใช้กฎหมายที่จริงจัง ท่ามกลางระเบียบโลกที่กำลังยุ่งเหยิง

นายธีรนันท์ ศรีหงส์ ประธาน TMA และ ประธาน TMA Center for Competitiveness และคณะผู้บริหาร

เจาะลึกอันดับประเทศไทย ขยับขึ้นอันดับ 26 ของโลก

สำหรับประเทศไทย ผลการจัดอันดับความสามารถในการแข่งขันประจำปี 2569 พบว่า ไทยมีอันดับความสามารถในการแข่งขันอยู่ในอันดับที่ 26 จาก 70 เขตเศรษฐกิจทั่วโลก โดยเป็น 1 ใน 28 เขตเศรษฐกิจที่มีอันดับขีดความสามารถในการแข่งขันที่สูงขึ้นกว่าปี 2568 ซึ่งแสดงถึงการฟื้นตัวและพัฒนาการในหลายมิติ

ในกลุ่มประเทศอาเซียน ประเทศไทยยังคงรักษาตำแหน่งอันดับที่ 3 ของกลุ่มเอาไว้ได้เช่นเดิม โดยเป็นรองเพียงสิงคโปร์และมาเลเซีย แต่มีประเด็นที่ต้องจับตามองอย่างใกล้ชิดคือเวียดนามที่ก้าวเข้ามาในอันดับที่ 27 ไล่หลังไทยมาเพียงอันดับเดียว

นักวิเคราะห์จาก TMA ตั้งข้อสังเกตเพิ่มเติมว่า แม้อันดับโดยภาพรวมของไทยจะขยับดีขึ้นถึง 4 อันดับ แต่คะแนนสุทธิ (Net Score) ของไทยกลับลดลงเล็กน้อยจาก 71.32 คะแนน มาอยู่ที่ 71.11 คะแนนจากคะแนนเต็ม 100 คะแนนในปี 2569 ซึ่งเป็นแนวโน้มเดียวกับเขตเศรษฐกิจส่วนใหญ่ทั่วโลก

เมื่อเจาะลึกลงไปในปัจจัยหลัก 4 ด้านที่ใช้ในการประเมิน พบว่าไทยมีพัฒนาการใน 3 ด้านหลัก ขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยต่างมีแนวโน้มที่ดีขึ้นโดยเปรียบเทียบ โดยปัจจัยด้านประสิทธิภาพของภาคธุรกิจปรับตัวดีขึ้น 3 อันดับ มาอยู่ที่อันดับ 21 และปัจจัยด้านโครงสร้างพื้นฐานขยับขึ้น 2 อันดับ มาอยู่ที่อันดับ 45 ของโลก

ขณะที่ปัจจัยด้านประสิทธิภาพของภาครัฐของประเทศไทยยังคงหยุดนิ่งไม่มีการเปลี่ยนแปลง โดยครองอันดับที่ 32 เท่ากับปีก่อนหน้า ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความจำเป็นในการปฏิรูปกฎระเบียบและกระบวนการทำงานของภาครัฐให้มีความรวดเร็วและโปร่งใสมากยิ่งขึ้น

อย่างไรก็ตาม ปัจจัยด้านสมรรถนะทางเศรษฐกิจ (Economic Performance) ของประเทศไทยกลับร่วงลงไป 2 อันดับ จากอันดับที่ 8 ลงมาอยู่ที่อันดับที่ 10 ของโลก แม้จะยังคงเกาะกลุ่มท็อป 10 ได้ แต่ก็สะท้อนถึงสัญญาณเตือนภัยบางประการทางเศรษฐกิจ

วิเคราะห์จุดแข็งและจุดเปราะบางทางเศรษฐกิจของไทย

ประสิทธิภาพของภาคธุรกิจ (Business Efficiency) ของไทยขยับสูงขึ้น 3 อันดับขึ้นมาอยู่อันดับที่ 21 ของโลก โดยเป็นการเติบโตที่กระจายตัวดีใน 4 จาก 5 ปัจจัยย่อย ทั้งด้านผลิตภาพ ตลาดแรงงาน ตลาดการเงิน และด้านการบริหารจัดการ แต่จุดที่ต้องให้ความสำคัญคือ ปัจจัยย่อยสุดท้ายในเรื่องของ “ค่านิยมและทัศนคติ” ที่กลับร่วงลงไป 3 อันดับ จากการที่ผู้บริหารชาวไทยมีความเชื่อมั่นลดลงใน 2 ตัวชี้วัดหลัก คือ ความสามารถในการยืดหยุ่นและปรับตัวของภาคธุรกิจ (Flexibility and Adaptability) ที่มองว่าตนเองปรับตัวได้ช้าลงกว่าปีก่อน และมุมมองต่อโลกาภิวัตน์ (Attitude towards Globalization) ที่ลดต่ำลงเล็กน้อย ซึ่งทางศูนย์วิเคราะห์ว่าเป็นผลกระทบสืบเนื่องโดยตรงจากแรงกดดันด้านภูมิรัฐศาสตร์โลกและความขัดแย้งทางเศรษฐกิจที่รุนแรงขึ้นในช่วงรอบปีที่ผ่านมา ส่งผลให้ภาคธุรกิจเกิดความกังวลและมีความเชื่อมั่นที่ลดน้อยลง

ขณะที่ปัจจัยด้านประสิทธิภาพของภาครัฐของประเทศไทยยังคงหยุดนิ่งไม่มีการเปลี่ยนแปลง โดยครองอันดับที่ 32 เท่ากับปีก่อนหน้า ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความจำเป็นในการปฏิรูปกฎระเบียบและกระบวนการทำงานของภาครัฐให้มีความรวดเร็วและโปร่งใสมากยิ่งขึ้น

