โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สุขภาพ

กมธ.สาธารณสุขถกเครียดดึง ‘กัญชา’ กลับสู่ยาเสพติด สกัดช่องโหว่ขายเกลื่อน

ฐานเศรษฐกิจ

อัพเดต 10 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 3 ชั่วโมงที่ผ่านมา

คณะกรรมาธิการการสาธารณสุขเรียกหน่วยงานเกี่ยวข้องร่วมประชุม นโยบายนำกัญชากลับเป็นยาเสพติด ท่ามกลางเสียงค้านจากเครือข่ายภาคประชาชนที่หวั่นกระทบเกษตรกรและผู้ประกอบการ ขณะที่แพทย์เตือนภัยสมองพังถาวรและตัวเลขจิตเวชพุ่ง ด้านกรมการแพทย์แผนไทยเร่งดันร่าง พ.ร.บ. คุมเข้มแทนการใช้กฎหมายยาเสพติด เตรียมชง ครม. กรกฎาคมนี้

การประชุมคณะกรรมาธิการการสาธารณสุข สภาผู้แทนราษฎร เมื่อวันที่ 18 มิถุนายน 2569 เพื่อพิจารณาศึกษานโยบายการนำกัญชากลับไปเป็นยาเสพติด โดยมีนายสกลธี ภัททิยกุล ประธานกรรมาธิการฯ เป็นประธานในการประชุม พร้อมด้วยตัวแทนจากกรมการแพทย์แผนไทยและแพทย์ทางเลือก สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) เครือข่ายแพทย์ นักวิชาการ และภาคประชาชนต้านภัยยาเสพติด เข้าร่วมให้ข้อมูลอย่างพร้อมเพรียงเพื่อหาทางออกในการจัดระเบียบกัญชาที่กำลังเป็นประเด็นร้อนในสังคม

คณะกรรมาธิการการสาธารณสุข ประชุมพิจารณาศึกษานโยบายการนำกัญชากลับไปเป็นยาเสพติด

กรมแพทย์แผนไทยฯ เร่งเข็น พ.ร.บ. ฉบับใหม่

นายแพทย์เทวัญ ธานีรัตน์ รองอธิบดีกรมการแพทย์แผนไทยและแพทย์ทางเลือก ชี้แจงต่อที่ประชุมถึงภารกิจของกรมในการควบคุมดูแลกัญชา ในฐานะสมุนไพรควบคุมตามพระราชบัญญัติคุ้มครองและส่งเสริมภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทย พ.ศ. 2542 โดยยอมรับว่ามีความกังวลนับตั้งแต่มีการเปิดกัญชาเสรีเมื่อเดือนมิถุนายน 2565 ต่อมาในเดือนมิถุนายน 2568 กระทรวงสาธารณสุขจึงได้ออกกฎหมายควบคุม 3 ฉบับ เพื่อกำกับการศึกษาวิจัย การจำหน่าย การแปรรูป และการส่งออกให้สอดคล้องกับระเบียบระหว่างประเทศ

ปัจจุบัน กรมการแพทย์แผนไทยฯ ร่วมกับ อย. กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ และสำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข ได้ร่วมกันยกร่างพระราชบัญญัติกัญชา กัญชง ขึ้นมา ซึ่งร่างกฎหมายดังกล่าวเคยถูกเสนอเข้าสู่คณะรัฐมนตรีในรัฐบาลชุดที่ผ่านมาแล้ว แต่เนื่องจากมีการยุบสภาเสียก่อนจึงยังไม่ได้บรรจุเข้าวาระ

อย่างไรก็ตาม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขคนปัจจุบันยังคงยืนยันที่จะผลักดันร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้ต่อ โดยขณะนี้อยู่ระหว่างขั้นตอนการรับฟังความคิดเห็น ซึ่งคาดว่าจะเสร็จสิ้นในช่วงปลายเดือนกรกฎาคมนี้ ก่อนจะนำเสนอต่อที่ประชุม ครม. อีกครั้ง

