รู้ตัวอีกทีเวลาของข้าก็ผ่านมาหนึ่งหมื่นปี : The next 10,000 years of Alchemy Empress
ข้อมูลเบื้องต้น
ปกใหม่มาแล้วค้าบบบบบ
แม่ไป่แบบแต่งเต็มอลังการ อดขอคุณนักวาดให้ใส่โคมไฟแดงๆที่อยู่ด้วยกันมาตั้งนานมาเป็นฉากหลังด้วยไม่ได้
อันนี้เป็นเพจของคุณนักวาด : Kikokaru แมวซุ่ม ไปติดตามกันได้น้า
The next 10,000 Years of Alchemy Empress: รู้ตัวอีกทีเวลาของข้าก็ผ่านมาหนึ่งหมื่นปี?
"
ตัวข้า ไป่ฟานเซียน สิ่งที่ไม่ขาดแคลนที่สุดคือเวลา
"
หลังจากที่ปรุง “โอสถหมื่นสวรรค์นิรันด์” สำเร็จ เวลาของโลกภายนอกกลับผ่านไปแล้วหนึ่งหมื่นปี?
ตำหนักโอสถเทพธิดาของข้ากลับกลายเป็นซากผุพังที่ถูกฝังอยู่ใต้ดิน
เหล่าผู้คนที่ข้ารู้จักล้วนตายจากไปหมดเสียแล้ว
แล้วกลุ่มคนที่มารวมตัวกันเหนือตำหนักข้านี่มันคืออะไร?
การประลองของผู้ฝึกตนที่แข็งแกร่ง?
ไม่ใช่ว่าพลังฝึกตนพวกเจ้ามันเทียบเท่าพวกศิษย์สายนอกของตำหนักข้ารึไงกัน.
----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
E-BOOK เล่ม 1 ออกแล้วจ้า ราคาแค่ 7 บาทเท่านั้นเองน้าา (ซื้อผ่านเว็บไซต์ / Android) (ส่วนถ้าเป็น Apple จะอยู่ที่ 1 USD นะครับ )
ใครอยากจะสอยมาเก็บช่วงนี้มีราคาโปรโมชั่นเล่มละ 1 บาทกันไปเลยยย
E-Book เล่ม 2 ภาค “จักรพรรดินีโอสถแห่งยุคสมัย” ออกแล้วครับ ราคาโปรโมชั่นยังเป็น 1 บาทน่ารักเหมือนเดิม ใครที่อยากสะสมสามารถกดซื้อได้ที่ลิ้งค์นี้เลยจ้า
ปล. ราคานี้จะเป็นเฉพาะ เล่ม 1 และ 2 ที่จะเปิดให้อ่านฟรีในเว็บนะครับ เริ่มจากเล่ม 3 จะเป็นราคาปกติที่จะพยายามตั้งให้ไม่ห่างจากซื้อรายตอนมากนักนะครับ
E-Book เล่ม 3 ภาค "ความลับหมื่นสวรรค์นิรันดร์" ออกแล้วน้า ราคาโปรโมชั่นแค่ 39 บาทสำหรับกดผ่านเว็บหรือ Android ใครที่อยากสนับสนุนกดได้ที่ลิ้งค์ข้างล่างโลด!
E-Book เล่ม 4 ภาค "ยุคสมัยใหม่ของเหล่าผู้ฝึกตน" ออกแล้วจ้า ราคา 49 บาท จิ้มลิงค์ข้างล่างได้เลยยย
ขอบคุณสำหรับการสนับสนุนนะครับ
LittleKnight.
-
-
การปรุงโอสถแห่งโชคชะตา
“นายหญิงเจ้าคะ คราวนี้ท่านจะใช้เวลากี่วันหรือเจ้าคะ?”