ประสิทธิภาพของภาครัฐ (Government Efficiency) แม้ภาพรวมในมิตินี้อันดับของไทยจะคงที่เดิมจากปีก่อน แต่เมื่อแยกดูในระดับปัจจัยย่อยพบว่าทำผลงานได้ดีขึ้นเล็กน้อย โดยเฉพาะด้านการคลังภาครัฐและนโยบายภาษี ซึ่งเป็นผลสะท้อนมาจากผลสำรวจความเชื่อมั่นของผู้บริหารต่อทิศทางนโยบายทั้งสองด้านที่ปรับตัวดีขึ้น เช่นเดียวกับด้านกรอบการบริหารภาครัฐที่มีแนวโน้มดีขึ้นจากผลสำรวจเช่นกัน แต่จากการวิเคราะห์ของ TMA มองว่า ไทยยังมีบางตัวชี้วัดที่จำเป็นต้องเร่งดำเนินการและปรับปรุงเพิ่มเติมอย่างจริงจัง ได้แก่ ด้านความโปร่งใส ด้านการทุจริตคอร์รัปชั่น และประสิทธิภาพการบังคับใช้กฎหมาย ส่วนด้านกฎระเบียบทางธุรกิจอันดับขยับขึ้นมา 3 อันดับ สาเหตุสำคัญเป็นเพราะ IMD ได้นำเกณฑ์ใหม่อย่าง Business Ready (B-Ready) ของธนาคารโลกมาใช้ในการประเมินแทน Doing Business ตัวเดิม ซึ่งข้อมูลที่ไทยได้รับในส่วนของการจดทะเบียนธุรกิจ (Business Registration) มีพัฒนาการที่ดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ นอกจากนี้ ในด้านกรอบการบริหารสังคมก็ปรับตัวดีขึ้นเช่นกัน โดยมีตัวแปรหนุนสำคัญจากการลดลงของปัญหาความเหลื่อมล้ำ (Gini Coefficient) และสัดส่วนการกระจายรายได้ในกลุ่มประชากร 40% ล่างที่ทำคะแนนได้ดีขึ้น

อย่างไรก็ตาม ปัจจัยด้านสมรรถนะทางเศรษฐกิจ (Economic Performance) ของประเทศไทยกลับร่วงลงไป 2 อันดับ จากอันดับที่ 8 ลงมาอยู่ที่อันดับที่ 10 ของโลก แม้จะยังคงเกาะกลุ่มท็อป 10 ได้ แต่ก็สะท้อนถึงสัญญาณเตือนภัยบางประการทางเศรษฐกิจ

สมรรถนะทางเศรษฐกิจ (Economic Performance) ตกลงมา 2 อันดับ สาเหตุสำคัญประเด็นแรกมาจากอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ หรือ GDP ของไทยเมื่อปีที่ผ่านมาขยายตัวค่อนข้างต่ำอยู่ที่ประมาณ 2.4% ซึ่งเมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้านในอาเซียน ไม่ว่าจะเป็นเวียดนาม มาเลเซีย อินโดนีเซีย หรือฟิลิปปินส์ ที่เติบโตอย่างร้อนแรงในระดับ 4-8% ก็ทำให้คะแนนเปรียบเทียบในส่วนนี้ของไทยทำได้ไม่ค่อยดีนัก ประกอบกับอีกส่วนหนึ่งคือ อัตราการเติบโตของการส่งออกภาคบริการในปี 2565 เริ่มส่งสัญญาณปรับตัวลดลงและกลับเข้าสู่สภาวะปกติที่ควรจะเป็น แต่ไทยยังมีปัจจัยย่อยที่ทำผลงานได้ดีเยี่ยมมาโดยตลอดคอยช่วยพยุงไว้ นั่นคือปัจจัยด้านแรงงานและค่าจ้าง รวมถึงปัจจัยด้านราคาอย่างอัตราเงินเฟ้อและค่าครองชีพพื้นฐานของไทยที่ยังอยู่ในระดับที่ต่ำและเอื้อต่อการแข่งขัน ส่งผลให้อันดับสมรรถนะทางเศรษฐกิจของประเทศไทยยังสามารถประคองตัวอยู่ในกลุ่มท็อป 10 ของโลก จากการจัดอันดับทั้งหมด 70 เขตเศรษฐกิจในปีนี้

โครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure) ในภาพรวมขยับดี ตัวแปรที่สร้างแรงส่งได้มากที่สุดคือ โครงสร้างพื้นฐานขั้นพื้นฐาน (Basic Infrastructure) ที่พุ่งขึ้นถึง 5 อันดับ ตามมาด้วยด้านสุขภาพและสิ่งแวดล้อม รวมถึงด้านการศึกษาที่ขยับขึ้นด้านละ 2 อันดับ ซึ่งสะท้อนผ่านตัวแปรเชิงสถิติที่ประเทศไทยมีพัฒนาการที่ดีขึ้นตามลำดับ แต่ประเด็นสำคัญของการจัดอันดับปีนี้และสร้างความท้าทายให้ไทยอย่างมาก คือปัจจัยย่อยด้านเทคโนโลยี เนื่องจากปีนี้ IMD มีการปรับปรุงตัวชี้วัดครั้งใหญ่ โดยเพิ่มและมุ่งเน้นการวัดผลเรื่องศักยภาพของปัญญาประดิษฐ์ (AI) กับความสามารถในการแข่งขันของประเทศโดยเฉพาะ ซึ่งประเทศไทยยังทำคะแนนและเตรียมความพร้อมในส่วนของโครงสร้างพื้นฐานเพื่อรองรับเทคโนโลยี AI ได้ไม่ดีนัก ส่งผลให้อันดับเฉพาะในด้านเทคโนโลยีดิ่งร่วงลงไปถึง 7 อันดับในปีนี้

ความท้าทายของประเทศ:ตัวชี้วัด AI และหลักนิติธรรม

การจัดอันดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทย (World Competitiveness Ranking) ประจำปีนี้มีการปรับอันดับโดยรวมดีขึ้น แต่ยังมีประเด็นท้าทายสำคัญในหลายด้าน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเปลี่ยนแปลงตัวชี้วัดไปสู่ยุค AI และความสำคัญที่เพิ่มขึ้นของหลักนิติธรรม (Rule of Law)

ประเด็นที่น่ากังวลสำหรับไทย ได้แก่ ความสามารถด้าน AI (AI Capabilities), หลักนิติธรรม (Rule of Law) ซึ่งได้คะแนน 5.3/10 และอันดับที่ 57, และผลิตภาพโดยรวม (Overall Productivity) ซึ่งอยู่ที่อันดับ 58

สำหรับการจัดอันดับความสามารถในการแข่งขัน ในปี 2569 มีตัวชี้วัดที่ใช้ในการจัดอันดับอันดับขีดความสามารถของทั้งหมด 70 เขตเศรษฐกิจทั่วโลก รวมทั้งสิ้น 342 ตัวชี้วัด แบ่งเป็นตัวชี้วัดจากข้อมูลเชิงประจักษ์จำนวน 172 ตัวชี้วัด ตัวชี้วัดจากการสำรวจความเห็นของผู้บริหารจำนวน 92 ตัวชี้วัด และตัวชี้วัดที่ไม่ได้นำมาใช้ในการจัดอันดับ อีก 78 ตัวชี้วัด

