วิพากษ์ ‘อุ๊งอิ๊ง’ นำทัพ พท.ทวงคืน พรรคอันดับ 1
หมายเหตุ – ความเห็นนักวิชาการกรณี น.ส.แพทองธาร ชินวัตร หัวหน้าพรรคเพื่อไทยคนใหม่ แสดงวิสัยทัศน์นำพรรคกลับมาเป็นพรรคอันดับหนึ่งในใจของประชาชนอีกครั้ง พร้อมผลักดัน 4 เรื่องหลักให้ทีมบริหารชุดใหม่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในพรรคอย่างชัดเจน
ยุทธพร อิสรชัย
สาขาวิชารัฐศาสตร์ ม.สุโขทัยธรรมาธิราช
ก ารปรับทัพครั้งนี้ของพรรคเพื่อไทย (พท.) ซึ่งมี น.ส.แพทองธาร ชินวัตร หรืออุ๊งอิ๊ง ขึ้นมาเป็นหัวหน้าพรรคเป็นจุดที่น่าสนใจ เพราะพรรคเพื่อไทยเองก็จะต้องมีกระบวนการที่จะเดินหน้าไปสู่ปัจจัยสำคัญ 2 ประการ ประการแรก คือ การปรับตัวของพรรคเพื่อการสอดรับกับบริบททางการเมือง และภูมิทัศน์ทางการเมืองที่มันเปลี่ยนไป อย่าลืมว่าแม้พรรคเพื่อไทยมีความเป็นมายาวนาน ตั้งแต่สมัยพรรคไทยรักไทย (ทรท.) มาสู่พรรคพลังประชาชน (พปช.) และมาเป็นเพื่อไทย เวลาร่วม 20 กว่าปี ฉะนั้นการเมืองเมื่อ 2540 กับวันนี้มันห่างกัน 20 กว่าปีแล้ว ตอนนี้มันเปลี่ยนไปเยอะ เราจะเห็นได้ว่าพรรคเพื่อไทยก็เป็นครั้งแรกตั้งแต่ตั้งพรรค ที่ไม่ได้ชัยชนะเป็นอันดับหนึ่งของการเลือกตั้ง
แต่อย่างไรก็ดี เมื่อพรรคเพื่อไทยสามารถเป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาลได้ ซึ่งจะต้องขับเคลื่อนพรรคต่อ โดยการปรับตัวเพื่อสอดรับกับความเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ แต่อาจจะมีบทบาทของคนรุ่นใหม่เข้ามา อาจจะมีนโยบาย มุมคิด มุมมองใหม่เข้ามาก็เป็นเรื่องที่จำเป็น
ปัจจัยประการที่สอง คือ การวางฐานทางการเมืองของตระกูลชินวัตรต่อไปในอนาคต ทั้งในพรรคเพื่อไทยและภาพใหญ่ทางการเมืองด้วย ดังนั้นการเข้ามาของคุณอุ๊งอิ๊ง คงมาสานต่อเป็นรุ่นที่ 3 หลังจากที่มีคุณทักษิณ ชินวัตร คุณยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ที่เป็นน้องสาว จนมาถึงคุณอุ๊งอิ๊ง ลูกของคุณทักษิณ ซึ่งมันเป็นการวางรากฐานทางการเมืองของตระกูลชินวัตรด้วยเช่นเดียวกัน
สำหรับการแสดงวิสัยทัศน์ 4 ข้อของคุณอุ๊งอิ๊ง ผมมองว่าโจทย์ที่สำคัญของพรรคเพื่อไทย คือ ต้องเรียกความเชื่อมั่นเชื่อถือกลับมาก่อน ในการข้ามขั้วทางการเมืองที่เกิดขึ้นหลังการเลือกตั้งที่ผ่านมา ก็เป็นปัญหาใหญ่ที่พรรคเพื่อไทยถูกวิพากษ์วิจารณ์ แล้วหลังจากนี้คงต้องดูเรื่องการดำเนินการทางนโยบายต่างๆ ในฐานะของพรรคแกนนำรัฐบาลด้วย