บ่าวรับใช้ตัวเล็กในชุดสีชมพูสดใสเอ่ยถามเจ้านายของเธอด้วยน้ำเสียงมีความสุข เธอเดินตามนายหญิงของเธอไม่ห่างไปตามทางเดินที่ทอดยาวและเต็มไปด้วยหญิงสาวงดงามซึ่งกำลังวุ่นวายกับธุระของพวกเธอ แต่เมื่อใดก็ตามที่สองนายบ่าวเดินผ่าน พวกนางล้วนแต่ก้มหัวแสดงความเคารพอย่างสูงสุดด้วยความนอบน้อม
“เจ้าก็รู้ว่าโอสถที่ข้าจะปรุงครานี้ไม่ง่ายเลย…”
เสียงที่ตอบกลับมาเต็มไปด้วยเสน่ห์และทรงอำนาจอย่างร้ายกาจ แม้จะแฝงความเย็นชาเอาไว้แต่กับคนสนิทจะรู้ดีว่านายหญิงของพวกนางไม่ได้ตั้งใจให้เป็นแบบนั้นแม้แต่น้อย
ในโลกที่พลังเป็นใหญ่และเต็มไปด้วยเหล่าผู้ฝึกตน หญิงสาวที่เติบโตขึ้นมาอย่างเด็ดเดี่ยวและก่อตั้งตำหนักของตนขึ้นมาท่ามกลางสงครามและความวุ่นวายนี้ได้ด้วยตัวคนเดียวย่อมไม่ใช่หญิงสาวธรรมดา
“ไป่ฟานเซียน” คือชื่อที่เป็นดั่งตัวตนสูงสุดของยุคสมัยนี้ เจ้าตำหนักหนึ่งเดียวของตำหนักโอสถเทพธิดา ความสามารถในศาสตร์การปรุงโอสถของนางคืออันดับหนึ่งไม่มีสอง ตระกูลและสำนักยักษ์ใหญ่มากมายล้วนต้องการตัวนาง แต่นางก็ตอกหน้าพวกเขาด้วยการสร้างตำหนักของตนเองอย่างเด็ดเดี่ยว สิ่งที่พวกเขาจะทำได้มีเพียงมอบสมบัติมากมายให้นางและก้มหัวอย่างเจียมตัวยามที่ขอร้องให้นางปรุงโอสถให้เท่านั้น
มีผู้คนมากมายเพียงใดที่ต้องการตัวนาง เพราะนอกจากความสามารถแล้วนางยังเป็นถึงสาวงามล่มเมือง เสน่ห์และความเย็นชาของนางทำให้เหล่าชายหนุ่มอยากจะพิชิต
แต่น่าเสียดายที่อีกสิ่งที่นางมีอย่างเหลือล้นก็คือพลัง
เพราะตัวเองถูกเรียกขานว่า “จักรพรรดินีโอสถ” สิ่งที่นางไม่เคยขาดก็คือโอสถและของวิเศษ ยามฝึกตนโอสถทุกเม็ดนางล้วนปรุงขึ้นมาเองทั้งสิ้น ไม่มีใครรู้ว่าตลอดชีวิตของนาง นางใช้ร่างกายตนเองเป็นหนูทดลองโอสถที่ปรุงขึ้นมาไปเท่าใดแล้ว
นั่นทำให้ทั้งพลังปราณและร่างกายของนางพุ่งทะยานไปสู่ขอบเขตที่เหนือกว่าตัวตนใดในโลก แม้แต่ตระกูลจักรพรรดิที่สืบทอดเทคนิคการบ่มเพาะพิเศษมาหลายพันปีก็มิอาจเทียบเคียงกับเศษเสี้ยวพลังของนาง
เหล่านักปราชญ์ของโลกในยุคสมัยนั้นถึงกับบัญญัติระดับพลังใหม่ที่สูงกว่าที่โลกเคยมีให้นางโดยเฉพาะ
“ตัวตนกึ่งอมตะ”
คือสิ่งที่พวกเขาเรียกนาง
“โอสถครานี้จะตั้งชื่อว่าอะไรหรือเจ้าคะ?”
สาวใช้ของนางถามขึ้นมาอย่างน่าเอ็นดู
ไป่ฟานเซียนได้แต่เผยรอยยิ้มบางๆออกมา เพราะโอสถที่นางจะปรุงขึ้นในครานี้นั้นแม้แต่นางก็ยังไม่มีความมั่นใจ ทั้งยังไม่อาจจะคาดเดาถึงผลลัพธ์ของมันได้ด้วย
“ข้ายังไม่ได้คิดหรอก…”
“เช่นนั้นข้าจะรอให้ท่านออกมานะเจ้าคะ…”
สาวใช้คนสนิทของนางไม่เซ้าซี้ยามที่ทั้งสองมาถึงหน้าประตูบานใหญ่ มีอักขระโบราณมากมายถูกสลักไว้เหนือประตู มันจะตอบรับต่อพลังของนางและเปิดประตูให้นางเท่านั้น ตราบเท่าที่โลกภายนอกไม่มีคนที่มีพลังเหนือกว่านาง ประตูนี้ก็จะถูกปิดตายเป็นนิรันด์
นางเรียกมันง่ายๆว่าห้องทำงาน
แต่นางก็ใช้มันยามที่ปรุงโอสถและฝึกตนด้วยเช่นกัน ยามที่นางบรรลุระดับที่เหนือกว่าคนทั้งโลกนั้นนางหลงลืมเวลาอยู่ด้านในประตูนี้ถึง 3 ปีเต็มๆ
ไป่ฟานเซียนเดินเข้ามาในห้อง เสียงกลไกมากมายดังตามหลังขึ้นมาเพื่อปิดประตูให้อยู่ในสภาพเดิม หลังจากนี้จะมีเพียงแต่นางในห้องที่กว้างใหญ่นี้เท่านั้น
ในห้องทำงานของนางเพียบพร้อมไปด้วยวัตถุดิบในการปรุงยาทุกแขนง ชั้นหนังสือมากมายที่วางเรียงกันจนเต็มผนัง และเหล่าวัตถุดิบหายากที่เป็นดั่งตำนานของโลกมากมายที่นางสรรหามาเพื่อตอบสนองความอยากรู้อยากเห็นของตัวเองเต็มไปหมด
นางเดินเข้าไปที่กลางห้องแล้วสะบัดมือคราหนึ่ง หม้อปรุงโอสถที่มีขนาดใหญ่กว่าตัวนางถึง 3 เท่าก็ปรากฏออกมาจากรอยแยกกลางอากาศ ราวกับมันมาจากอีกมิติหนึ่ง
ไป่ฟานเซียนลูบเบาๆไปที่หม้อปรุงโอสถของนาง นี่เป็นผลงานที่ดีที่สุดของปรมาจารย์นักหลอมสร้างซึ่งเป็นสหายเพียงไม่กี่คนของนางสร้างให้ และเป็นคนเดียวกับที่สร้างห้องทำงานแห่งนี้ให้นางเช่นกัน
พรึ่บ!