ตัวชี้วัด (indicators) ที่IMD WCC ปรับปรุงปรับรายละเอียด 11 ตัวชี้วัด ประกอบด้วย การนำตัวชี้วัดที่เป็นเพียง Background Data และไม่ได้ใช้ในการจัดอันดับให้เข้ามาอยู่ในการจัดอันดับ ได้แก่ Apartment rent และการเปลี่ยนนิยามหรือแหล่งของข้อมูล เช่น ตัวชี้วัด Start-ups days จากจำนวนวันที่ใช้ในกระบวนการจดทะเบียนธุรกิจตามแบบสำรวจ Doing Business ของธนาคารโลก มาเป็นจำนวนวันโดยเฉลี่ยที่ใช้ในการได้มาซึ่งใบอนุญาตในการประกอบธุรกิจตามแบบสำรวจ Business Ready ของธนาคารโลก หรือการเปลี่ยนรูปแบบและขอบเขตของตัวชี้วัด เช่น ตัวชี้วัด Remuneration of management เป็น Remuneration in high skilled professions โดยขยายขอบเขตจากเดิมที่พิจารณาผู้บริหารและแรงงานทักษะสูงเพียงบางกลุ่ม มาเป็นครอบคลุมค่าเฉลี่ยของแรงงานทักษะสูงทั้งหมด

ทั้งนี้ ยังมีประเด็นสำคัญของการเปลี่ยนแปลงที่สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของการพัฒนาด้านปัญญาประดิษฐ์หรือ AI ที่มีต่อความสามารถในการแข่งขัน เพื่อประเมินว่าแต่ละเขตเศรษฐกิจมีความพร้อมและความสามารถในการนำเทคโนโลยี AI มาเพิ่มประสิทธิภาพอย่างไร โดย IMD มีการปรับตัวชี้วัดให้มุ่งเน้นเจาะจงด้าน AI ถึง 8 ตัวชี้วัดจาก 11 ตัวชี้วัด รวมถึงตัวชี้วัดเดิมที่มีในปีก่อนหน้าอีก 1 ตัวชี้วัด คือ AI-related patent publications ทำให้มีตัวชี้วัดที่เกี่ยวกับ AI รวม 9 ตัวชี้วัดในปี 2569

  • จากมาตรการจูงใจในการลงทุนทั่วไป (Investment Incentive in general) ถูกเปลี่ยนเป็น มาตรการจูงใจในการลงทุนสำหรับ AI โดยเฉพาะ

  • จากการใช้เครื่องมือดิจิทัล (Digital Tool and Technology) ถูกยกระดับเป็น การประยุกต์ใช้ AI ในองค์กร (AI Adoption)

  • จากเรื่อง Big Data and Analytics ถูกเปลี่ยนมาวัดความรู้ความเข้าใจเชิงลึกอย่าง ความสามารถขององค์กรในการจัดการอคติในอัลกอริทึมของ AI (Bias in AI Algorithm)

  • จากภาพรวม Digital Transformation ถูกเปลี่ยนมาวัด ความไว้วางใจของประชาชนที่มีต่อ AI (Trust in AI)

  • จากเทคโนโลยีการสื่อสาร (Communication Technology) เปลี่ยนเป็น การเข้าถึงและใช้ประโยชน์จาก AI ของภาคสังคม

  • จากทักษะดิจิทัล (Digital Skill) เปลี่ยนเป็น ทักษะด้าน AI (AI Skill)

  • จาก Application of Tech เปลี่ยนเป็น การปฏิบัติตามกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับ AI (Compliance with Relevant AI Law)

  • จากเงินทุนพัฒนาเทคโนโลยี (Funding for Tech Development) เปลี่ยนเป็น การลงทุนใน AI (Investment in AI)

1. การ Shift อย่างสิ้นเชิงจาก “Digital” สู่ “AI”

ก่อนหน้านี้ IMD จะมุ่งเน้นการวัดผลความแข็งแกร่งทางด้านดิจิทัลของประเทศ (Digital Infrastructure/Transformation) เป็นหลัก แต่ปีนี้ทางสถาบันได้ตัดสินใจเปลี่ยนตัวชี้วัด (Indicators) หลายตัวให้พุ่งเป้าไปที่ ปัญญาประดิษฐ์ (AI) อย่างชัดเจนและมีรายละเอียดที่ลึกขึ้นมาก ตัวอย่างความเปลี่ยนแปลงที่เห็นได้ชัด

“การปรับเปลี่ยนครั้งนี้ถือเป็น การ Shift อย่างสิ้นเชิงจาก “Digital” สู่ “AI” ของ IMD จากวัดความแข็งแกร่งทางด้านดิจิทัลของประเทศ มาเป็นตัวชี้วัด (Indicators) หลายตัวให้พุ่งไปที่ ปัญญาประดิษฐ์ (AI)” นายธีรนันท์กล่าว

นายธีรนันท์ให้ความเห็นว่า การปรับเกณฑ์ชี้วัดด้าน AI ถือเป็นความท้าทายครั้งใหญ่ของประเทศไทย เนื่องจากระดับการตื่นตัวและการนำเทคโนโลยี AI มาประยุกต์ใช้ในโครงสร้างพื้นฐานของทั้งภาครัฐและภาคเอกชนไทยในปัจจุบันยังคงจำกัดและอยู่ในระดับที่ไม่สูงมากนัก

ปัจจุบันประเทศไทยยังคงเผชิญปัญหาการขาดแคลนบุคลากรที่มีทักษะสูง โดยเฉพาะทักษะด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และดิจิทัล ซึ่งส่งผลต่อความยืดหยุ่น (Flexibility) และความสามารถในการปรับตัว (Adaptability) ของแรงงานไทยในการก้าวเข้าสู่ยุคปัญญาประดิษฐ์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

หากโครงสร้างพื้นฐานทางเทคโนโลยีและทักษะของประชากรไทยยังไม่ได้รับการพัฒนาเพื่อรองรับ AI อย่างทันท่วงที ในระยะยาว 2-3 ปีข้างหน้า เมื่อเทคโนโลยีนี้ส่งผลกระทับอย่างเต็มรูปแบบ อาจนำไปสู่ภาวะการลดลงของการจ้างงานและเกิดกลุ่มแรงงานตกค้างที่ไม่สามารถปรับตัวได้