แต่การกลับมาเป็นพรรคอันดับ 1 ไม่ใช่เรื่องที่ง่ายเลย เพราะวันนี้คู่แข่งทางการเมืองที่สำคัญ คือ พรรคก้าวไกล ดังนั้นเราจะเห็นว่า พรรคเพื่อไทยกับพรรคก้าวไกล (ก.ก.) มีโจทย์ที่ต่างกัน ซึ่งพรรคเพื่อไทยมีโจทย์ให้พรรคกลับมาสู่อันดับ 1 อีกครั้ง ในขณะที่โจทย์ของพรรคก้าวไกลในการเลือกตั้งครั้งหน้า เขาจะต้องชนะอย่างเป็นเอกฉันท์ เพื่อนำมาสู่การจัดตั้งรัฐบาลที่ไม่ต้องเกิดการข้ามขั้ว นายกฯไม่ตรงปก รัฐบาลไม่ตรงปก หรือรัฐสภาบิดเบี้ยว ที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์เหล่านี้ โจทย์สองพรรคใหญ่จึงแตกต่างกัน
ดังนั้นทางพรรคเพื่อไทย เรียกได้ว่ามีความท้าทาย เป็นปัญหา และโจทย์ที่สำคัญในการดึงคะแนนเสียงและความนิยมตรงนี้กลับมาให้ได้ ถ้าเรามาดูความพ่ายแพ้ของพรรคเพื่อไทยในการเลือกตั้งที่ผ่านมา มีหลักอยู่ 2 ส่วน คือ 1.ส.ส.บัญชีรายชื่อ ซึ่งพรรคก้าวไกลได้มากกว่าพรรคเพื่อไทยกว่า 10 ที่นั่ง มันทำให้พรรคก้าวไกลชนะพรรคเพื่อไทย และอีกพื้นที่หนึ่ง คือ พื้นที่กรุงเทพมหานคร ซึ่งเดิมพรรคเพื่อไทยได้ ส.ส.เกือบครึ่งของกรุงเทพฯ แต่ครั้งนี้เหลือ 1 ที่นั่ง แต่ในขณะที่ 32 ที่นั่งเป็นของพรรคก้าวไกลทั้งหมด
อย่าลืมว่ายังมีสนามที่ชนกันโดยตรงอีก มันเป็นการบวกหนึ่ง กับลบหนึ่ง คือ ถ้าพรรคก้าวไกลได้ที่นั่งพรรคเพื่อไทยจะเสียที่นั่ง เพราะฉะนั้นมันจะไม่ได้เป็นหนึ่งคะแนนเท่านั้น แต่ช่องว่างจะกลายเป็น 2 เพราะมันมีช่องว่างทั้งบวกหนึ่ง และลบหนึ่ง ฉะนั้น พรรคเพื่อไทยต้องดึงเอาพื้นที่กรุงเทพมหานครกลับมาให้ได้ ดังนั้นเรื่องเหล่านี้จึงเป็นโจทย์ใหญ่ของพรรคเพื่อไทยทั้งนั้น
การที่คุณอุ๊งอิ๊งบอกว่าขอพิสูจน์ด้วยผลงาน ก็เป็นสิ่งที่เป็นจุดขายของพรรคเพื่อไทยมาตลอด นั่นคือเรื่องนโยบาย ซึ่งพรรคเพื่อไทยมักจะนำเสนอนโยบายที่เป็นนวัตกรรมทางการเมืองเสมอ อย่างเช่น ยุคของพรรคไทยรักไทย ก็เป็นช่วงทำนโยบายประชานิยม เช่น 30 บาทรักษาทุกโรค กองทุนหมู่บ้าน เป็นต้น ซึ่งมันทำให้เกิดคำว่าประชาธิปไตยกินได้ขึ้นมา แต่ปัจจุบันก็มีนำเสนอนโยบายดิจิทัลวอลเล็ต และซอฟต์เพาเวอร์ ก็เป็นอีกจุดขายสำคัญของพรรคเพื่อไทย
สิ่งที่พรรคเพื่อไทยยังขาดอยู่ คือ การพูดถึงการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง ซึ่งมันเป็นจุดขายของพรรคก้าวไกล ฉะนั้นวันนี้ถ้าพรรคเพื่อไทยจะพิสูจน์ผลงาน ผมคิดว่าต้องเติมเรื่องการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างไปด้วย เช่น โครงสร้างทางการเมือง โครงสร้างทางเศรษฐกิจต่างๆ
