โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

โซลาร์จะเป็นพลังงานหลักได้ไหม ในวันที่ค่าไฟแพง โลกเร่งพลังงานสู่สะอาด

Amarin TV

อัพเดต 4 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 4 ชั่วโมงที่ผ่านมา
โซลาร์เซลล์กำลังเข้าใกล้ชีวิตคนไทยมากขึ้นจากค่าไฟแพงและต้นทุนติดตั้งที่ลดลง แต่โจทย์ใหญ่คือทำอย่างไรให้โตอย่างคุ้มค่า เสถียร และเป็นธรรม

ในวันที่ค่าไฟยังเป็นต้นทุนสำคัญของทั้งครัวเรือนและภาคธุรกิจ “โซลาร์เซลล์” กำลังถูกมองว่าเป็นหนึ่งในทางออกที่จับต้องได้มากขึ้น เพราะช่วยเปลี่ยนแสงแดดบนหลังคาให้กลายเป็นไฟฟ้าที่ใช้ได้จริง ลดค่าไฟ และลดการพึ่งพาพลังงานฟอสซิล

แต่โจทย์ของโซลาร์ในวันนี้ ไม่ได้อยู่แค่ว่า “ติดแล้วคุ้มไหม” หรือ “คืนทุนกี่ปี” เท่านั้น เพราะหากบ้าน อาคาร และโรงงานจำนวนมากเริ่มผลิตไฟใช้เอง บทบาทของผู้ใช้ไฟก็จะเปลี่ยนไป จากผู้บริโภคไฟฟ้าเพียงอย่างเดียว ไปสู่การเป็นผู้ผลิตไฟรายย่อยในระบบพลังงานของประเทศ

โจทย์สำคัญจึงอยู่ที่ว่า ประเทศไทยจะใช้ศักยภาพด้านพลังงานแสงอาทิตย์ที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์ได้อย่างไร ทั้งเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชน และผลักดันให้โซลาร์เซลล์กลายเป็นพลังงานหลักของประเทศได้จริง เพื่อช่วยเป็นเครื่องมือสำคัญที่จะพาประเทศเดินหน้าไปสู่เป้าหมาย Net Zero หรือการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิให้เป็นศูนย์ภายในปี 2050

ค่าไฟสูง ต้นทุนลด โซลาร์เริ่มเข้าใกล้คนไทยมากขึ้น

ที่ผ่านมา อุปสรรคสำคัญของการติดตั้งโซลาร์เซลล์คือ “ต้นทุนเริ่มต้น” ที่ค่อนข้างสูง การติดตั้งหนึ่งระบบต้องใช้เงินลงทุนจำนวนมาก ทั้งค่าแผงโซลาร์ อินเวอร์เตอร์ โครงสร้างติดตั้ง ระบบไฟฟ้า การออกแบบ และการดูแลหลังการขาย ทำให้ในอดีต โซลาร์เซลล์มักถูกมองว่าเป็นทางเลือกของโรงงาน องค์กรขนาดใหญ่ หรือบ้านที่มีกำลังลงทุนเท่านั้น แต่ภาพนี้เริ่มเปลี่ยนไปในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา

หนึ่งคือ ค่าไฟยังเป็นภาระที่ต้องจับตาอย่างต่อเนื่อง ค่าไฟงวดเดือนพฤษภาคม-สิงหาคม 2569 อยู่ที่ 3.95 บาทต่อหน่วย เพิ่มขึ้นจากงวดก่อนหน้าที่ 3.88 บาทต่อหน่วย โดยมีค่า Ft อยู่ที่ 16.23 สตางค์ต่อหน่วย แม้การปรับขึ้นอาจดูไม่มากนัก แต่ก็สะท้อนว่า ค่าไฟยังเป็นต้นทุนที่ทั้งครัวเรือนและธุรกิจไม่สามารถมองข้ามได้