เพียงการลูบเบาๆของนาง เปลวเพลิงสีฟ้าใสก็ถูกจุดขึ้น ความร้อนและอุณหภูมิที่สูงขึ้นอย่างรวดเร็วกลับไม่เป็นปัญหาต่อไป่ฟานเซียน นางสะบัดมืออีกครั้ง วัตถุดิบจำนวนหนึ่งก็ปรากฏออกมากลางอากาศ หากวัตถุดิบเหล่านี้ไปปรากฏที่โลกภายนอกมันจะกลายเป็นสงครามแห่งการแย่งชิงเป็นแน่ เพราะแต่ละชนิดล้วนถูกประเมินว่าตีค่าไม่ได้ทั้งสิ้น แต่ตอนนี้มันกลับถูกไป่ฟานเซียนโยนลงไปในหม้อราวกับหัวมัน
ยามที่วัตถุดิบแต่ละชนิดถูกโยนเข้าไป แรงกดดันอันมหาศาลก็ค่อยๆก่อตัวขึ้นจากศูนย์กลางของหม้อขนาดยักษ์ ทุกๆชิ้นที่เพิ่มเข้าไปกลับทำให้แรงกดดันนั้นหนักหน่วงขึ้นไปเรื่อยๆจนตอนนี้สามารถเห็นอากาศด้านนอกสั่นสะเทือน
ไป่ฟานเซียนยังคนนิ่งเฉย นางมองผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นอย่างใจเย็น เมื่อยามที่วัตถุดิบชนิดสุดท้ายถูกโยนเข้าไป นางกลับทำเรื่องที่ไม่มีใครคาดคิด
นางกระโดดลงไปในหม้อ!
โชคดีที่นางอยู่คนเดียว มิฉะนั้นผู้คนมากมายคงได้ตกใจกันจนตาย!
“โสมหมื่นปี…”
ไป่ฟานเซียนพึมพำเบาๆ นางยืนอยู่ใจกลางของหม้อปรุงยา รอบตัวของนางปรากฏวัตถุดิบจำนวนมากที่นางโยนลงมาก่อนหน้ากำลังหมุนวนอยู่รอบๆจนคล้ายกับว่านางเป็นศูนย์กลางของจักรวาล
ต้นโสมขนาดไม่ใหญ่นักปรากฏขึ้นมาด้านหน้า รากของมันกำลังส่องประกายสีทองเจิดจ้าทั้งยังสั่นออกมาไม่หยุด มันสั่นสะท้านเบาๆอีกครั้งเมื่อสัมผัสเข้ากับไป่ฟานเซียน ก่อนที่มันจะลอยออกไปอยู่ทางขวาของนางและเป็นวัตถุดิบหนึ่งเดียวที่ไม่ได้หมุนวนไปรอบๆ
“กระดูกหมื่นมังกร…”
วัตถุดิบอีกชนิดปรากฏขึ้นมาตรงหน้าหญิงสาว ครานี้มันไม่ได้เปล่งประกายเช่นเดียวกับโสมหมื่นปี มันเป็นเพียงกองขี้เถ้าที่จับตัวกันและส่งออร่าที่ดูมืดมนออกมาเท่านั้น
เมื่อมันสัมผัสกับตัวของไป่ฟานเซียน มันก็สั่นเบาๆแล้วย้ายตัวเองไปอยู่ทางด้านซ้ายของนาง เคียงคู่กับโสมก่อนหน้า
“น้ำตาหมื่นทิวา…”
สิ่งต่อไปคือน้ำเพียงหนึ่งหยด น้ำหยดเล็กๆเกาะตัวกันเบื้องหน้า มันไม่ได้ส่งออร่าอะไรออกมา เพียงแต่มันกลับดูกระจ่างใส่จนราวกับสามารถเจือจางสิ่งใดก็ได้บนโลก
“หยดเลือดหมื่นราตรี…”
ราวกับเป็นขั้วตรงข้ามกับน้ำสะอาดใสก่อนหน้า น้ำอีกหยดที่ปรากฏออกมาทีหลังนั้นดำสนิทเสียจนราวกับแสงก็ส่องไม่ทะลุ มันลอยอยู่เคียงคู่กับน้ำตาหมื่นทิวา ก่อนจะพุ่งเข้าใส่ร่างกายของหญิงสาวจนราวกับพวกมันจมลงไปในมหาสมุทร