สำหรับการจัดทัพใหม่ของคุณอุ๊งอิ๊ง มันเป็นแนวคิด เรื่องการสร้างความเข้มแข็งของพรรคการเมือง เขาเรียกว่า สามฐานอำนาจของพรรคการเมือง คือ พรรคการเมืองจะเข้มแข็งได้ต้องมีองค์ประกอบ 3 ส่วน 1.พรรคที่ได้รับความนิยมจากการเลือกตั้ง ซึ่งพรรคเพื่อไทยต้องทวงคืนการเป็นพรรคอันดับหนึ่งกลับมาให้ได้ 2.การเป็นพรรคในฐานะรัฐบาล ซึ่งวันนี้พรรคเพื่อไทยก็ทำสำเร็จในการจัดตั้งรัฐบาล จะทำให้เกิความได้เปรียบในฐานะของคนที่อยู่ในอำนาจรัฐ และ 3.การจัดองค์กรของพรรค
หนึ่งข้อที่คุณอุ๊งอิ๊งได้พูดถึง การจัดองค์กรแนวราบ คือ ทุกคนสามารถที่จะมีส่วนร่วมได้ มีความเข้มแข็ง มีการสร้างความเป็นพรรคที่มาจากฐานมวลชน การเชื่อมต่อพรรคกับสังคมต่างๆ ซึ่งเป็นองค์ประกอบที่สำคัญ ที่จะต้องขับเคลื่อนพรรคเพื่อไทยในการปรับโครงสร้างองค์กรใหม่ด้วย
ส่วนเรื่องกระแสการวิพากษ์วิจารณ์ว่า ตอนนี้เหมือนมีนายกฯ 2 คน มันมีมาตั้งแต่การตั้งกรรมการยุทธศาสตร์ซอฟต์พาวเวอร์แห่งชาติแล้ว ที่คุณเศรษฐา ทวีสิน เป็นประฐานในฐานะนายกรัฐมนตรี รองประธานคือคุณอุ๊งอิ๊ง ฉะนั้นสิ่งนี้เป็นเรื่องที่หนีไม่พ้นข้อวิจารณ์ ยิ่งคุณอุ๊งอิ๊ง มีนามสกุลเดียวกันกับคุณทักษิณด้วย จึงเป็นสิ่งที่ถูกจับตาอยู่แล้ว หรือการที่เมื่อวานคุณอุ๊งอิ๊งพูดถึงแรงบันดาลใจที่ได้รับจากคุณพ่อ คือคุณทักษิณ ชินวัตร แล้วขณะเดียวกันคุณเศรษฐาถูกสัมภาษณ์ว่าจะมีการเปลี่ยนตัวนายกฯมาเป็นคุณอุ๊งอิ๊งหรือไม่
ผมคิดว่าเป็นเรื่องไม่น่าแปลกที่จะโดนวิจารณ์ แต่ในแง่ของความขัดแย้งของคุณอุ๊งอิ๊งกับคุณเศรษฐาผมคิดว่ามันไม่เกิดขึ้น คงไม่เกิดขึ้นง่ายหรือในเร็ววันนี้เพราะถ้าเกิดอย่างนั้นจริง จะเกิดการโหวตกันใหม่ในสภา มันก็จะเกิดการเปลี่ยนขั้วอำนาจขึ้นมาได้ มันก็เป็นเรื่องที่ไม่ดีนักต่อเสถียรภาพของรัฐบาลและพรรคเพื่อไทย
การนำทัพของพรรคเพื่อไทยโดยคุณอุ๊งอิ๊ง ผมคิดว่าเขาทำได้ เห็นจากการเลือกตั้งที่ผ่านมา ก็มีคำถามต่อคุณอุ๊งอิ๊งเยอะในเวลานั้น เราก็เห็นถึงความมุ่งมั่นตั้งใจว่าทำได้ แต่ต้องมีทีมที่ดี กรรมการบริหารพรรคต้องสามารถที่จะช่วยขับเคลื่อนได้ ซึ่งมันก็เป็นบทพิสูจน์ของการบริหารพรรคชุดใหม่เช่นเดียวกัน เพราะสิ่งที่สำคัญมาก คือ การที่จะกลับมาเป็นพรรคที่ได้รับความนิยมอันดับหนึ่ง มันเป็นโจทย์ที่ยาก และเป็นความท้าทายครั้งสำคัญ
โอฬาร ถิ่นบางเตียว
อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์และนิติศาสตร์ ม.บูรพา