สองคือ ต้นทุนอุปกรณ์โซลาร์เซลล์ลดลงมากเมื่อเทียบกับราว 10 ปีก่อน โดยต้นทุนระบบลดลงกว่า 60-70% ทำให้การติดตั้ง Solar Rooftop เริ่มเข้าถึงได้มากขึ้น ไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะภาคอุตสาหกรรมหรือองค์กรขนาดใหญ่เหมือนในอดีต

สามคือ นโยบายภาครัฐเริ่มเปิดทางมากขึ้น เช่น การปรับกฎระเบียบด้านอาคารและโรงงานบางส่วน เพื่อลดขั้นตอนและข้อจำกัดในการติดตั้ง Solar Rooftop ทำให้ผู้สนใจติดตั้งมีโอกาสเข้าถึงระบบได้ง่ายขึ้นกว่าเดิม

สำหรับบ้านพักอาศัยทั่วไป การติดตั้ง Solar Rooftop ขนาดประมาณ 5 กิโลวัตต์ อาจช่วยประหยัดค่าไฟได้ราว 2,500-3,000 บาทต่อเดือน หรือประมาณ 30-70% ขึ้นอยู่กับพฤติกรรมการใช้ไฟของแต่ละบ้าน โดยเฉพาะบ้านที่ใช้ไฟมากในช่วงกลางวัน เช่น บ้านที่มีคนอยู่ระหว่างวัน ทำงานจากบ้าน เปิดเครื่องปรับอากาศ หรือมีเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ทำงานต่อเนื่อง

อย่างไรก็ตาม ตัวเลขการประหยัดค่าไฟเป็นเพียงจุดเริ่มต้น เพราะในความเป็นจริง โซลาร์เซลล์ไม่ได้คุ้มค่าเท่ากันทุกบ้าน ทุกอาคาร หรือทุกธุรกิจ

โซลาร์คุ้มจริง เมื่อออกแบบให้เหมาะสมกับผู้ใช้

คุณพัทธพล เรืองเดชวรชัย Energy Technology Manager จาก Onnex by SCG อธิบายว่า การติดตั้งโซลาร์เซลล์ไม่สามารถใช้วิธีออกแบบแบบเดียวกับทุกบ้านหรือทุกธุรกิจได้ เพราะผู้ใช้ไฟแต่ละรายมีพฤติกรรมการใช้พลังงานไม่เหมือนกัน บางแห่งใช้ไฟหนักในช่วงกลางวัน บางแห่งใช้ไฟมากช่วงเย็นหรือกลางคืน ขณะที่บางธุรกิจอาจมีช่วงพีกของการใช้ไฟเป็นบางเวลา

ดังนั้น ก่อนออกแบบระบบโซลาร์ สิ่งแรกที่ต้องดูคือ Load Profile หรือรูปแบบการใช้ไฟของลูกค้า เพื่อให้รู้ว่าใช้ไฟช่วงไหน ใช้มากเท่าไหร่ และควรออกแบบระบบให้ผลิตไฟได้สอดคล้องกับการใช้งานจริงหรือไม่ ในบางกรณี อาจต้องออกแบบแบตเตอรี่เข้ามาช่วยเสริม เช่น เก็บไฟไว้ใช้ช่วงพักกลางวัน ช่วงเย็น หรือใช้เพื่อลดการใช้ไฟในช่วงพีก ซึ่งเป็นช่วงที่ต้นทุนค่าไฟอาจสูงขึ้น

แต่หากเป็นบ้านที่ไม่มีคนอยู่กลางวัน และกลับมาใช้ไฟมากในช่วงเย็นหรือกลางคืน โซลาร์เซลล์อาจช่วยประหยัดได้น้อยกว่าที่คาด เพราะช่วงที่แผงผลิตไฟได้มากที่สุด กลับไม่ใช่ช่วงที่บ้านใช้ไฟมากที่สุด หากต้องการเก็บไฟไว้ใช้ตอนกลางคืน ก็อาจต้องติดตั้งแบตเตอรี่เพิ่มเติม ซึ่งจะเพิ่มต้นทุนรวมของระบบ และทำให้ระยะเวลาคืนทุนยาวขึ้น