2.ความเชื่อมั่นในหลักนิติธรรม (Rule of Law) และสถาบัน ท่ามกลางโลกที่แตกแยก

ประเด็นต่อมาที่ IMD หยิบยกมาเน้นย้ำเป็นพิเศษในปีนี้คือเรื่อง หลักนิติธรรม (Rule of Law) แม้ว่าตัวชี้วัดนี้จะอยู่ในการจัดอันดับมานาน แต่ในปัจจุบัน IMD ได้ให้ความสำคัญเป็นกรณีพิเศษ โดยนายธีรนันท์อธิบายว่า Rule of Law ในมุมมองของการแข่งขันหมายถึง “ความสามารถในการคาดการณ์ได้ (Predictability) ของกระบวนการยุติธรรม” กล่าวคือ เมื่อประเทศมีการเขียนกฎหมายอะไรลงไปแล้ว ประชาชนและนักลงทุนต้องมีความเชื่อมั่นว่ากฎหมายนั้นจะถูกบังคับใช้อย่างเหมาะสม เท่าเทียม และไม่บิดเบี้ยว

สอดคล้องกับถ้อยแถลงของ Professor Arturo ผู้อำนวยการศูนย์ World Competitiveness Center ของ IMD ที่ได้ให้ข้อสังเกตไว้ว่า ท่ามกลางสภาวะโลกในปัจจุบันที่เป็น “Fragmented World” หรือโลกที่มีการแตกกระจายของขั้วอำนาจต่างๆ จนนำมาซึ่งความวุ่นวายและผันผวนทางเศรษฐกิจ สิ่งที่โลกกำลังให้คุณค่าและเริ่ม Shift มาให้ความสำคัญอย่างรุนแรงในเวลานี้ก็คือ ความน่าเชื่อถือและความมั่นคงเชิงสถาบัน (Institutional Credibility) ซึ่งหากประเทศใดขาดเสถียรภาพและหลักนิติธรรมที่เข้มแข็ง ก็จะสูญเสียความสามารถในการแข่งขันในเวทีโลกไปอย่างง่ายดาย

การประเมินหลักนิติธรรม (Rule of Law)ตาม Professor Arturo ไม่ใช่เพียงแค่การตรวจสอบว่าประเทศนั้นมีตัวบทกฎหมายบัญญัติไว้หรือไม่ แต่ IMD จะมุ่งเน้นไปที่กระบวนการบังคับใช้กฎหมาย (Enforcement) ว่ามีความเข้มแข็ง ปฏิบัติอย่างเท่าเทียม และไม่บิดเบี้ยวหรือไม่ อีกทั้งระบบความยุติธรรมต้องมีความเป็นอิสระและมีกลไกการตรวจสอบและถ่วงดุล (Check and Balance) ที่เหมาะสม ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อประเทศได้ไปทำข้อตกลงหรือพันธกรณีระหว่างประเทศ (International Commitments) กฎเกณฑ์และสนธิสัญญาเหล่านั้นจะต้องได้รับการเคารพและปฏิบัติตามอย่างต่อเนื่อง (Follow up & Follow through) ไม่ใช่เป็นเพียงข้อตกลงลอย ๆ เพื่อสร้างความมั่นใจสูงสุดให้แก่ภาคธุรกิจ

นอกจากนี้ กลไกที่จะสร้างความเชื่อมั่นและการปกป้องสิทธิ์ของภาคธุรกิจ (Institutional Protection of Business Confidence) ต้องตั้งอยู่บนฐานของกฎระเบียบที่โปร่งใส มีการสื่อสารจากภาครัฐอย่างสม่ำเสมอ (Transparency & Communication) เพื่อให้สังคมเข้าใจถึงที่มาที่ไปและแนวทางการใช้กฎเกณฑ์ต่าง ๆ อย่างชัดเจน ยิ่งไปกว่านั้น การเปิดโอกาสให้ภาคส่วนต่าง ๆ มีส่วนร่วมทางสังคมในการร่างหรือปรับปรุงกฎหมาย (Social Participation) และมีการทบทวนกฎเกณฑ์อย่างโปร่งใส จะเป็นปัจจัยสำคัญที่สร้างความไว้วางใจ (Trust) ให้เกิดขึ้นระหว่างหน่วยธุรกิจ สังคม และระบบนิติธรรมของประเทศ ซึ่งประเด็นเหล่านี้มีแนวโน้มสูงที่จะถูกนำมาใช้วัดผลคะแนนอย่างเป็นรูปธรรมมากขึ้นในอนาคต

เมื่อนำกรอบแนวคิดข้างต้นมาเปรียบเทียบเป็นตัวเลขจากคะแนนเต็ม 10 คะแนน ประเทศอันดับ 1 อย่างสิงคโปร์ ได้คะแนนเฉลี่ยด้านนี้สูงถึงประมาณ 8 คะแนน และมีดัชนี Rule of Law สูงถึง 81%ขณะที่ประเทศไทยมีดัชนี Rule of Law โดยรวมอยู่ที่เพียง 5.3 คะแนน และหากเทียบในกลุ่ม 70 ประเทศ อันดับด้านหลักนิติธรรมของไทยร่วงไปอยู่ที่อันดับ 57 ซึ่งถือเป็นจุดเปราะบาง (Concern) ที่น่ากังวลอย่างยิ่ง สอดคล้องกับผลสำรวจในมุมมองของนักธุรกิจที่ระบุว่า ความโปร่งใสของนโยบายรัฐ (Transparency) ของไทยอยู่อันดับที่ 51 และปัญหาการติดสินบนและการทุจริตคอร์รัปชั่น (Bribery and Corruption) ยังคงฝังรากลึกและดำรงอยู่สูง ส่งผลให้ไทยได้คะแนนในส่วนนี้ค่อนข้างต่ำ