กรณี น.ส.แพทองธาร ชินวัตร หรืออุ๊งอิ๊ง ก้าวขึ้นมานั่งตำแหน่งหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ผมมองว่าสถานการณ์ของพรรคเพื่อไทยไม่มีตัวเลือกที่ดีกว่าอุ๊งอิ๊ง หากดูจากบุคลากรที่มีความรู้ความสามารถ และมีประสบการณ์ทางการเมืองเยอะ ประกอบกับพรรคเพื่อไทยจะต้องปฏิรูป หรือรีโนเวตพรรคเพื่อเตรียมความพร้อมในการต่อสู้ทางการเมืองกับพรรคก้าวไกลในการเลือกตั้งครั้งหน้า หากพรรคเพื่อไทยไม่มีการปฏิรูปหรือรีโนเวตพรรค แล้วดึงคนรุ่นใหม่เข้ามา อาจจะเป็นจุดอ่อนของพรรคเพื่อไทย อุ๊งอิ๊งจึงเป็นตัวเลือกที่ดีที่สุด ณ เวลานี้
ประกอบกับเป็นทายาทของนายทักษิณ ชินวัตร ซึ่งเป็นจิตวิญญาณของพรรคเพื่อไทย ที่ผ่านมาถึงแม้ว่าจะมีหัวหน้าพรรค แต่เป็นหุ่นเชิด อำนาจยังอยู่ที่นายทักษิณ ที่ผ่านมาหัวหน้าพรรคเพื่อไทยไม่สามารถบริหารจัดการ หรือแก้ปัญหาให้กับพรรคได้ เพราะเวลามีปัญหาทุกคนจะต่อสายถึงนายทักษิณ ทำให้พรรคมีปัญหาในเรื่องทิศทางการเมือง ภายใต้การบริหารงานของ นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว อดีตหัวหน้าพรรค
หากเป็นอุ๊งอิ๊ง ถือว่าเป็นสายตรง สามารถเรียกอำนาจ หรือควบคุมปัญหาภายในพรรคได้เป็นอย่างดี เชื่อว่าการปรับกรรมการบริหารพรรค ก็จะมีการดึงคนรุ่นใหม่เข้ามา เพื่อเตรียมความพร้อมที่จะสู้ เนื่องจากสถานการณ์ที่พรรคก้าวไกลชนะการเลือกตั้ง และกระแสนิยมสูงมาก ทำให้กระทบสถานะของกลุ่มอำนาจเดิมทั้งหมด ที่สำคัญกลุ่มอำนาจเดิมนั้น ไม่มีพรรคการเมืองไหนที่มีศักยภาพพอที่จะสู้กับพรรคก้าวไกล พรรคเพื่อไทยจึงเป็นตัวเลือกที่ดีที่สุดในเวลานี้
ถึงแม้ว่ากลุ่มอำนาจเก่าจะไม่ชอบนายทักษิณ แต่ไม่มีตัวเลือกในการที่จะสู้กับพรรคก้าวไกล จึงเป็นโอกาสของอุ๊งอิ๊งและทักษิณในสถานการณ์ที่ชนชั้นนำของไทยไม่มีตัวเลือก จึงต้องเลือกอุ๊งอิ๊งเข้ามามีบทบาททางการเมือง และประการต่อมายังเป็นการปูพื้นฐานให้นายทักษิณเข้ามามีบทบาททางการเมือง อย่างน้อยที่สุดอาจจะเป็นที่ปรึกษาหัวหน้าพรรคเพื่อไทยหรืออยู่เบื้องหลังของพรรคเพื่อไทย ซึ่งจะส่งผลให้พรรคก้าวไกลคิดหนักเหมือนกัน
ทิศทางการบริหารงานของอุ๊งอิ๊งในอนาคต ถ้าดูจากกรรมการบริหารพรรคจะพบว่าจะมีการดึงคนรุ่นใหม่เข้ามา จะมีลักษณะแตกต่างจากคนรุ่นใหม่ของพรรคก้าวไกล ซึ่งไม่เป็นลูกท่านหลานเธอ ไม่ได้เป็นลูกนักการเมือง ลูกคนบ้านใหญ่ แต่คนรุ่นใหม่ของพรรคเพื่อไทย หากดูจากกรรมการบริหารพรรค ส่วนใหญ่เป็นคนรุ่นใหม่มาจากฐานการเมืองของพ่อ ของตระกูลการเมืองที่วางเอาไว้ให้ คิดว่าการทำงานคงเป็นการเดินคู่ขนาน อุ๊งอิ๊งกับทีมงานคนรุ่นใหม่ ทำงานการเมืองแบบใหม่ ทำนโยบายแบบใหม่ ขณะเดียวกันคนรุ่นพ่อ หรือตระกูลการเมือง กลุ่มบ้านใหญ่ ก็จะทำงานเก็บคะแนนทั้งหมด ทั้งคนรุ่นใหม่ รุ่นกลาง คนชอบการเมืองแบบเก่า ซึ่งพรรคก้าวไกลไม่ได้คนเหล่านี้แต่จะได้เฉพาะคนรุ่นใหม่เท่านั้น