นอกจากพฤติกรรมการใช้ไฟแล้ว ขั้นตอนต่อมาคือการประเมินพื้นที่ติดตั้ง ไม่ว่าจะเป็นโครงสร้างหลังคา พื้นที่ดิน หรือพื้นที่บ่อน้ำสำหรับ Solar Floating เพราะแต่ละพื้นที่มีข้อจำกัดแตกต่างกัน ทั้งเรื่องขนาดพื้นที่ ทิศทางรับแดด ความแข็งแรงของโครงสร้าง และความเหมาะสมในการติดตั้ง

แผงโซลาร์เซลล์และอุปกรณ์ติดตั้งมีน้ำหนักประมาณ 15-20 กิโลกรัมต่อตารางเมตร หากโครงสร้างหลังคาไม่แข็งแรงพอ หรือมีน้ำหนักรวมในบางจุดเกินเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด อาจเข้าข่ายเป็นการดัดแปลงอาคารและต้องขออนุญาตก่อนติดตั้ง

อีกเรื่องที่ไม่ควรมองข้ามคือผู้ให้บริการ เพราะโซลาร์เซลล์เป็นระบบที่ต้องใช้งานระยะยาว ไม่ใช่อุปกรณ์ที่ติดตั้งแล้วจบ การเลือกผู้ให้บริการที่มีมาตรฐาน มีบริการหลังการขาย มีระบบตรวจสอบประสิทธิภาพ และมีแผนบำรุงรักษาที่ชัดเจน จะช่วยลดความเสี่ยงจากปัญหาทางเทคนิคในอนาคต

จากผู้ใช้ไฟ สู่ผู้ผลิตไฟรายย่อย

สิ่งที่ทำให้โซลาร์เซลล์น่าสนใจ ไม่ใช่แค่การช่วยลดค่าไฟ แต่คือการเปลี่ยนบทบาทของผู้ใช้ไฟในระบบพลังงาน

ในระบบไฟฟ้าแบบเดิม ประชาชนและธุรกิจส่วนใหญ่ทำหน้าที่เป็น “ผู้ใช้ไฟ” ไฟฟ้าถูกผลิตจากโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่ ส่งผ่านระบบสายส่งและระบบจำหน่าย ก่อนมาถึงบ้าน อาคาร และโรงงาน ผู้ใช้ไฟมีหน้าที่จ่ายค่าไฟตามปริมาณที่ใช้

แต่เมื่อ Solar Rooftop เข้ามา บ้าน อาคาร และโรงงานสามารถผลิตไฟฟ้าบางส่วนใช้เองได้ บทบาทของผู้ใช้ไฟจึงเริ่มเปลี่ยนไป จากผู้บริโภคเพียงอย่างเดียว กลายเป็น prosumer หรือผู้ที่เป็นทั้งผู้ผลิตและผู้ใช้พลังงานในเวลาเดียวกัน

นี่คือการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญมาก เพราะหากเกิดขึ้นในวงกว้าง ระบบไฟฟ้าจะไม่ได้พึ่งพาโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่เพียงไม่กี่แห่งเหมือนเดิม แต่จะมีแหล่งผลิตไฟฟ้าขนาดเล็กกระจายอยู่ตามหลังคาบ้าน อาคารพาณิชย์ โรงงาน และพื้นที่ต่าง ๆ ทั่วประเทศ

ในแง่หนึ่ง สิ่งนี้ช่วยลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิล เช่น ก๊าซธรรมชาติและถ่านหิน ซึ่งยังเป็นแหล่งพลังงานสำคัญของระบบไฟฟ้าไทย อีกทั้งยังช่วยให้ประชาชนและภาคธุรกิจมีส่วนร่วมกับการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานมากขึ้น

แต่ในอีกแง่หนึ่ง การที่ผู้ใช้ไฟจำนวนมากกลายเป็นผู้ผลิตไฟเอง ก็ทำให้ระบบไฟฟ้าต้องปรับตัวครั้งใหญ่เช่นกัน