อีกหนึ่งประเด็นที่น่าสนใจคือ ความสามารถในการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว (Adaptability) ในโลกยุคใหม่ที่ต้องปรับโครงสร้างประเทศเพื่อรองรับทั้งเทคโนโลยีและภูมิรัฐศาสตร์ ประเทศในกลุ่มผู้นำของอันดับมีระดับการปรับตัวของนโยบายรัฐ (Adaptability of Government Policy) สูงมาก แต่ของประเทศไทยกลับได้คะแนนในส่วนนี้เพียง 4.33 คะแนน ซึ่งอยู่ในเกณฑ์ที่ต่ำ สวนทางกับคะแนนความยืดหยุ่นของภาคธุรกิจ (Flexibility and Adaptability) ของไทยที่ได้สูงถึงประมาณ 6.7 – 7 คะแนน ช่องว่าง (Gap) ตรงนี้สะท้อนชัดเจนว่า ภาคเอกชนไทยมีความสามารถในการต่อสู้ ดิ้นรน และปรับตัวฝ่าฟันอุปสรรคได้ดีด้วยตัวเองในระดับที่ใช้ได้ แต่ในทางกลับกัน นโยบายและการเคลื่อนตัวของภาครัฐไทยยังคงเป็นไปอย่างล่าช้าและไม่ทันต่อสถานการณ์โลก

เมื่อพิจารณาในหมวดกฎหมายเศรษฐกิจและระเบียบข้อบังคับทางธุรกิจ (Business Legislation) แม้อันดับภาพรวมจะดูดีขึ้นจากการปรับเกณฑ์ประเมินใหม่ แต่ผลสำรวจความคิดเห็นกลับระบุว่า มีตัวชี้วัดหลายตัวที่ลดลงอย่างน่าวิตก เช่น แนวโน้มการปกป้องทางการค้า (Protectionism) ตลาดทุน (Capital Markets) กฎระเบียบแรงงาน (Labor Regulation) และการจัดตั้งบริษัท (Creation of Firms) นอกจากนี้ ในด้านค่านิยมและทัศนคติ (Attitudes and Values) ภาคธุรกิจไทยยังมีมุมมองต่อกระแสโลกาภิวัตน์ (Attitude towards Globalization) ที่ลดลง ซึ่งแสดงว่าองค์กรไทยยังขาดความพร้อมหรือความเชื่อมั่นในการขยายตัวออกไปจับกระแสในต่างประเทศ รวมถึงภาพลักษณ์และแบรนด์โดยรวมของประเทศ (National Branding) ก็มีอันดับที่ลดลงเช่นกัน

ในภาพรวม แม้ดัชนีความสามารถในการแข่งขันของไทยปี 2569 จะขยับตัวสูงขึ้นเป็นอันดับที่ 26 แต่เมื่อพิจารณาจากเกณฑ์ประเมินทั้งหมด 70 ประเทศ ซึ่งมีค่ากลางอยู่ที่อันดับ 35 จะพบว่ากลุ่มดัชนีสำคัญของไทย ทั้งด้านโครงสร้างเทคโนโลยี (อันดับ 39) โครงสร้างวิทยาศาสตร์ (อันดับ 37) ด้านการศึกษา (อันดับ 52) และด้านสุขภาพและสิ่งแวดล้อม (อันดับ 56) แม้บางตัวจะขยับขึ้นมาบ้างแต่ก็ยังคง “อยู่ต่ำกว่าเส้นค่ากลาง” ทั้งสิ้น จึงเป็นความท้าทายของประเทศไทย

เปรียบเทียบไทย VS เวียดนาม ที่มาแรง

ความน่าสนใจสูงสุดในระดับภูมิภาคสำหรับการจัดอันดับปีนี้ คือผลงานของประเทศเวียดนามในการเข้าร่วมจัดอันดับเป็นปีแรก โดยเวียดนามสามารถทำคะแนนและคว้าอันดับที่ 27 ของโลกมาครอง ซึ่งตามหลังประเทศไทยที่อยู่อันดับ 26 เพียงอันดับเดียวเท่านั้น

เมื่อเปรียบเทียบเชิงลึกระหว่างไทยกับเวียดนาม ในมิติสมรรถนะทางเศรษฐกิจ ภาพรวมตัวเลขของไทยยังคงดีกว่าเวียดนามอยู่ 9 อันดับ (ไทยอันดับ 10 เวียดนามอันดับ 19) แต่เวียดนามมีข้อได้เปรียบอย่างเด่นชัดในเรื่องของอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจที่สูงและมีเสถียรภาพ การส่งออกที่โตกว่าไทยอย่างเห็นได้ชัด รวมถึงการดึงดูดเม็ดเงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ที่มีความน่าสนใจและเป็นเป้าหมายหลักของกลุ่มทุนเทคโนโลยี

ขณะที่ด้านประสิทธิภาพภาครัฐ เวียดนามทำคะแนนแซงหน้าดีกว่าไทยไป 6 อันดับ ส่วนด้านประสิทธิภาพภาคธุรกิจ ไทยอยู่ที่อันดับ 21 ขณะที่เวียดนามนำไปอยู่ที่อันดับ 19 และด้านโครงสร้างพื้นฐาน ถือว่าใกล้เคียงกันมากที่อันดับ 45 ต่อ 46 ทั้งนี้

แม้ปัจจัยด้านประสิทธิภาพภาคธุรกิจและโครงสร้างพื้นฐานของไทยจะขยับขึ้นมาเล็กน้อย แต่ข้อสังเกตที่ศูนย์วิเคราะห์ของ TMA ส่งสัญญาณอย่างจริงจัง คือ กลุ่มปัจจัยย่อยด้านกฎระเบียบทางเศรษฐกิจ ด้านค่านิยมและทัศนคติ รวมถึงโครงสร้างด้านเทคโนโลยีของประเทศไทย ที่เริ่มฉายแววและแสดงสัญญาณของความถดถอยในภาพรวมอย่างเห็นได้ชัด

สิ่งสำคัญที่ผู้บริหารและนักลงทุนต่างชาติสะท้อนผ่านผลสำรวจคือ คนเวียดนามมีความกระตือรือร้น มีทัศนคติเชิงบวก (Positive Attitude) และมีความพยายามในการปรับปรุงและพัฒนาตัวเองที่สูงมาก ซึ่งเป็นแรงผลักดันสำคัญต่อผลลัพธ์การทำงานและผลิตภาพของประเทศ

อย่างไรก็ดี เวียดนามเองก็ยังมีข้อจำกัดและจุดท้าทายในด้านโครงสร้างพื้นฐานทางกายภาพ เช่น ปัญหาการจราจร ต้นทุนการขนส่ง ปัญหาฝุ่นละออง และการพึ่งพาพลังงานจากถ่านหินและเชื้อเพลิงฟอสซิลในปริมาณสูง ซึ่งส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืน

ศักยภาพและกรอบนโยบายเชิงรุกของเวียดนามในด้านพลังงาน เช่น ความรวดเร็วในการตัดสินใจเกี่ยวกับเทคโนโลยีนิวเคลียร์และการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด อาจกลายเป็นปัจจัยดึงดูดที่สำคัญในอนาคตอันใกล้ และเป็นสิ่งสำคัญที่ประเทศไทยไม่อาจละเลยหรือนิ่งนอนใจได้

อย่างไรก็ตาม นายธีรนันท์กล่าววา ในมุมมองของนักวิเคราะห์และการพิจารณา Ranking ของเวียดนามในปีแรกนี้ จำเป็นต้องมีข้อควรระวัง (Caution) สำหรับนักลงทุนและผู้กำหนดนโยบาย เนื่องจากก่อนหน้านี้ IMD ไม่ได้นำเวียดนามเข้ามาร่วมจัดอันดับ เพราะมองว่าฐานข้อมูลและตัวเลขเชิงสถิติต่าง ๆ ยังไม่มีความน่าเชื่อถือเพียงพอ แม้ปีนี้จะเริ่มยอมรับและนำดัชนีหลายตัวมาใช้ แต่ก็ยังมีดัชนีอีกเป็นจำนวนมากที่ยังขึ้นสถานะเป็น “N/A” (No Data Available) คือ สถาบัน IMD รับทราบข้อมูลแต่ยังไม่เลือกนำมาคำนวณเพราะอยู่ในกระบวนการตรวจสอบความถูกต้อง (Validate)

ประเด็นสำคัญที่สร้างความกังวลให้แก่นักลงทุน คือระบบภาษี (Taxation) ของเวียดนาม รวมถึงการจัดเก็บภาษี (Collective Tax) ที่ยังไม่ได้รับการพัฒนาจนเข้าสู่มาตรฐานสากล ซึ่งดัชนีเหล่านี้รวมถึงความเหลื่อมล้ำทางรายได้ (Inequality) และงบประมาณด้านการศึกษาและการวิจัย (R&D) จะต้องรอการตรวจสอบความถูกต้องในอนาคต ทำให้เป็นไปได้สูงว่าอันดับของเวียดนามอาจมีแนวโน้มความผันผวน ปรับตัวขึ้นหรือลงมากกว่านี้อย่างค่อนข้างเยอะในรอบปีถัด ๆ ไปเมื่อตัวชี้วัดเหล่านี้ถูกนับรวมเข้ามาคำนวณครบลูป

หากเปรียบเทียบหมวด สมรรถนะทางเศรษฐกิจ (Economic Performance) ในมิติที่เวียดนามทำผลงานเด่นชัดกว่าไทย จะพบตัวแปรเชิงโครงสร้างที่ต้องให้ความสำคัญ โดยเฉพาะเศรษฐกิจภายนอก (External Indicators) เวียดนามมีความได้เปรียบสูงในด้านอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ (GDP Growth) ที่เติบโตอย่างร้อนแรง และภาคการส่งออก (Export) ที่ขยายตัวได้ดี รวมถึงสัดส่วนมูลค่าการค้าต่อจีดีพี (Trade to GDP)

ในด้าน ประสิทธิภาพของภาครัฐ (Government Efficiency) ผลสำรวจความคิดเห็นของผู้บริหาร (Survey) สะท้อนว่า เวียดนามมีความสามัคคีและเสถียรภาพทางสังคมสูง (Social Cohesion) ภายในประเทศไม่มีความวุ่นวาย มีกฎระเบียบแรงงานที่ยืดหยุ่นและสนับสนุนการทำธุรกิจ (Labor Regulation) และที่น่ากังวลที่สุดสำหรับไทยคือ ความสามารถในการปรับตัวของรัฐบาล โดยผู้บริหารมองว่ารัฐบาลเวียดนามมีการปรับเปลี่ยนนโยบายได้รวดเร็วทันโลก (Adaptability of Government Policy) รั้งอยู่อันดับ 8 ของโลก ในขณะที่รัฐบาลไทยเคลื่อนตัวช้าจนหล่นไปอยู่อันดับที่ 43 ของโลก

ในหมวด ประสิทธิภาพของภาคธุรกิจ (Business Efficiency) และ โครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure) ภาคเอกชนและบุคลากรของเวียดนามมีความโดดเด่นอย่างมาก โดยผลสำรวจระบุว่าผู้ประกอบการเวียดนามมี “จิตวิญญาณความเป็นเจ้าของกิจการ” (Entrepreneurship) ดิ้นรนต่อสู้สูง มีการมุ่งเน้นสร้างความพึงพอใจให้ลูกค้า และองค์กรธุรกิจให้ความสำคัญอย่างมากกับการฝึกอบรมพัฒนาพนักงาน โดยอยู่ในอันดับ 5 ของโลก

ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อมองไปที่โครงสร้างพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เวียดนามเหนือกว่าไทยอย่างเด่นชัด โดยมีสัดส่วนการส่งออกสินค้าไฮเทค (High-tech Exports) ที่สูง มีคะแนนประเมินทักษะด้าน AI (AI Skills) อยู่ในอันดับที่ 11 ของโลก (ในขณะที่ไทยอยู่อันดับ 38) และผลคะแนนทดสอบระดับนานาชาติอย่าง PISA Score ซึ่งสะท้อนศักยภาพทางวิทยาศาสตร์ (Scientific Capability) ของเด็กเวียดนาม พุ่งทะยานไปอยู่อันดับ 10 ของโลก ทิ้งห่างประเทศไทยที่จมอยู่อันดับ 48

จุดเด่นที่ประเทศไทยยังคงทำผลงานได้ดีกว่าเวียดนาม ในมิติสมรรถนะทางเศรษฐกิจ ประเทศไทยยังมีจุดแข็งที่ชัดเจนในเรื่องระบบตลาดแรงงาน โดยเฉพาะอัตราการว่างงาน และอัตราการว่างงานระยะยาว ที่ต่ำมาก สะท้อนว่าตลาดแรงงานของไทยยังคงมีความแข็งแกร่งและประชากรมีงานทำในระดับที่ใช้ได้ นอกจากนี้ ตัวแปรที่สร้างข้อได้เปรียบห่างจากเวียดนามอย่างมหาศาล คือ รายได้จากการท่องเที่ยว (Tourism Receipts) ซึ่งประเทศไทยยังมีศักยภาพในการดึงดูดเม็ดเงินต่างชาติในส่วนนี้ได้สูงกว่าอย่างเห็นได้ชัด แม้ว่าในอนาคตจะต้องเฝ้าระวังตัวเลขของเวียดนามที่น่าจะขยับตัวขึ้นมาอย่างรวดเร็วก็ตาม