การประชุมเพื่อพิจารณาศึกษานโยบายการนำกัญชากลับไปเป็นยาเสพติด โดยคณะกรรมาธิการการสาธารณสุข

ดันกัญชากลับเป็นยาเสพติดสกัดช่องโหว่ "ปลูกเอง-ขายเอง"

ด้านสส. เอกภพ สิทธิวรรณธนะ รองประธานกรรมาธิการการสาธารณสุข จากพรรคประชาชน ได้นำเสนอความเห็นที่น่าสนใจโดยระบุว่า ในระยะสั้นควรพิจารณานำกัญชากลับเข้าสู่บัญชียาเสพติดให้โทษไปก่อน จนกว่าร่าง พ.ร.บ. กัญชาฯ จะมีความเรียบร้อย เนื่องจากปัจจุบันการปลูกกัญชาที่ไม่ได้ขึ้นทะเบียนมีการปลูกเองขายเองอย่างแพร่หลาย กลายเป็นช่องโหว่ของธุรกิจสีเทา ดังนั้นจึงควรมีการขึ้นทะเบียนต้นกัญชาให้เป็นระเบียบเพื่อปิดช่องว่างดังกล่าว

สอดคล้องกับมุมมองของ รศ.นพ.สมิทธิ์ ศรีสนธิ์ ผู้แทนเครือข่ายแพทย์ นักวิชาการ และภาคประชาชนต้านภัยยาเสพติด ที่ตั้งคำถามถึงความจำเป็นในการปลดกัญชาออกจากประมวลกฎหมายยาเสพติด โดยระบุว่าแม้ปัจจุบันจะมีการประกาศให้สาร THC ที่มากกว่า 0.2% เป็นยาเสพติด

แต่ในภาคปฏิบัติกลับพบผลกระทบเป็นวงกว้าง การนำกัญชากลับไปเป็นยาเสพติดก่อนแล้วค่อยออก พ.ร.บ. ควบคุมในภายหลังน่าจะเป็นแนวทางที่ดีกว่า นอกจากนี้ยังชี้ให้เห็นว่าแม้ช่อดอกกัญชาจะเป็นสมุนไพรควบคุม แต่ส่วนอื่นๆ ของต้นกัญชายังไม่มีความผิดหากมีการปลูก ซึ่งถือเป็นจุดอ่อนในการควบคุม

อย. ยันคุมเข้มมาตรฐานผลิตภัณฑ์-ใบอนุญาต

ทางด้านสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ได้ชี้แจงถึงมาตรการควบคุมในปัจจุบันว่า ยาสมุนไพรที่ใช้ป้องกันและรักษาโรคจะอยู่ภายใต้การกำดูแลของ อย. อย่างเข้มงวด โดยมีการออกใบอนุญาตใน 3 ส่วนหลัก ได้แก่ 1. ใบอนุญาตสถานที่ผลิตหรือโรงงานแปรรูป 2. ใบอนุญาตการนำเข้า ซึ่งสั่งห้ามนำเข้าโดยเด็ดขาดเว้นแต่จะเป็นหน่วยงานรัฐที่ได้รับอนุญาต และ 3. ใบอนุญาตการขายทั่วไปสำหรับร้านค้าและผลิตภัณฑ์ที่ผ่านการรับรอง

“อย.ได้ดำเนินการตรวจสอบผลิตภัณฑ์ที่ทำจากกัญชาอย่างต่อเนื่องเพื่อให้มั่นใจว่ามีมาตรฐานตรงตามที่ระบุในฉลาก รวมถึงการนำวัตถุดิบมาตรวจวิเคราะห์ค่าต่างๆ ซึ่งจากข้อมูลเบื้องต้นพบว่าผลิตภัณฑ์ส่วนใหญ่ที่ได้รับการตรวจสอบผ่านมาตรฐานทุกชิ้น อย่างไรก็ตาม ปัญหายังคงอยู่ที่การควบคุมการจำหน่ายในรูปแบบที่ไม่ได้เข้าระบบอย่างถูกต้อง”