โซลาร์จะเป็นพลังงานหลักได้ ต้องมีระบบที่ดีรองรับ

หากต้องการให้โซลาร์เซลล์เป็นมากกว่าพลังงานทางเลือก ประเทศไทยจำเป็นต้องมองเรื่องนี้ในระดับระบบ โดยระบบรองรับที่สำคัญมีหลายส่วน

ส่วนแรกคือ โครงข่ายไฟฟ้าที่พร้อมรับพลังงานหมุนเวียน หากมีผู้ผลิตไฟรายย่อยจำนวนมากส่งไฟเข้าสู่ระบบ โครงข่ายต้องสามารถบริหารจัดการไฟฟ้าที่ไหลเข้าออกจากหลายจุดได้อย่างมีประสิทธิภาพ ไม่ใช่รองรับเฉพาะการส่งไฟจากโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่ไปยังผู้ใช้ไฟแบบทิศทางเดียวเหมือนในอดีต

ส่วนที่สองคือ ระบบกักเก็บพลังงาน เช่น แบตเตอรี่ เพราะโซลาร์ผลิตไฟได้ดีในช่วงกลางวัน แต่ความต้องการใช้ไฟของประเทศไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะช่วงกลางวันเท่านั้น หากไม่มีระบบกักเก็บพลังงานที่เหมาะสม ไฟฟ้าบางส่วนอาจถูกใช้ไม่เต็มศักยภาพ หรือไม่สามารถช่วยลดภาระระบบในช่วงที่ต้องการไฟสูงได้

ส่วนที่สามคือ กติกาการรับซื้อไฟส่วนเกิน หากบ้านหรือธุรกิจผลิตไฟได้มากกว่าที่ใช้ในบางช่วงเวลา คำถามคือไฟส่วนเกินนั้นจะถูกจัดการอย่างไร ส่งกลับเข้าระบบได้หรือไม่ ได้รับผลตอบแทนในอัตราเท่าไหร่ และกติกานี้จะมีความต่อเนื่องเพียงใด

นี่เป็นจุดที่สำคัญมาก เพราะถ้ารัฐให้แรงจูงใจน้อยเกินไป ผู้ใช้ไฟอาจไม่เห็นความคุ้มค่าในการลงทุน แต่ถ้าให้แรงจูงใจมากเกินไปโดยไม่คำนึงถึงต้นทุนโครงข่าย ระบบไฟฟ้าหลักอาจต้องแบกรับภาระเพิ่มขึ้น และสุดท้ายภาระนั้นอาจถูกส่งต่อไปยังผู้ใช้ไฟกลุ่มอื่น

ส่วนที่สี่คือ มาตรการสนับสนุนทางการเงิน เช่น Soft Loan เงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ มาตรการภาษี หรือสิทธิประโยชน์สำหรับครัวเรือนและผู้ประกอบการ เพราะถึงต้นทุนโซลาร์จะลดลงมากแล้ว แต่เงินลงทุนเริ่มต้นยังคงเป็นอุปสรรคสำหรับคนจำนวนมาก

คุณวิโรจน์ รัตนชัยสิทธิ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ เอสซีจี สมาร์ท ลิฟวิ่ง และเอสซีจี ดิสทริบิวชั่นแอนด์รีเทล มองว่า หากต้องการผลักดันให้โซลาร์เซลล์เติบโตในวงกว้าง ภาครัฐจำเป็นต้องเข้ามาสนับสนุนอย่างจริงจัง ทั้งในรูปแบบเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ มาตรการจูงใจ และกฎระเบียบที่ชัดเจนต่อเนื่อง เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับผู้ที่ต้องการเปลี่ยนผ่านไปใช้พลังงานสะอาด

เพราะท้ายที่สุด การตัดสินใจติดตั้งโซลาร์ไม่ได้ขึ้นอยู่กับเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับความมั่นใจว่า หากลงทุนไปแล้ว กติกาจะไม่เปลี่ยนบ่อยจนกระทบต่อความคุ้มค่าในระยะยาว