ไม่มีแรงต่อต้านใดๆยามที่มันกระทบผิวหนัง เหมือนกับพวกมันจมเข้าไปในร่างของไป่ฟานเซียนเสียดื้อๆซะอย่างนั้น
แต่เจ้าของร่างอย่างนางกลับขมวดคิ้วขึ้นมาคราหนึ่ง พลังในร่างของนางระเบิดออกมาจนหม้อปรุงยาที่ดีที่สุดในโลกยังสั่นสะท้าน สายพลังบริสุทธิ์ที่นางปล่อยออกมารอบตัวดึงดูดให้วัตถุดิบจำนวนมากหมุนเวียนไปอย่างต่อเนื่อง เปลวเพลิงสีฟ้าปรากฏขึ้นอีกครั้งแล้วค่อยๆเผาวัตถุดิบที่กำลังหมุน ทันใดนั้นกระดูกหมื่นมังกรและโสมหมื่นปีก็ส่องแสงสว่างจ้า หนึ่งขาวหนึ่งดำสอดประสานกันเป็นวงกลมโดยมีร่างของหญิงสาวยืนนิ่งอย่างสงบอยู่ตรงกลาง
ราวกับนางกำลังถูกห่อหุ้มด้วยรังไหมที่งดงามอย่างไรอย่างนั้น
ความร้อนของเปลวไฟสีฟ้าค่อยๆเพิ่มสูงขึ้น หลอมเอาวัตถุดิบที่หมุนวนโดยรอบเข้าสู่พื้นผิวของรังไหมสีขาวและดำ ยามที่วัตถุดิบเข้าไปหลอมรวม ออร่าที่ทรงพลังก็ค่อยๆถูกปลดปล่อยออกมา ไป่ฟานเซียนที่อยู่กึ่งกลางของกระบวนการทั้งหมดหลับตาลง นางปล่อยให้กระแสพลังปราณในร่างค่อยๆชักจูงกระแสพลังของวัตถุดิบโดยรอบ จนในที่สุดแรงสั่นสะเทือนด้านนอกก็สงบลง
เหลือเพียงก้อนรวมของพลังงานทรงกลมกำลังลอยอยู่กึ่งกลางของหม้อเพียงเท่านั้น
ราวกับว่ามันเป็นเพียง “เม็ดยา” เม็ดหนึ่ง…
การประลองของปรมาจารย์
หนึ่งหมื่นปีผ่านไป
บรืน!
รถยนต์สีดำคันหนึ่งแล่นตัดผ่านหุบเขามาอย่างรวดเร็ว ที่เบาะหลังปรากฏร่างหนึ่งหนุ่มหนึ่งชรานั่งมาด้วยกัน ดูจากท่าทางและการแต่งตัวดูเหมือนชนชั้นสูงที่มีอิทธิพลอยู่พอตัว
“ท่านปู่ เกิดอะไรขึ้นถึงต้องรีบลากผมออกมาด้วยเนี่ย?”
ชายหนุ่มถามปู่ของตนอย่างแปลกใจ ชื่อของเขาคือถังเล่อถง ปัจจุบันอายุ 20 ปี เป็นทายาทของตระกูลถังที่เป็นตระกูลทรงอิทธิพลตระกูลหนึ่งของประเทศที่ขึ้นชื่อเรื่องศาสตร์ในการปรุงโอสถ
เขากำลังยุ่งอยู่กับการฝึกปรุงยา แต่วันนี้ท่านปู่ที่เป็นหัวหน้าตระกูลถังกลับเรียกตัวเขาให้ออกมาด้วยกัน
ทั้งยังไม่ยอมบอกสาเหตุกับเขามาจนถึงตอนนี้
เมื่อเห็นสีหน้าประหลาดใจของหลานชาย ชายชราที่มีใบหน้าอันทรงภูมิกลับถอนหายใจออกมาเบาๆ
“วันนี้มีเรื่องสำคัญเกิดขึ้นน่ะสิ”
ถังเทียนเจี๋ยที่มีศักดิ์เป็นถึงผู้นำตระกูลกลับดูไร้ซึ่งพลังนักในตอนนี้ ถังเล่อถงตั้งแต่เกิดจนโตไม่เคยเห็นใบหน้าของปู่ของตนที่ยิ่งใหญ่เสมอดูไร้พลังเช่นยามนี้มาก่อน
“อะไรหรือท่านปู่?”
