โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สุขภาพ

“แค่ล้อเล่น” คำพูดทำร้ายเด็กไทย จิตแพทย์เตือนวิกฤตบูลลี่พุ่ง เสี่ยงซึมเศร้า-PTSD-ทำร้ายตัวเอง

สยามรัฐ

อัพเดต 7 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 7 ชั่วโมงที่ผ่านมา

“แค่ล้อเล่น” คำพูดที่กำลังทำร้ายเด็กไทย จิตแพทย์เตือน วิกฤตบูลลี่พุ่ง เด็กเสี่ยงซึมเศร้า PTSD และทำร้ายตนเอง

ในวันที่สังคมไทยให้ความสำคัญกับผลการเรียน ความสำเร็จ และภาพลักษณ์บนโลกออนไลน์ เด็กจำนวนมากกลับกำลังเติบโตขึ้นพร้อมบาดแผลทางใจที่ไม่มีใครมองเห็น จากคำพูดบางคำที่ผู้ใหญ่หรือเพื่อนอาจมองว่าเป็นเพียง “การล้อเล่น” แต่สำหรับเด็ก คำพูดเหล่านั้นอาจกลายเป็นจุดเริ่มต้นของการสูญเสียความมั่นใจ คุณค่าในตนเอง และความสุขในการใช้ชีวิต ขณะที่การบูลลี่ในยุคดิจิทัลไม่ได้จบลงเมื่อเลิกเรียน แต่สามารถติดตามเด็กไปได้ทุกที่ผ่านข้อความ คอมเมนต์ และสื่อสังคมออนไลน์ตลอด 24 ชั่วโมง จนกลายเป็นวิกฤตเงียบที่กำลังคุกคามสุขภาพจิตของเด็กและเยาวชนไทยอย่างต่อเนื่อง

พญ.ปรานี ปวีณชนา จิตแพทย์เด็กและวัยรุ่น โรงพยาบาลพระรามเก้า กล่าวว่า หลายคนยังมองว่า “การบูลลี่” เป็นเพียงการหยอกล้อหรือเป็นเรื่องธรรมดาของเด็ก แต่ในมุมของสุขภาพจิตการบูลลี่คือความรุนแรงรูปแบบหนึ่งที่สามารถสร้างบาดแผลทางใจได้ไม่ต่างจากการถูกทำร้ายร่างกาย และบางครั้งผลกระทบเหล่านั้นอาจติดตัวเด็กไปตลอดชีวิต

“ปัญหาการบูลลี่เป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพจิตของเด็กและวัยรุ่นอย่างมาก โดยปัจจุบันพบว่ามีเด็กจำนวนไม่น้อยได้รับผลกระทบจากการถูกบูลลี่จนพัฒนาไปสู่ปัญหาสุขภาพจิตและโรคทางจิตเวช เช่น โรคซึมเศร้า โรควิตกกังวล ภาวะเครียดภายหลังเผชิญเหตุการณ์ร้ายแรง (PTSD) รวมถึงพฤติกรรมทำร้ายตนเอง ซึ่งมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง เป็นสัญญาณสำคัญที่ครอบครัว โรงเรียน และคนใกล้ชิดไม่ควรมองข้าม”

การบูลลี่ไม่ได้เกิดขึ้นเพียงรูปแบบใดรูปแบบหนึ่ง แต่มีความซับซ้อนและหลากหลายมากขึ้น โดยสามารถแบ่งออกเป็น 5 รูปแบบหลัก ได้แก่

• การบูลลี่ทางร่างกาย เช่น การตี ตบ เตะ หรือทำร้ายร่างกาย

• การบูลลี่ทางคำพูด เช่น การล้อเลียน เสียดสี ประชดประชัน หรือใส่ร้าย

• การบูลลี่ทางจิตใจและความสัมพันธ์ เช่น การกีดกันออกจากกลุ่ม การเมินเฉยหรือทำเหมือน ไม่มีตัวตน

• การบูลลี่ด้านทรัพย์สิน เช่น การซ่อน ขโมย หรือทำลายข้าวของ

• การระรานทางไซเบอร์ (Cyberbullying) ซึ่งกำลังเป็นปัญหาที่น่ากังวลอย่างยิ่งในปัจจุบัน

พญ.ปรานี ให้ข้อมูลเพิ่มว่า การบูลลี่ในปัจจุบันมีความรุนแรงและอันตรายมากกว่าในอดีต โดยเฉพาะ Cyberbullying ที่มีการนำรูปของเด็กไปตัดต่อ เผยแพร่คลิปประจาน สร้างข่าวลือ หรือระดมผู้คนจำนวนมากเข้ามารุมโจมตีผ่านสื่อสังคมออนไลน์ ข้อมูลเหล่านี้สามารถแพร่กระจายได้อย่างรวดเร็ว และแทบไม่สามารถลบออกจากโลกออนไลน์ได้ทั้งหมด ส่งผลให้สภาพจิตใจของเด็กถูกกระทบกระเทือนซ้ำแล้วซ้ำเล่า ทุกครั้งที่มีการแชร์หรือส่งต่อเนื้อหาเหล่านั้น