บทเรียนจากปากีสถาน เมื่อโซลาร์โตเร็วเกินระบบรองรับ

กรณีของปากีสถานเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนว่า โซลาร์เซลล์สามารถเติบโตได้เร็วมาก หากค่าไฟแพง แผงโซลาร์ถูกลง และรัฐมีกติกาที่ทำให้ประชาชนเห็นความคุ้มค่าในการลงทุน แต่ในขณะเดียวกันก็สะท้อนว่า หากระบบไฟฟ้าและกติกาไม่ปรับตัวให้ทัน การเติบโตของโซลาร์อาจสร้างแรงกดดันใหม่ให้กับทั้งโครงข่ายไฟฟ้าและผู้ใช้ไฟกลุ่มอื่น

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ปากีสถานเผชิญทั้งค่าไฟสูงและปัญหาไฟฟ้าไม่เสถียร ทำให้ครัวเรือน ธุรกิจ และภาคเกษตรจำนวนมากหันมาติดตั้งโซลาร์เซลล์เพื่อผลิตไฟใช้เอง โดยเฉพาะกลุ่มที่มีกำลังลงทุน

ข้อมูลจาก REN21 ระบุว่า กำลังผลิต Solar Rooftop แบบ net metering ของปากีสถานเพิ่มจาก 583 เมกะวัตต์ในปี 2565-2566 เป็น 1,181 เมกะวัตต์ในปี 2566-2567 และพุ่งเป็น 2.8 กิกะวัตต์ในช่วง 10 เดือนแรกของปีงบประมาณ 2567-2568 ทำให้ยอดสะสมแตะ 5.3 กิกะวัตต์ หรือเพิ่มขึ้นเกือบ 10 เท่าในเวลาเพียง 2 ปี

แรงเร่งสำคัญมาจากการนำเข้าแผงโซลาร์ราคาถูกจากจีน โดย Reuters รายงานว่า ปากีสถานนำเข้าแผงโซลาร์จากจีนเพิ่มขึ้นจากราว 3,500 เมกะวัตต์ในปี 2565 เป็น 16,600 เมกะวัตต์ในปี 2567 หรือเพิ่มขึ้นมากกว่า 5 เท่า และในช่วง 4 เดือนแรกของปี 2568 ปากีสถานนำเข้าแผงโซลาร์จากจีนไปแล้วมากกว่า 10,000 เมกะวัตต์

ตัวเลขนี้สะท้อนว่าโซลาร์ไม่ได้โตจากโครงการรัฐขนาดใหญ่เพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากการตัดสินใจของผู้ใช้ไฟจำนวนมากที่ต้องการลดค่าไฟและลดการพึ่งพาระบบไฟฟ้าหลัก

หนึ่งในกลไกที่ทำให้โซลาร์เติบโตเร็ว คือระบบ Net metering ซึ่งเปิดให้บ้านหรือธุรกิจที่ติดตั้งโซลาร์สามารถผลิตไฟใช้เองก่อน หากมีไฟเหลือในช่วงกลางวัน ก็ส่งไฟส่วนเกินกลับเข้าสู่ระบบได้ โดยนำมาหักลบกับไฟฟ้าที่ดึงจากโครงข่ายในช่วงเวลาอื่น กลไกนี้ทำให้ผู้ติดตั้งโซลาร์เห็นความคุ้มค่าชัดเจน เพราะไฟที่ผลิตเกินไม่สูญเปล่า และช่วยลดค่าไฟในระยะยาว

แต่เมื่อโซลาร์โตเร็วเกินไป ปัญหาใหม่ก็เกิดขึ้นตามมา เพราะผู้ที่ติดตั้งโซลาร์ซื้อไฟจากระบบน้อยลง รายได้ของระบบไฟฟ้าหลักจึงลดลง ขณะที่ต้นทุนดูแลโครงข่าย โรงไฟฟ้า และระบบสำรองไฟยังคงอยู่ ระบบไฟฟ้าหลักยังต้องพร้อมจ่ายไฟในช่วงกลางคืน วันที่แดดน้อย วันที่ฝนตก หรือช่วงที่โซลาร์ผลิตไฟไม่ได้ แม้ผู้ติดตั้งโซลาร์จะใช้ไฟจากระบบน้อยลงก็ตาม