ถังเล่อถงถามอย่างไม่เข้าใจ
“…เดี๋ยวแกก็รู้เอง”
รถยนต์จำนวนมากล้วนพุ่งทะยานขึ้นมาตามถนนบริเวณไหล่เขา ชาวบ้านที่อาศัยอยู่แถวนั้นล้วนออกมามุงดูด้วยความสนใจ เพราะนอกจากรถยนต์ที่ดูราคาแพงทั้งหลายแล้ว ยังมีฝูงชนจำนวนหนึ่งที่มุ่งหน้าขึ้นไปบนยอดเขากันอย่างเร่งรีบด้วย
“พ่อหนุ่มเกิดอะไรขึ้นเหรอ?”
ชายชราที่อาศัยอยู่บนเขานี้เอ่ยถามชายหนุ่มคนหนึ่งที่เดินขึ้นมาเงียบๆ ซึ่งชายหนุ่มคนนั้นก็ไม่ได้แล้งน้ำใจแต่กลับตอบเพียงว่า
“วันนี้จะเกิดเรื่องยิ่งใหญ่ขึ้นบนภูเขาน่ะ”
“เรื่องอะไรรึ?”
“คุณตาอย่ารู้เลยดีกว่า แล้วช่วงนี้อยู่ห่างจากยอดเขาไว้นะ มันอันตราย” ชายหนุ่มจ้องชายชราราวกับกำลังสำรวจบางอย่างแล้วยิ้มแล้วเตือนด้วยความหวังดี ก่อนจะทิ้งชายชราที่ยังคงสับสนไว้ที่ด้านหลัง
พรึ่บ!
ร่างของชายหนุ่มที่เคยเดินช้าๆกลับพุ่งทะยานขึ้นไปบนเขาราวกับลูกศร ทันใดนั้นชายชราก็สังเกต
ได้ว่านอกจากเส้นทางธรรมดาที่ใช้เดินแล้วปรากฏเงาเล็กๆจำนวนหนึ่งกำลังพุ่งขึ้นไปบนเขาเช่นเดียวกัน
“…นี่มันเกิดอะไรขึ้นบนภูเขานี้กัน”
แม้จะมองจากด้านล่างไม่เห็น แต่ตอนนี้ด้านบนของภูเขาปรากฏกลุ่มคนนับพันกำลังมารวมตัวกัน นอกจากคนที่เดินขึ้นมาแล้ว รถยนต์จำนวนหนึ่งล้วนถูกจอดรวมไว้ที่นี่ทั้งสิ้น เพราะเส้นทางที่เหลือไปสู่ยอดเขานั้นไม่สามารถนั่งรถขึ้นไปได้แล้ว
“ตระกูลถังก็มาเหมือนกัน?”
เมื่อถังเล่อถงและถังเทียนเจี๋ยลงมาจากรถ ผู้คนรอบด้านกลับแสดงท่าทีแปลกใจ ถังเล่อถงที่ลงมาก่อนปู่ของตนเองก็กวาดสายตามองไปรอบๆคราหนึ่ง
มีทั้งผู้ฝึกตนและคนธรรมดา
ตระกูลถังของเขาเป็นตระกูลที่โดดเด่นเป็นอย่างยิ่งเรื่องศาสตร์การปรุงโอสถ ทำให้ไม่ว่าจะไปที่ใดก็มักจะได้รับความเคารพเป็นอย่างยิ่ง
เพราะการฝึกตนย่อมคู่กับโอสถ การมีโอสถที่ดีจะสามารถช่วยลดระยะเวลาของการฝึกตนไปได้อย่างมหาศาล
ทำให้ผู้ฝึกตนทั่วไปนั้นจะเคารพเหล่าผู้ปรุงโอสถมาก
นอกจากนี้ตระกูลถังยังเป็นตระกูลที่มีโรงพยาบาลเป็นของตัวเองหลายแห่งทั่วประเทศ เป็นตระกูลที่มีอิทธิพลแท้จริงในประเทศ
“ใช่แล้ว ที่นี่แหละ”
ถังเทียนจี๋ที่เดินลงมาจากรถมองไปรอบๆ ก่อนที่สายตาของเขาจะไปหยุดที่ยอดเขา สถานที่ซึ่งผู้คนส่วนใหญ่กำลังทยอยกันเดินขึ้นไป
“เกิดอะไรขึ้นที่นี่เหรอครับ ท่านปู่?”
