“พิพัฒน์” ปักธงปี 72 ไทย “ฮับการบิน” ขนส่งสินค้า-ผู้โดยสาร เร่งพัฒนาไม่ให้ด้อยกว่า “ชางงี”
เมื่อวันที่ 15 มิ.ย. นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.คมนาคม เปิดเผยว่า ได้ลงพื้นที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ (ทสภ.) พร้อมด้วยนายภัทรพงศ์ ภัทรประสิทธิ์ รมช.คมนาคม เพื่อติดตามความพร้อม ความก้าวหน้าในการดำเนินงานของบริษัท วิทยุการบินแห่งประเทศไทย จำกัด (บวท.) และบริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ ทอท. พร้อมหารือถึงแนวทางการพัฒนา และผลักดันประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางการบิน (Aviation Hub) ของภูมิภาค ทั้งการขนส่งสินค้า และผู้โดยสาร โดยตั้งเป้าหมายให้เกิดขึ้นภายในปี 2572
นายพิพัฒน์ กล่าวอีกว่า การเป็นฮับการบิน ไม่ใช่เพียงแค่การพัฒนา และเพิ่มขีดความสามารถในการรองรับผู้โดยสารของ ทสภ. และท่าอากาศยานดอนเมือง (ทดม.) เท่านั้น แต่ยังรวมถึงท่าอากาศยานแห่งอื่นๆ ในต่างจังหวัดด้วย ที่จะเป็นส่วนทำให้ประเทศไทยสามารถเป็นฮับของการเดินทางเชื่อมต่อของภูมิภาคอย่างแท้จริง อย่างไรก็ตามมั่นใจประเทศไทยจะเดินไปสู่เป้าหมายนี้ได้ เพราะประเทศไทยมีภูมิศาสตร์ที่ดี อยู่กึ่งกลางกลุ่มประเทศอาเซียน และอยู่ตรงกลางระหว่างประเทศจีน และอินเดีย ซึ่งเป็นประเทศที่มีประชากรมากที่สุดในโลก โดยเรามุ่งหวังว่าจะพัฒนาศักยภาพให้ไม่ด้อยกว่าท่าอากาศยานชางงี ของประเทศสิงคโปร์
นายพิพัฒน์ กล่าวด้วยว่า ขณะนี้มีหลายโครงการที่ ทอท. กำลังพัฒนา จะช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการรองรับผู้โดยสารให้มากขึ้นได้ อาทิ โครงการก่อสร้างส่วนต่อขยายอาคารผู้โดยสารด้านทิศตะวันออก (East Expansion) ทสภ. จะเร่งดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในปี 2572 ทำให้ ทสภ. รองรับผู้โดยสารได้เพิ่มไม่น้อยกว่า 70 ล้านคนต่อปี จากปัจจุบันรองรับได้ 60 ล้านคนต่อปี และจะพัฒนาอาคารผู้โดยสารด้านทิศใต้ ให้ ทสภ. สามารถรองรับผู้โดยสารได้รวม 120 ล้านคนต่อปี ซึ่งยังไม่นับรวมกับท่าอากาศยานอื่นของประเทศ ที่จะเข้ามาเป็นส่วนสำคัญในการรองรับการเติบโตของอุตสาหกรรมการบิน และเป็นฮับการบินในอนาคต
นายพิพัฒน์ กล่าวด้วยว่า สำหรับเรื่องการขนส่งสินค้า (Cargo) ปัจจุบันปริมาณขนส่งสินค้าที่ ทสภ. เติบโตสูงมาก เพียงแค่ 7 เดือนแรกของปี 2569 มียอดขนส่งสินค้าสูงถึง 1.7 ล้านตัน เท่ากับยอดรวมของปี 2568 คาดว่าสิ้นปี 2569 จะมีปริมาณสินค้าประมาณ 2.3 ล้านตัน อย่างไรก็ตามถึงแม้ปัจจุบันจะได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลาง แต่ภาพรวมการเดินทางอากาศของประเทศไทย ในปีงบประมาณ 2569 ยังมีแนวโน้มเติบโตในอัตราชะลอตัว คาดว่ามีจำนวนเที่ยวบินรวมทั้งประเทศ 9.2 แสนเที่ยวบิน เพิ่มขึ้นจากปี 2568 ประมาณ 1.6%
ด้าน น.ส.ปวีณา จริยฐิติพงศ์ กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ ทอท. กล่าวว่า ขณะนี้ ทอท. ได้เสนอโครงการก่อสร้างส่วนต่อขยายอาคารผู้โดยสารด้านทิศตะวันออก และผลการคัดเลือกเอกชนโครงการให้บริการลานจอดและอุปกรณ์ภาคพื้น การให้บริการผู้โดยสารภาคพื้น และกิจการอื่นๆ ที่เกี่ยวเนื่อง และโครงการให้บริการคลังสินค้า ณ ทสภ. ของผู้ประกอบการรายที่ 3 มายังกระทรวงคมนาคม เพื่อพิจารณาเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) แล้ว คาดว่ากระทรวงคมนาคมจะเสนอโครงการให้บริการลานจอดฯ ไปยัง ครม. ได้ภายใน 2 เดือนจากนี้
ขณะที่แผนแม่บทการพัฒนา ทสภ. (ฉบับปี 2568) ซึ่งมีการพัฒนาอาคารผู้โดยสารด้านทิศใต้ และโครงการพัฒนา ทดม. ระยะ (เฟส) ที่ 3 ยังอยู่ระหว่างการพิจารณาของสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) ซึ่งคาดว่าจะสามารถเสนอกระทรวงคมนาคมพิจารณาได้ในเดือน มิ.ย. 2569 เพื่อเสนอ ครม. ต่อไป
ผู้สื่อข่าวถามถึงเป้าหมายอันดับท่าอากาศยานดีที่สุดในโลกของสกายแทร็กซ์ น.ส.ปวีณา กล่าวว่า ทอท. ได้ยกระดับการให้บริการ โดยในปี 2569 ทสภ. ขยับอันดับดีขึ้นจาก 39 มาอยู่ที่ 36 และหลังจากนี้จะพยายามพัฒนาในทุกด้านให้อันดับดีขึ้นต่อเนื่อง.