จุดอ่อนของ อุ๊งอิ๊งคือต้นทุนที่เสียหายกับการหาเสียงครั้งที่ผ่านมา ดูจากข้อวิพากษ์วิจารณ์ ประกอบกับความกังวลใจของประชาชนต่อพรรคเพื่อไทย หากไม่ขับเคลื่อนนโยบายที่สัญญาเอาไว้ได้ อาทิ ดิจิทัลวอลเล็ต 1 หมื่นบาท ค่าแรงงาน 600 บาท เงินเดือนบัณฑิตจบใหม่ 2.5 หมื่นบาท ก็จะทำลายต้นทุน นอกเสียจากพรรคเพื่อไทยจะต้องทำนโยบายดังกล่าวออกมาให้ได้
ส่วนการวิพากษ์วิจารณ์นายกฯ 2 คน ผมมองว่าเป็นเรื่องจริง เพราะสังคมมองเห็นคะแนนนิยมตั้งแต่ต้น ระหว่างนายเศรษฐากับอุ๊งอิ๊ง จะเห็นว่าอุ๊งอิ๊งได้มีการถอนตัวไม่เป็นนายกรัฐมนตรี เพราะไม่ไว้วางใจสถานการณ์ทางการเมืองในตอนนั้น จึงให้ถอนตัวจากการเป็นนายกรัฐมนตรี แต่ช่วงนี้อุ๊งอิ๊งสบายใจแล้วเพราะสถานการณ์การเมืองเปลี่ยนไปแล้ว ไม่ต้องกังวลใจ เพราะอำนาจการต่อรองอยู่ที่นายทักษิณหมดแล้ว และเชื่อว่าหลังจากนี้ต่อไป การทำงานของนายเศรษฐาจะยากลำบากมากขึ้น เพราะบรรดา ส.ส.ทั้งหมดของพรรคเพื่อไทยจะกลับมาเป็นฐานให้กับอุ๊งอิ๊งทั้งหมด ซึ่งส่งผลให้นายเศรษฐาจะเป็นนายกฯลอย
ส่วนพรรคเพื่อไทยจะกลับมาเป็นอันดับ 1 นั้นก็ต้องดูกันไปก่อนในช่วง 4 ปี เพราะขณะนี้ยังถือว่าพรรคก้าวไกลยังมีความนิยมเป็นอันดับ 1 แต่ก็ยังมีเรื่องเสื่อมเสียในเรื่องภาพลักษณ์ การคุกคามทางเพศ และมีวาระซ่อนเร้นไม่กล้าตรวจสอบนายทักษิณ หาก 2 เรื่องนี้แก้ไม่ได้ในช่วงระยะเวลา 4 ปี พรรคเพื่อไทยก็จะกลับมามีอำนาจ เพราะว่าโครงสร้างกลไกอำนาจรัฐเอื้อต่อพรรคเพื่อไทยมาก
แนวโน้มของพรรคเพื่อไทยหลังจากนี้จะมีเอกภาพมากยิ่งขึ้น ถึงแม้ว่าจะมีกลุ่มคนที่ไม่ชอบตระกูลชินวัตร หรือคนในพรรคยังไม่มีตำแหน่งแห่งที่ ก็ไม่มีทางเลือกเหมือนกัน หากต้องการมีชีวิตที่ดีทางการเมืองภายในพรรคเพื่อไทยก็จะต้องยอม ตัวจริงเขามาแล้ว ส่วนบทบาทของพรรคเพื่อไทยก็จะอยู่กับคนรุ่นใหม่ เชื่อว่าความคิดความอ่านคงแตกต่างกันไป แต่ทุกคนก็ไม่สามารถไปวิพากษ์วิจารณ์แย้งความคิดได้ เห็นได้จากการเลือกตัวหัวหน้าพรรคเพื่อไทยมีคะแนนเป็นเอกฉันท์ ไม่มีใครคิดต่าง
การทำงานของพรรคเพื่อไทยต่อไปนายทักษิณจะทำงานผ่านลูก หากคนใดไม่ทำตามนโยบายของพรรคเพื่อไทยก็ต้องย้ายไปพรรคอื่น
สุดเขต สกุลทอง
อาจารย์ประจำหลักสูตรรัฐประศาสนศาสตร์ วิทยาลัยบริหารศาสตร์ ม.แม่โจ้