“ในอดีต เด็กอาจหลีกหนีจากผู้ที่กลั่นแกล้งได้เมื่อกลับถึงบ้าน แต่ในปัจจุบัน โลกออนไลน์ทำให้ผลกระทบจากการบูลลี่ดำรงอยู่ได้ยาวนานกว่าที่เคย เด็กจำนวนมากรู้สึกเหมือนกำลังถูกตัดสินจากคนทั้งโลก โดยไม่มีโอกาสอธิบายข้อเท็จจริงหรือปกป้องตนเอง

ความรุนแรงที่เกิดขึ้นซ้ำๆ ไม่ได้ส่งผลเพียงความรู้สึกเสียใจหรืออับอายเท่านั้น แต่ยังค่อยๆ ทำลายความภาคภูมิใจในตนเอง (Self-esteem) ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของการเติบโตทางอารมณ์และจิตใจ เมื่อความเจ็บปวดสะสม เด็กอาจเริ่มส่งสัญญาณเตือนทางสุขภาพจิต ไม่ว่าจะเป็นอาการเศร้า เครียด วิตกกังวล หงุดหงิดผิดปกติ แยกตัวจากสังคม ใช้เวลาอยู่กับโทรศัพท์มือถือมากขึ้น ร้องไห้ขณะใช้งานโทรศัพท์ ไม่อยากไปโรงเรียน ปฏิเสธการพูดคุยกับคนในครอบครัว หรือมีพฤติกรรมก้าวร้าวมากขึ้น

ในบางราย เด็กอาจเริ่มทำร้ายตนเอง เช่น การกรีดแขนเพื่อระบายความเครียด หรือเข้าไปอยู่ในกลุ่มออนไลน์ที่ส่งเสริมแนวคิดการทำร้ายตนเองและการฆ่าตัวตาย ซึ่งถือเป็นสัญญาณอันตรายที่ต้องได้รับการดูแลจากผู้เชี่ยวชาญโดยเร็วที่สุด”

พญ.ปรานี กล่าวปิดท้ายว่า การแก้ปัญหาการบูลลี่ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งครอบครัว โรงเรียน และสังคม โดยโรงเรียนควรมีนโยบายไม่ยอมรับการบูลลี่ทุกรูปแบบ (Zero Tolerance) อย่างจริงจัง พร้อมส่งเสริมการสื่อสารแบบเผชิญหน้า เพื่อให้เด็กได้เรียนรู้ทักษะทางสังคม ความเห็นอกเห็นใจ และการเคารพผู้อื่น

“การแก้ปัญหาการบูลลี่ไม่ใช่การหาคนผิด แต่คือการหยุดวงจรความรุนแรง เพื่อไม่ให้มีเด็กคนใดต้องกลายเป็นเหยื่อ หรือเติบโตขึ้นเป็นผู้ส่งต่อความรุนแรงให้กับผู้อื่น ขณะเดียวกัน การช่วยเหลือควรครอบคลุมทั้งผู้ถูกกระทำและผู้กระทำ เพราะเด็กที่กลั่นแกล้งผู้อื่นจำนวนไม่น้อยกำลังเผชิญปัญหาภายในครอบครัว ความรุนแรงในชีวิตประจำวัน หรือปัญหาสุขภาพจิตที่ยังไม่ได้รับการดูแลอย่างเหมาะสม

สิ่งสำคัญที่สุดในการปกป้องเด็กจากการบูลลี่ คือ การสร้างความสัมพันธ์ที่ดีภายในครอบครัว และสร้างความภาคภูมิใจในตนเองให้กับลูกตั้งแต่วัยเยาว์ ผ่านการชื่นชมในความพยายาม ความสามารถ และคุณค่าของตัวตน มากกว่าการเปรียบเทียบกับผู้อื่น เด็กที่มีความภาคภูมิใจในตนเอง (Self-esteem) แข็งแรง จะมีภูมิคุ้มกันทางใจที่ดี สามารถแยกแยะได้ว่าเสียงวิจารณ์ใดควรรับฟังหรือปล่อยผ่าน และพร้อมขอความช่วยเหลือเมื่อเผชิญปัญหา

ในวันที่สังคมกำลังสอนให้เด็กแข่งขัน พ่อแม่ทุกคนต้องช่วยกันสอนเรื่องความเมตตา การเคารพความแตกต่าง และการรับฟังกันด้วยหัวใจ เพราะบางครั้งคำพูดเพียงไม่กี่คำอาจทำลายอนาคตของเด็กคนหนึ่งได้ ขณะที่การรับฟังด้วยความเข้าใจเพียงครั้งเดียว อาจช่วยรักษาหัวใจของเด็กคนหนึ่งไว้ได้ตลอดชีวิต”

หากสังเกตเห็นว่าเด็กมีพฤติกรรมเปลี่ยนไป เช่น เก็บตัว เครียด วิตกกังวล ไม่อยากไปโรงเรียน หรือมีสัญญาณที่น่ากังวลด้านอารมณ์และจิตใจ สามารถปรึกษาจิตแพทย์เด็กและวัยรุ่นได้ที่ ศูนย์สุขภาพจิต โรงพยาบาลพระรามเก้า โทร.1270 หรือ Line: @praram9hospital

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...