ถังเล่อถงถามปู่ของตนเบาๆ เพราะจำนวนผู้ฝึกตนที่มารวมตัวกันนี้มากมายราวกับมาจากทุกสารทิศในประเทศ ทั้งแต่ละคนยังมีพลังในระดับผู้ฝึกตนขึ้นไปทั้งสิ้น
“จะมีการประลองกันระหว่างสุดยอดปรมาจารย์น่ะสิ”
“ปะ…ปรมาจารย์!?”
ถังเล่อถงแสดงท่าทีตกใจออกมาอย่างเห็นได้ชัด
คำว่า “ปรมาจารย์” นี้คือระดับชั้นที่แสดงถึงพลังฝึกตนของเหล่าผู้ฝึกตน เมื่อผู้คนสามารถสัมผัสถึงพลังปราณได้จะนับว่าเป็นขั้นแรกของการฝึกตน และถูกเรียกว่า “ขั้นรวมปราณ”
และเมื่อสามารถทะลวงผ่านขั้นรวมปราณ พวกเขาจะสามารถใช้พลังปราณในร่างได้อย่างมีอิสระยิ่งขึ้น สามารถใช้ได้ทั้งเพิ่มพลังต่อสู้ และช่วยให้มีชีวิตที่ยืนยาวขึ้นเล็กน้อยด้วย
ในขั้นนี้พวกเขาจะถูกเรียกว่า “ผู้ฝึกตน” อย่างเป็นทางการ เพราะมีคนจำนวนไม่น้อยที่ไม่อาจทะลวงผ่านขั้นนี้และหยุดที่การรวมปราณเพียงเท่านั้น
ส่วนขั้นต่อไปคือขั้นที่ถูกเรียกว่า “จอมยุทธ์” ในขั้นนี้จะสามารถใช้พลังปราณออกมาจากร่างได้อย่างเป็นอิสระ แค่สามารถทะลวงผ่านขั้นนี้ได้ก็จะได้รับการเคารพเป็นอย่างสูง
และขั้นต่อไปก็คือ “ปรมาจารย์” ว่ากันว่าพวกเขาสามารถเหาะเหินเดินอากาศได้สบายๆ ทั้งยังทรงพลังกว่าจอมยุทธ์ทั่วไปไม่รู้กี่สิบเท่า
ในขั้นปรมาจารย์นี้ในประเทศมีเพียงไม่ถึงสิบคนเท่านั้น เป็นดั่งตัวตนที่สูงส่งในสายตาของคนทั่วไป เป็นระดับที่ส่วนใหญ่จะมีตำแหน่งสำคัญในกองทัพทั้งสิ้น
และในวันนี้จะมีการประลองกันระหว่างปรมาจารย์ 2 คน จึงไม่แปลกใจเลยว่ามันจะสามารถดึงดูดผู้คนที่รู้เรื่องให้มารวมตัวกันเป็นจำนวนมากได้เช่นนี้
“ราชันย์บูรพาหม่าฟู่เฟิงกับจอมดาบเจิ้งเหรินอี้จะประลองกันในวันนี้”
ถังเทียนจี๋อธิบายให้ฟังในขณะที่กำลังมุ่งหน้าขึ้นสู่ยอดเขา
“แล้วพวกเราจะไม่เป็นอะไรหรือท่านปู่?” ถังเล่อถงถามอย่างหวาดระแวง เพราะรอบตัวเขาเต็มไปด้วยตัวตนที่ทรงพลังซึ่งมารวมตัวกัน ตระกูลของเขามุ่งเน้นไปที่ศาสตร์ของการปรุงโอสถ ทำให้พลังฝึกตนของเขาไม่ได้สูงส่งนัก ตอนนี้เป็นเพียงผู้ฝึกตนขั้น 9 เท่านั้น
มีเพียงท่านปู่ของเขาที่เป็นผู้นำตระกูลที่เป็นถึงจอมยุทธ์ขั้น 6
ถึงจะมีบอกี้การ์ดส่วนหนึ่งตามมาด้วย แต่เมื่อเทียบกับฝีมือของพวกคนที่มารวมตัวกันวันนี้เกรงว่าจะไม่พอ
“ไม่เป็นไร เพราะวันนี้จะมีการประลองของปรมาจารย์ที่ยิ่งใหญ่ทั้งสองคน จึงถูกสั่งห้ามเด็ดขาดไม่ให้มีเรื่องกัน”
“เฒ่าถัง มาเร็วดีนี่”
ระหว่างการสนทนาของปู่หลานตระกูลถัง ด้านหลังของพวกเขาก็ปรากฏร่างของชายชราที่มีอายุกับหญิงสาวหน้าตางดงามเดินเข้ามา
“เฒ่าซ่ง?”