คุณภาพของหัวหน้าและคณะกรรมการชุดนี้ถือเป็นใช้ศักยภาพของคนรุ่นใหม่ เหมือนพรรคก้าวไกลที่ฟอร์มคนรุ่นใหม่เข้ามาบริหารแต่แตกต่างกันที่พรรคเพื่อไทยมีประวัติศาสตร์การเมืองยาวนานกว่าตั้งแต่ปี 2540 ที่นายทักษิณ ชินวัตร ก่อตั้งพรรคไทยรักไทยขึ้นมา
ทั้งนี้ โมเดลของพรรคเพื่อไทยครั้งนี้ มีอยู่ 2 รูปแบบ คือ มีความเป็นสถาบันการเมืองที่ก่อตั้งมานานถึง 20 ปี มีผู้บริหารและแกนนำซึ่งล้วนมีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักและสังคมยอมรับ โดยเฉพาะหัวหน้าพรรค กรณี น.ส.แพทองธาร เรียกว่ามีดีเอ็นเอของพรรคที่ถูกต้อง เพราะเติบโตมาในครอบครัวชินวัตร ขณะเดียวกัน น.ส.แพทองธาร ก็เป็นคนรุ่นใหม่ที่เปิดใจรับฟังความคิดเห็นรอบด้านได้ดีมาก จึงพร้อมนำเสนอไอเดียหรือนโยบายใหม่ๆ ที่โดนใจคนทุกเจเนอเรชั่นได้
พรรคการเมืองในประเทศไทยมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว เช่น มีความเป็นจังหวัด ความเป็นภูมิภาค หรือความเป็นเจ้าของ ซึ่งพรรคเพื่อไทยก็มีตระกูลชินวัตรเป็นเจ้าของอยู่ และที่ผ่านมาก็เป็นพรรคที่มีนายกรัฐมนตรีมากที่สุด ทั้งนายทักษิณ ชินวัตร, นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ สามีนางเยาวภา น้องสาวนายทักษิณ และ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร แต่การเกิดขึ้นของพรรคก้าวไกลที่เป็นกลุ่มคนหัวก้าวหน้า เป็นปัจจัยและตัวแปรสำคัญให้พรรคเพื่อไทยต้องสนับสนุนคนรุ่นใหม่ขึ้นมาเป็นผู้นำในช่วงเปลี่ยนผ่านเพื่อพัฒนาพรรคในช่วง 4 ปีให้เข้มแข็งก่อนการเลือกตั้งครั้งหน้า
ส่วนที่มีคนตั้งข้อสังเกตและวิพากษ์วิจารณ์ว่า น.ส.แพทองธารเป็นนายกรัฐมนตรีเงาของรัฐบาลชุดนี้ เพราะบารมีของนายทักษิณ เป็นเรื่องที่ปฏิเสธไม่ได้เพราะพรรคการเมืองบางพรรคมีเจ้าของอยู่ เนื่องจากผู้ก่อตั้งเป็นผู้ริเริ่มและระดมทุนขึ้นมา เมื่อเริ่มต้นด้วยระบบผู้ก่อตั้ง หรือกลุ่มตระกูล จึงหนีไม่พ้นต้องมีทายาท จึงไม่ใช่เรื่องแปลกในระบบพรรคการเมืองของภูมิภาคนี้ ซึ่งอัตลักษณ์ของเพื่อไทย คือ ชินวัตร จึงต้องมีทายาทจากตระกูลนี้เข้ามาเป็นตัวแทน เพราะหากไม่มี กลุ่มแฟนคลับ เช่น คนเสื้อแดง อาจไม่เอาด้วย
ความเปลี่ยนแปลงของพรรคเพื่อไทยครั้งนี้ ถือเป็นความกล้าในการดึงคนรุ่นใหม่มาบริหารพรรค หากไม่ทำแบบนี้อาจแข่งขันกับพรรคก้าวไกลที่มีอิมเมจและโครงสร้างก้าวล้ำกว่าพรรคการเมืองอื่นๆ ไม่ได้ แต่ขณะเดียวกัน คนที่จะมาเป็นผู้นำพรรคได้ก็ต้องเจรจาต่อรองกับผู้อาวุโสในพรรคได้ด้วย ซึ่งคนที่เป็นกุนซือใหญ่ครั้งนี้นอกจากนายทักษิณ ยังมีอีกหลายคนที่เป็นแกนนำคนสำคัญคอยช่วยเหลืออยู่เบื้องหลัง