คณะกรรมาธิการการสาธารณสุข ประชุมเพื่อ8เพื่อพิจารณาศึกษานโยบายการนำกัญชากลับไปเป็นยาเสพติด โดยมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม

เสียงสะท้อนจากคนทำกัญชา “รีดไถ-ใบสั่งแพทย์ปลอม”

ขณะที่ภาคประชาชนและผู้ประกอบการ โดยเฉพาะเครือข่ายอนาคตกัญชาไทย ได้สะท้อนปัญหาอีกด้านหนึ่งว่า ปัจจุบันผู้ประกอบการที่ทำถูกกฎหมายอยู่รอดได้ยากมากเนื่องจากต้องเผชิญกับการแข่งขันจากตลาดมืดและการลักลอบนำเข้า อีกทั้งยังมีปัญหาการเรียกรับผลประโยชน์หรือการรีดไถใบอนุญาต "ทพ. 33" จากเจ้าหน้าที่บางกลุ่มเนื่องจากความไม่นิ่งของกฎหมาย,

นอกจากนี้ ยังพบประเด็นปัญหาเรื่อง "ใบสั่งแพทย์" ที่มีราคาสูงจนเกษตรกรเข้าไม่ถึง และมีการซื้อขายใบสั่งแพทย์ในสถานที่ที่ไม่เกี่ยวข้องกับการแพทย์อย่างผิดปกติ เครือข่ายอนาคตกัญชาไทยยืนยันว่ากัญชามีมูลค่าและการใช้งานที่หลากหลายเกินกว่าจะจำกัดแค่การแพทย์กระแสหลัก

เช่น การนำไปทำแกงต้มไก่ หรือใช้แช่ตัวรักษาสะเก็ดเงิน จึงไม่อยากให้กัญชากลับไปเป็นยาเสพติด แต่ต้องการกฎหมายที่ยุติธรรม มีภาคประชาชนมีส่วนร่วม และไม่เอื้อประโยชน์เฉพาะกลุ่มทุนใหญ่

ประธาน กมธ. สั่งเช็กบิลร้านกัญชา

นายสกลธี ภัททิยกุล ประธานกรรมาธิการฯ ได้สรุปแนวทางการดำเนินงาน โดยสั่งการให้มีการรวบรวมรายชื่อร้านขายกัญชาที่ได้รับใบอนุญาตอย่างถูกต้องในพื้นที่กรุงเทพมหานครทั้งหมด รวมถึงรายชื่อผลิตภัณฑ์ที่ผ่านการรับรองจาก อย. เพื่อนำมาตรวจสอบความถูกต้อง เนื่องจากปัจจุบันสามารถเข้าถึงกัญชาได้ง่ายเกินไปเพียงแค่ค้นหาผ่าน Google

นอกจากนี้ ประธานกรรมาธิการฯ ยังเน้นยำให้มีการใส่ข้อกำหนดเรื่องระยะห่างจากสถานศึกษาไว้ในกฎหมาย และขอให้มีการสำรวจผลเสียรวมถึงกลุ่มที่ได้รับผลกระทบจากกัญชาอย่างรอบด้าน ทั้งนี้ กรรมาธิการฯ ยินดีที่จะเปิดรับร่างกฎหมายจากภาคประชาชนเพื่อนำมาพิจารณาประกบกับร่าง พ.ร.บ. ของกระทรวงสาธารณสุข เพื่อให้เกิดการควบคุมที่สมดุลและมีประสิทธิภาพสูงสุดในการแก้ปัญหาทั้งระบบ

การจัดระเบียบกัญชาหลังจากนี้จึงเป็นบทพิสูจน์สำคัญของรัฐบาลและสภาผู้แทนราษฎร ว่าจะสามารถชั่งน้ำหนักระหว่างผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ สิทธิของเกษตรกร และความปลอดภัยทางสุขภาพของประชาชน โดยเฉพาะอนาคตของเยาวชนไทยที่กำลังถูกคุกคามจากการเข้าถึงกัญชาที่ไร้การควบคุมอย่างเข้มงวดในปัจจุบัน

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...