ถังเทียนจี๋เอ่ยทักอย่างประหลาดใจ เพราะชายชราที่เดินตามมากลับเป็นสหายสนิทคนหนึ่งที่มีการร่วมมือกันทางธุรกิจบ่อยๆอย่างซ่งเหว่ยหนาน
ตระกูลถังและตระกูลซ่งเป็นมิตรที่ดีกันมาตั้งแต่ยุคบรรพบุรุษ ทั้งยังสร้างเนื้อสร้างตัวขึ้นมาด้วยกัน ทำให้ผู้นำตระกูลทั้งสองเป็นเพื่อนสนิทกันจะไม่ใช่เรื่องแปลกเลยแม้แต่น้อย
“โอ้รุ่ยซีหรือนั่น ปู่ถังไม่ได้เห็นหน้าตั้งหลายปี”
ที่ด้านหลังของซ่งเว่ยหนานคือหญิงสาวที่หน้าตาสวยสะกดงดงามเป็นอย่างยิ่ง ทั้งเธอยังดูเย็นชาหน่อยๆจนดูคล้ายกับเป็นเทพธิดาคนหนึ่งอย่างไรอย่างนั้น
“สวัสดีค่ะปู่ถัง”
ซ่งรุ่ยซีเผยรอยยิ้มที่งดงามให้กับสหายสนิทของท่านปู่ของเธอ ภาพที่เธอยิ้มนั้นทำให้ชายหนุ่มหลายคนที่แอบมองหลงเสน่ห์ของเธออย่างช่วยไม่ได้
“สวัสดีครับพี่รุ่ยซี” ถังเล่อถงทักทายอย่างอายๆ ตอนเด็กๆพวกเขาเคยเล่นด้วยกันอยู่บ่อยๆ แต่พอโตขึ้นเขาก็ได้ยินว่ารุ่ยซีไปเรียนต่อจนหายไปถึง 3 ปี
ไม่คิดว่าพอกลับมาจะงดงามทั้งยังเต็มไปด้วยเสน่ห์เช่นนี้
“สวัสดี”
ซ่งรุ่ยซีเพียงยิ้มบางๆไปให้เท่านั้น
“เฒ่าถังวันนี้ที่แกถ่อมาถึงนี่ก็เพราะเรื่องนั้นเหมือนกันสินะ” ซ่งเหว่ยหนานเดินเข้าไปคุยใกล้ๆกับสหายเก่าพร้อมทั้งเดินต่อไปเรื่อยๆ ซึ่งคำถามนั้นก็ทำให้ถังเทียนจี๋ต้องพยักหน้ารับขึ้นมาอย่างช่วยไม่ได้
“อ่า…ยุคสมัยใหม่น่าจะใกล้เริ่มขึ้นแล้ว”
“ช่วงไม่กี่ปีมานี้จำนวนของผู้ฝึกตนกลับเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ” ซ่งเว่ยหนานถอนหายใจออกมา ย้อนกลับไปในสมัยพวกเขายังหนุ่มๆจำนวนผู้ฝึกตนนั้นยังไม่มากมายถึงเพียงนี้ ทั้งยังไม่ทรงพลังเช่นนี้ด้วย ทำให้ถึงจะมีฝีมือเท่าไรแต่ถ้าโดนอาวุธเช่นปืนก็สามารถทำให้คนธรรมดาสู้ได้สบายๆ
ทำให้เมื่อก่อนพวกเขาไม่ได้เป็นที่สนใจมากนัก
แต่ในตอนนี้เหล่าผู้ฝึกตนนั้นกลับปรากฏตัวออกมาเพิ่มขึ้นจำนวนมาก
“รัฐบาลช่วงนี้ก็หัวหมุนกันไปหมดเลย” ซ่งเหว่ยหนานพูดต่อ ตระกูลซ่งเองก็พอจะมีตำแหน่งภายในอยู่ไม่น้อย ทำให้พอจะรู้ข่าววงในอยู่ตลอด
“จะเคลื่อนไหวอย่างไรรึ?” ถังเทียนจี๋ถามเบาๆ
“…ยังไม่มีคำสั่งอะไรเป็นพิเศษหรอก”
เมื่อเห็นท่าทางของคนแก่สองคนกระซิบกระซาบคุยกันด้านหน้า ถังเล่อถงที่เดินตามมาย่อมไม่อาจไปขัด จึงได้แต่หันมาชวนหญิงสาวที่เดินตามมาอย่างเงียบๆคุยก็เท่านั้น
“พี่รุ่ยซีไปเรียนต่อที่ไหนมาเหรอ?”