สำหรับด้านประสิทธิภาพภาครัฐและประสิทธิภาพภาคธุรกิจ ประเทศไทยมีการพัฒนาระบบกฎหมายและกรอบข้อบังคับทางธุรกิจมาเป็นระยะเวลานาน (Legal & Regulatory Framework) ทำให้โครงสร้างกฎเกณฑ์มีระบบระเบียบในระดับที่ใช้ได้ มีต้นทุนค่าชดเชยการเลิกจ้าง (Redundancy Costs) ที่ต่ำกว่า และมีอัตราภาษีเพื่อการบริโภค (Consumption Tax Rate) หรือ VAT ที่ไม่สูงเกินไปนัก นอกจากนี้ ข้อมูลเชิงสถิติยังระบุว่า ประชากรไทยมีรายได้ส่วนบุคคลที่หักภาษีแล้วหรือรายได้ที่จับจ่ายใช้สอยได้จริง (Disposable Income) สูงกว่าประชากรเวียดนาม เนื่องจากรายได้ต่อหัว (GDP per capita) ของเวียดนามยังคงต่ำกว่าไทยประมาณ 40-50% จากฐานประชากรที่หนาแน่นกว่ามาก ขณะที่ระบบการเงินและการธนาคาร (Finance & Banking) ของไทยก็มีการพัฒนาที่ก้าวหน้าและเอื้อให้ภาคธุรกิจเข้าถึงแหล่งเงินทุนและการกู้ยืมได้ง่ายกว่าเวียดนามอย่างชัดเจน

ในมิติของโครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure) ประเทศไทยยังมีจุดแข็งทางกายภาพที่เหนือกว่าเวียดนามมาก ทั้งในแง่ระบบโทรคมนาคม (Telecommunications) โครงสร้างประชากรในวัยพึ่งพิง (Dependency Ratio) และความเร็วรวมถึงความกว้างของสัญญาณอินเทอร์เน็ต (Internet Bandwidth) แต่ประเด็นที่ศูนย์วิเคราะห์ของ TMA มีความกังวลและถือเป็น “ปัญหาเร่งด่วนระดับวิกฤต” คือ ผลิตภาพรวมของประเทศ (Overall Productivity) ซึ่งปัจจุบันไทยอยู่อันดับที่ 58 และผลิตภาพแรงงาน (Labor Productivity) อยู่อันดับที่ 56 แม้ยังดีกว่าเวียดนามอยู่เล็กน้อย (เวียดนามอยู่อันดับ 64) แต่เมื่อนำไปเปรียบเทียบกับประเทศคู่เทียบใกล้ตัวอย่าง มาเลเซีย จะพบว่าไทยตามหลังมาก โดยผลิตภาพภาคเกษตรของมาเลเซียสูงกว่าไทยเกือบ 5 เท่า ผลิตภาพภาคอุตสาหกรรมสูงกว่า 1 เท่าตัว และภาคบริการสูงกว่าไทยประมาณ 50%

สิ่งที่น่าเป็นห่วงถัดมาคือเรื่อง ค่านิยมและทัศนคติ (Attitude and Values) ผลการจัดอันดับปีนี้ชี้ชัดว่า ดัชนีทัศนคติของฝั่งไทยลดลงไปพอสมควร ในการสำรวจเปรียบเทียบพบว่า เหล่าผู้บริหารและบุคลากรของเวียดนามมีมุมมองต่อทิศทางและอนาคตของประเทศตัวเองในเชิงบวก (Positive Perception) มากกว่าคนไทยอย่างเห็นได้ชัด ในขณะที่ผู้บริหารไทยมีความเชื่อมั่นลดลง ทั้งในเรื่องความยืดหยุ่นในการปรับตัว (Flexibility and Adaptability) และมุมมองการออกไปแสวงหาโอกาสแข่งขันในเวทีการค้าโลก (Attitude towards Globalization) ที่ค่อนข้างจำกัด

บทสรุปและข้อเสนอแนะเพื่ออนาคตเศรษฐกิจไทย

สรุปภาพรวมผลการจัดอันดับในปี 2569 แม้ประเทศไทยจะประสบความสำเร็จในการขยับอันดับขึ้นมาอยู่ที่ 26 ของโลก แต่ก็สถานการณ์รอบตัวกำลังกดดันให้ไทยต้องเร่งปรับปรุงโครงสร้างภายในประเทศอย่างเร่งด่วน ทั้งในมิติเศรษฐกิจ กฎหมาย และกำลังคน

สมาคมการจัดการธุรกิจแห่งประเทศไทย (TMA) และศูนย์วิเคราะห์ฯ ได้สรุป 4 โจทย์ใหญ่ที่ประเทศไทยต้องเร่งดำเนินการแก้ไขอย่างเป็นรูปธรรมทันที

  • ด้านการพัฒนา AI แม้ไทยจะมีคณะกรรมการ AI แห่งชาติ (National AI Committee) แต่การขับเคลื่อนยังล่าช้าและขาดการประชุมอย่างต่อเนื่อง ภาครัฐต้องเลิกกระจายงบประมาณแบบสะเปะสะปะ แล้วถอยกลับไปมองแผนลงทุนหลักเพื่อโฟกัสการพัฒนา AI ในเซกเตอร์ที่สร้างความสามารถในการแข่งขันได้จริง
  • ด้านการยกระดับ Productivity ต้องปรับเปลี่ยนโครงสร้างจากการพึ่งพาเม็ดเงินลงทุนและแรงงานราคาถูก ไปสู่การเพิ่มประสิทธิภาพในภาคเกษตร อุตสาหกรรม และบริการอย่างจริงจัง เพื่อไม่ให้เวียดนามแซงหน้าในดัชนีรายย่อยที่ยังไม่ได้รับการวัดผล
  • ด้านสุขภาพและสิ่งแวดล้อม (Health and Environment) แม้ไทยจะมีศักยภาพทางการแพทย์ที่สูง แต่ปัญหาใหญ่คือ “ความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึง” บริการสาธารณสุขที่มีคุณภาพของประชาชนทั่วไป รวมถึงวิกฤตการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมที่มีแรงกดดันเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ
  • ด้านคุณภาพและทักษะพื้นฐานของคน (Skill Workforce) ต้องเร่งเสริมทักษะภายในภาคธุรกิจ และแก้ปัญหาเรื้อรังด้านระบบการศึกษา โดยเฉพาะทักษะทางภาษา (Language Literacy) ที่คนไทยส่วนใหญ่ยังไม่เข้มแข็งและมีความเหลื่อมล้ำสูง รวมถึงการปรับทัศนคติของเด็กยุคใหม่ที่มองว่าวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเป็นเรื่องยาก ซึ่งจะส่งผลให้ประเทศขาดแคลนวิศวกรและนักวิทยาศาสตร์เก่ง ๆ ในอนาคต