ผลกระทบจึงไม่ได้อยู่ที่ระบบไฟฟ้าเท่านั้น แต่ยังโยงไปถึงความเป็นธรรมของผู้ใช้ไฟ เพราะคนที่มีเงินลงทุน มีบ้าน มีหลังคา หรือมีพื้นที่ติดตั้ง สามารถลดค่าไฟของตัวเองได้ก่อน ขณะที่คนที่ยังติดตั้งโซลาร์ไม่ได้ เช่น ครัวเรือนรายได้น้อย คนอยู่บ้านเช่า หรือคนอยู่คอนโดมิเนียม ยังต้องพึ่งพาไฟจากระบบหลัก และอาจต้องแบกรับต้นทุนโครงข่ายผ่านค่าไฟต่อไป

เมื่อแรงกดดันเริ่มสูงขึ้น ปากีสถานจึงเริ่มพิจารณาปรับกติกา net metering ใหม่ โดยข้อเสนอสำคัญคือการลดอัตรารับซื้อไฟส่วนเกินจาก 27 รูปีปากีสถานต่อหน่วย เหลือ 10 รูปีปากีสถานต่อหน่วย และเปลี่ยนจากระบบ Net metering ไปสู่ Net billing ซึ่งแยกราคาการซื้อไฟจากระบบกับราคาที่รับซื้อไฟส่วนเกินออกจากกัน

นอกจากนี้ ยังมีข้อเสนอให้ลดระยะเวลาใบอนุญาตสำหรับผู้เชื่อมต่อรายใหม่จาก 7 ปี เหลือ 5 ปี เพื่อให้รัฐสามารถปรับกติกาให้สอดคล้องกับสถานการณ์ได้มากขึ้น

บทเรียนจากปากีสถานจึงไม่ได้บอกแค่ว่า โซลาร์เซลล์โตได้เร็วหากมีแรงจูงใจที่ดี แต่ยังเตือนว่า การเติบโตของโซลาร์ต้องเดินไปพร้อมกับการออกแบบระบบไฟฟ้าใหม่ ทั้งเรื่องโครงข่าย กติกาการรับซื้อไฟ ระบบกักเก็บพลังงาน และการกระจายต้นทุนอย่างเป็นธรรม ไม่เช่นนั้น โซลาร์อาจกลายเป็นทางออกของคนที่พร้อมลงทุน แต่สร้างภาระใหม่ให้กับระบบไฟฟ้าและผู้ใช้ไฟที่ยังเข้าไม่ถึงพลังงานสะอาด

อนาคตโซลาร์ไทย ต้องคุ้มค่า เสถียร และเข้าถึงได้

ท้ายที่สุด โซลาร์เซลล์อาจไม่ได้เป็นคำตอบเดียวของอนาคตพลังงานไทย เพราะระบบพลังงานที่มั่นคงยังต้องอาศัยพลังงานหลายรูปแบบร่วมกัน ทั้งพลังงานหมุนเวียนชนิดอื่น ระบบกักเก็บพลังงาน โรงไฟฟ้าที่มีความยืดหยุ่น โครงข่ายอัจฉริยะ และการบริหารจัดการความต้องการใช้ไฟ แต่โซลาร์เป็นหนึ่งในคำตอบสำคัญที่ไทยไม่ควรมองข้าม

สิ่งที่ต้องทำต่อจากนี้จึงไม่ใช่แค่การชวนให้คนติดแผงโซลาร์มากขึ้น แต่คือการออกแบบระบบให้โซลาร์เติบโตได้อย่างคุ้มค่า เสถียร และเป็นธรรม หากทำได้ โซลาร์เซลล์จะไม่ใช่แค่พลังงานทางเลือกของบ้านหรือโรงงานบางแห่ง แต่จะกลายเป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้างพลังงานใหม่ ที่ทำให้ประชาชน ธุรกิจ และประเทศ มีบทบาทร่วมกันมากขึ้นในการผลิตไฟฟ้าสะอาด

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...