“ประเทศทางตะวันตกน่ะ”
“โอ้…”
ทั้งสองก็เริ่มพูดคุยกันเช่นเดียวกัน เพียงแต่มันออกจะเป็นการพูดคุยที่ประหลาดไปเสียหน่อย เพราะดูเหมือนจะมีแค่ถังเล่อถงที่เป็นฝ่ายถามเท่านั้น ซ่งรุ่ยซีที่เดินอยู่ข้างๆๆนอกจากคำตอบไม่กี่คำแล้วก็ไม่ได้สนใจจะเป็นฝ่ายเริ่มสนทนาเลยสักนิด
ชายหนุ่มรู้สึกอึดอัด แต่เพื่อไม่ให้บรรยากาศมันกระอักกระอ่วนไปมากกว่านี้เขาจึงยังต้องเป็นฝ่ายทำลายความเงียบที่ก็ตัวขึ้นไปเรื่อยๆเช่นนี้
ก่อนที่ใครจะรู้ตัว พวกเขาก็มาถึงด้านบนสุดของยอดเขา ปรากฏลานกว้างขนาดใหญ่ที่มีหุบเขาล้อมรอบ ผู้คนล้วนยืนออกันอยู่รอบลานกว้างนั้นแต่ไม่มีใครกล้าเดินเข้าไปในลานเลยสักนิด
นอกจากนี้ยังมีคนของทางการกระจัดกระจายอยู่เต็มไปหมด ทั้งยังคอยดูแลไม่ให้เกิดเรื่องวุ่นวายอีกด้วย
ตระกูลถังและตระกูลซ่งเองก็นับว่ามีหน้ามีตาในวงการไม่น้อย เมื่อพวกเขามาถึงฝูงชนก็เปิดทางให้เข้าไปอยู่ข้างสนามได้สบายๆ
เสียงพูดคุยเซ็งแซ่ยังดังขึ้นอย่างต่อเนื่องจนกระทั่งเป็นเวลา 11 โมงเช้า ทั้งที่เป็นพื้นที่โล่งแต่บริเวณลานนี้กลับไม่มีแดดเลยแม้แต่น้อย ดูเหมือนหุบเขาทั้งสี่ด้านจะช่วยบังแสงแดดร้อนแรงไปจนหมด ทั้งยังรู้สึกเย็นสบายเสียด้วยซ้ำ
แม้ว่าจะมีผู้คนมารวมกันมากกว่าพันคน แต่เมื่อถึงเวลา ทุกคนกลับเงียบเสียงจนนิ่งสนิท ไม่มีใครกล้าเอ่ยเสียงอะไรออกมารบกวนการประลองที่กำลังจะเริ่มขึ้น
“…ราชันย์บูรพาหม่าฟู่เฟิงกับจอมดาบเจิ้งเหรินอี้มาแล้ว!”
ไม่รู้ว่าใครเป็นคนพูดประโยคนี้ แต่เมื่อได้ยินทุกคนต่างหันพรึ่บไปในทางเดียวกัน ทางนั้นปรากฏร่างของบุรุษสองร่างเดินตีคู่กันมาอย่างองอาจ
คนหนึ่งคือชายวัยกลางคนที่มีหนวดเคราเต็มใบหน้า แต่ประกายตาดุดดันและออร่าที่ปล่อยออกมาราวกับสัตว์ร้ายที่พึ่งหลุดออกมาจากกรง
ส่วนอีกคนกลับเป็นชายวัยชรา หนวดสีขาวโพลนของเขายาวไปจนถึงหน้าท้อง ชวนให้นึกถึงจอมยุทธ์ที่เคยเห็นตามโทรทัศน์ ที่หลังของเขาแบกดาบมือเดียวที่ปรากฏออร่าที่ดูคมปราบ
เมื่อทั้งสองเดินมาถึงกลางลานประลองก็แยกกันไปยืนที่คนละมุม หนึ่งซ้ายหนึ่งขวาไม่ขยับแต่จับจ้องซึ่งกันและกันแต่เพียงเท่านั้น
เหล่าผู้ชมที่ยืนมองทั้งสองคนอยู่มุมนอกกลืนน้ำลายดังเอื๊อก แต่ทันใดนั้นแรงกดดันจำนวนมากก็ทะลักออกมาจากทั้งสองฝ่ายและเข้าประทะกันกลางลานประลอง!
ผู้ชมที่เป็นคนธรรมดาและระกับไม่ถึงจอมยุทธ์ล้วนรู้สึกถูกกดดัน บางคนถึงขนาดขาสั่นลงไปนั่งกับพื้นเมื่อสัมผัสเข้ากับแรงกดดันที่ปรามาจารย์ทั้งสองปล่อยออกมาข่มใส่กันเท่านั้น
“รุนแรงเหลือเกิน…”
ถังเล่อถงพึมพำออกมา มือของเขาอดสั่นออกมาเบาๆไม่ได้เมื่อกำลังจ้องมองภาพตรงหน้า
ชายหนุ่มหันไปมองทางซ่งรุ่ยซี แต่ภาพที่เห็นก็ทำเอาเขาประหลาดใจ เพราะหญิงสาวไม่เพียงแต่จะมีอาการสั่น แต่เธอสามารถยืนอยู่ตรงนั้นได้อย่างสบายๆด้วยซ้ำ