นายธีรนันท์กล่าวว่า ประเด็นที่น่ากังวลที่สุดจากการติดตามผลดัชนีขีดความสามารถในการแข่งขัน (Competitiveness Ranking) ตลอดหลายปีที่ผ่านมา คือ “โจทย์ของประเทศไทยแทบไม่เคยเปลี่ยน” ปัญหาเรื้อรังที่พูดถึงกันซ้ำ ๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องคะแนน PISA ที่ต่ำ ทักษะภาษาอังกฤษที่ไม่เข้มแข็ง หรือผลิตภาพแรงงานที่วิกฤติ ต่างยังคงอยู่จุดเดิม สะท้อนว่า ประเทศไทยกำลังติดในขั้นของการนำแนวคิดไปปฏิบัติจริง (Implementation)

“ผมคิดว่าประเทศไทยมีปัญหาเกี่ยวกับการ implement สำหรับผมแล้ว implementation จะเกิดขึ้นได้ต่อเมื่อมีการสร้างความสอดประสานกัน (alignment) ซึ่ง alignment ต้องเกิดขึ้นทั้งในแต่ละภาคส่วน หมายความว่า รัฐเองควรที่จะแยกให้ออกระหว่าง “เรื่องเร่งด่วน” กับ “เรื่องสำคัญ” ในประเด็นเชิง Policy ” นายธีรนันท์กล่าว

ภาครัฐไทยในปัจจุบัน มักจะ “ผลักเรื่องระยะยาวออกไปก่อน” เพียงเพราะดูเหมือนไม่เร่งด่วน หรือยากเกินกว่าจะทำให้ออกผลได้ในระยะสั้น

หากดูบทเรียนจากประเทศที่มีความสามารถในการแข่งขันสูงระดับโลก สิ่งที่เขาทำคือการสร้าง “Single Message” หรือเป้าหมายชุดเดียวกันที่ชัดเจน เพื่อกระจายและเชื่อมโยงไปยังทุกภาคส่วน (Stakeholders) ให้รับรู้ร่วมกันว่า อะไรคือเป้าหมายระยะสั้นที่ต้องแก้ทันที และอะไรคือเป้าหมายระยะยาวที่ทุกคนต้องมุ่งหน้าไปในทิศทางเดียวกัน

กลไกการทำงานร่วมกันระหว่างรัฐและเอกชนในปัจจุบัน มักจะลงไปที่การจัดตั้งคณะกรรมการชุดใหญ่ที่มีคนนั่งร่วมโต๊ะ 30–40 คน ซึ่งในทางปฏิบัติ เมื่อใดก็ตามที่คณะกรรมการมีขนาดใหญ่เกินไป “ความรับผิดชอบและความเป็นเจ้าของ (Ownership) จะไม่มี”

“คำถามคือ เราจะมีกลไกอย่างไรในการทำงานร่วมกัน ให้เกิดความเป็นเจ้าของ (Ownership) อย่างชัดเจน ทำอย่างไรให้เกิด การสร้างความสอดประสานกัน และเมื่อเกิดประสานกันแล้ว แต่ละเรื่องต้องมีเจ้าของที่ชัดเจน เจ้าของที่อยู่ในระดับต่ำกว่านายกรัฐมนตรี อีกทั้งต้องทำให้ภาครัฐและภาคเอกชนทำงานร่วมกันเพื่อให้เกิดการสอดประสาน” นายธีรนันท์กล่าว

สิ่งที่ประเทศไทยขาดไปอย่างน่าเสียดายคือ “การปักหมุดเป้าหมายในอนาคต” นายธีรนันท์ ยกตัวอย่าง PISA ซึ่งเป็นรับรู้กันดีว่าคะแนนของไทยต่ำ แต่ไทยยังไม่มีแม้กระทั่งการตั้งเป้าหมายของคะแนนนี้ในอีก 5-10 ปีข้างหน้า เเมื่อไม่มีเป้าหมายก็คงทำได้แค่การพัฒนาในสิ่งที่มีอยู่( Incremental Improvement) “ถ้าตอนนี้คะแนนอยู่ที่ระดับ 48ถึง 50 กว่า หากว่าเป้าหมายคือต้องไปอยู่ที่ 25 เราต้องบอกให้ชัดว่า 25 นี้เทียบเท่ากับประเทศไหน และจะเทียบกับประเทศนั้นได้ เราต้องทำอะไรบ้าง ต้องก้าวข้ามอีกกี่ประเทศเพื่อไปถึงจุดนั้น ผมคิดว่าเรื่องพวกนี้สำคัญมาก”

นายธีรนันท์กล่าวว่า TMA พร้อมที่จะเสนอตัวเป็น “ตัวกลาง (Catalyst)” ในการสร้างความเชื่อมโยงและ Alignment นี้ เพราะไม่มีวาระซ่อนเร้น และไม่ได้มีภาพของการเป็นตัวแทนผลประโยชน์ให้กลุ่มทุนใดกลุ่มทุนหนึ่งโดยเฉพาะ

“TMA พร้อมจะเป็นตัวกลาง เราไม่ได้มีวาระ อะไรเป็นพิเศษ และไม่ได้เป็นตัวแทนภาคใดภาคหนึ่งโดยเฉพาะ ” นายธีรนันท์กล่าว

“ขณะเดียวกัน ผมคิดว่ารัฐบาลเองก็ต้องแสดงให้เห็นว่าให้ความสำคัญกับวาระขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศอย่างแท้จริง หรือว่าจะเลือกให้ความสำคัญเฉพาะกับวาระทางการเมืองที่รัฐบาลกำหนดมาแล้ว” นายธีรนันท์กล่าว

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...