ครม. เคาะ 4 มาตรการภาษี ดีเดย์แลกข้อมูลภาษีบริษัทข้ามชาติ มิ.ย. 70 รับ Global Minimum TAX
รมว. คลัง เผย ครม. ไฟเขียว 4 มาตรการภาษี ลดภาษีหัก ณ ที่จ่ายเหลือ 1% ผ่าน e-Withholding Tax ลงทุนระบบ e-Tax Invoice หักค่าใช้จ่ายได้ 2 เท่า บริจาคด้านการศึกษา-กีฬา ผ่าน e-Donation ลดหย่อนภาษีได้ 2 เท่า และ เดินหน้าแลกเปลี่ยนข้อมูลรองรับ Global Minimum TAX เก็บภาษีข้ามชาติขั้นต่ำ 15% เริ่ม มิ.ย. 70
16 มิ.ย. 2569 - ดร. เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) วันนี้มีมติเห็นชอบมาตรการทางภาษีที่สำคัญหลายประการเพื่อมุ่งเน้นการสร้างสภาพคล่องให้ภาคเอกชน ส่งเสริมการเข้าสู่ระบบภาษีอิเล็กทรอนิกส์ และยกระดับมาตรฐานภาษีระหว่างประเทศให้สอดคล้องกับสากล ได้แก่
1. ต่ออายุมาตรการลดภาษีหัก ณ ที่จ่าย (e-Withholding Tax) เหลือ 1% จากเดิมที่มาตรการหมดอายุไปเมื่อปี 2568 โดยผู้ประกอบการที่จ่ายเงินได้พึงประเมินผ่านระบบ e-Withholding Tax จะได้ลดอัตราภาษีหัก ณ ที่จ่าย เหลือ 1% จากเดิมที่เคยจัดเก็บในอัตรา 5%- 3% และ 2% โดยมีผลบังคับใช้ถึงเดือน ธ.ค. 2570 ซึ่งคาดว่าจะช่วยเพิ่มสภาพคล่องหมุนเวียนให้แก่ภาคเอกชนและผู้ประกอบการได้ประมาณ 27,000 ล้านบาท
2. ส่งเสริมระบบ e-Tax Invoice หักค่าใช้จ่ายลงทุนได้ 2 เท่า เพื่อสนับสนุนให้ภาคธุรกิจเปลี่ยนผ่านสู่ระบบอิเล็กทรอนิกส์อย่างเต็มรูปแบบ ครม. ได้อนุมัติมาตรการจูงใจให้ผู้ประกอบการที่ลงทุนในระบบใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์ (e-Tax Invoice) สามารถนำค่าใช้จ่ายในการลงทุนระบบหรือค่าจ้างทำระบบมาหักเป็นค่าใช้จ่ายในการคำนวณภาษีได้ 2 เท่า
3.ให้การบริจาคการศึกษา และ กีฬา ที่ผ่าน e-Donation ให้กับสมาคมที่ได้รับการรับรอง สามารถหักภาษีได้ 2 เท่า โดยบังคับใช้ถึงเดือน ธ.ค. 2570
4. การแลกเปลี่ยนข้อมูลเพื่อรองรับมาตรการ Global Minimum Tax ที่ 15% โดยจากการที่ประเทศไทยเข้าร่วมเป็นภาคีสมาชิกของ องค์การเพื่อความร่วมมือและการพัฒนาทางเศรษฐกิจ (OECD) ได้ตกลงในกติกาสากลร่วมกับประเทศต่างๆ ทั่วโลก เพื่อกำหนดอัตรา ภาษีนิติบุคคลขั้นต่ำที่ 15% สำหรับบริษัทข้ามชาติขนาดใหญ่ เพื่อป้องกันการใช้ช่องโหว่ทางภาษีในการหลบเลี่ยงไปตั้งบริษัทในประเทศที่เป็นสวรรค์แห่งการเลี่ยงภาษี (Tax Haven)เช่น หมู่เกาะต่างๆ ที่มีอัตราภาษีต่ำมากหรือไม่เก็บเลย โดยมาตรการนี้จะใช้กลไก Top-up Tax หรือภาษีส่วนเพิ่ม เพื่อให้สามารถเก็บภาษีจากบริษัทที่มีการเสียภาษีจริงต่ำกว่าเกณฑ์ 15% ให้ครบตามข้อกำหนดซึ่งประเทศไทยได้มีการออกเป็นพระราชกำหนดรองรับไว้แล้ว
โดยวันนี้ (16 มิ.ย. 2569) ครม. ได้อนุมัติให้มีการแลกเปลี่ยนข้อมูล Global Minimum Tax ระหว่างประเทศสมาชิก โดยแลกเปลี่ยนข้อมูลอย่างเป็นทางการในเดือน มิ.ย. 2570 โดยบริษัทที่เข้าข่ายจะต้องยื่นข้อมูลต่อกรมสรรพากรเพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการแลกเปลี่ยนข้อมูลนี้
ทั้งนี้กรมสรรพากรคาดว่าการดำเนินการตามมาตรการนี้จะช่วยขยายฐานภาษีและสร้างรายได้จาก Top-up Tax เข้าสู่รัฐได้ประมาณ 10,000 ล้านบาทต่อปี
สำหรับบริษัทข้ามชาติขนาดใหญ่ที่เคยได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีจากคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI)ซึ่งมักจะเสียภาษีในอัตราเฉลี่ยต่ำกว่า 15% จะมีภาระภาษีที่ต้องจ่ายเพิ่มขึ้นเพื่อให้เป็นไปตามเกณฑ์สากล อย่างไรก็ตามรัฐบาลได้เตรียมแนวทางใหม่ 2 รูปแบบเพื่อสนับสนุนผู้ประกอบการกลุ่มดังกล่าว
1. การให้เงินอุดหนุน (Grants) ผ่านกองทุนเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของ BOI เพื่อสนับสนุนบริษัทที่ทำดีและรัฐต้องการจูงใจให้ลงทุนต่อ แทนการใช้มาตรการลดภาษีตรงๆ
2. การให้เครดิตภาษี (Tax Credit) เช่น เมื่อบริษัทมีรายจ่ายในการลงทุนก็สามารถนำมาหักค่าใช้จ่ายได้เพิ่มขึ้น โดยแนวทางนี้ต้องมีการแก้ไขประมวลรัษฎากรรองรับในอนาคต