โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไอที

Do & Don't : วิธีจัดการกับกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ เมื่อลาออกจากงานประจำ

BT Beartai

อัพเดต 20 ธ.ค. 2566 เวลา 02.11 น. • เผยแพร่ 19 ธ.ค. 2566 เวลา 11.54 น.
Do & Don't : วิธีจัดการกับกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ เมื่อลาออกจากงานประจำ

https://assets.beartai.com/uploads/speaker/post-1343522.mp3?cb=1703038366.mp3

การเปลี่ยนงานถือเป็นเรื่องปกติที่ใคร ๆ ก็ตัดสินใจทำเมื่อไม่พึงใจกับองค์กรเดิม ซึ่งหลายคนอาจจะเบื่อกับชีวิตมนุษย์เงินเดือน อยากออกมาใช้ชีวิตฟรีแลนซ์ หรืออยากค้าขายออนไลน์ อาชีพยอดฮิตแห่งยุคดิจิทัล แต่สิ่งหนึ่งที่ต้องจัดการหลังจากการลาออก นั่นก็คือ “กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ” หนึ่งในสวัสดิการเพื่อรองรับวัยเกษียณที่เคยได้รับยามเป็นมนุษย์เงินเดือนนั่นเอง

บทความนี้ beartai BRIEF เปิดเผย Do & Don’t เมื่อต้องจัดการกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (PVD) หลังลาออกแล้ว จะมีอะไรบ้างไปดูกันเลย!

Don’t

‘สิ่งที่อย่าหาทำ’ หากไม่จำเป็นจริง ๆ นั่นคือ การ “ขายทิ้ง” เพราะจะทำให้คุณประสบภาวะ “ได้ไม่คุ้มเสีย” โดยเฉพาะเด็กจบใหม่ที่เพิ่งเริ่มต้นทำงานมาได้ไม่กี่ปี อาจจะคิดว่าเงินกองทุนที่สะสมมาส่วนนี้ยังเล็กน้อย สู้ถอนเอามาใช้จ่ายเสียดีกว่า

ต้องบอกเลยว่า หากคุณอายุยังไม่ถึง 55 ปี แล้วขายกองทุนสำรองเลี้ยงชีพออกไป สิทธิประโยชน์ทางภาษีที่เคยได้รับในอดีตก็จะถูกเรียกคืนทั้งหมด แถมยังต้องเสียภาษีเพิ่มอีกหลายต่อ ทั้งส่วนที่นายจ้างจ่ายสมทบมาและส่วนที่เป็นกำไรจากเงินลงทุน เรียกว่าเงินที่ได้จากการขายจะไม่เต็มเม็ดเต็มหน่วยอย่างที่คิด ดังนั้น หากไม่เดือนร้อนที่ต้องใช้เงินก้อนนี้จริง ๆ เก็บต่อไปจะดีกว่า แล้วจะเก็บต่อไปอย่างไร ? ก็ขึ้นอยู่กับเงื่อนไขชีวิตคุณหลังจาการลาออก ดังนี้

ย้ายงานใหม่

หากคุณย้ายงานใหม่ก็สามารถนำ PVD จากบริษัทเก่าโอนเข้ามาสู่ที่ใหม่ได้หลังจากผ่านทดลองงานแล้ว หรือคง PVD ไว้ที่กองทุนเดิมก่อนในช่วงที่ยังไม่พ้นการทดลองงาน เมื่อได้บรรจุเข้าเป็นพนักงานประจำแล้ว เราก็เลือกโอนย้ายพอร์ตไปอยู่กับกองทุนสำรองเลี้ยงชีพของบริษัทใหม่

หรือหากผู้บริหารกองทุนเดิมทำผลงานได้ดี จะเลือกคงไว้ที่เดิมรับผลตอบแทนได้ต่อเนื่องก็ไม่ผิดอะไรจนกว่าจะอายุ 55 ปี ค่อยถอนเงินออกมาเพื่อรับสิทธิยกเว้นภาษี และสำหรับผู้ที่ย้ายงานไปบริษัทที่ไม่มีกองทุนสำรองเลี้ยงชีพให้ ก็สามารถใช้วิธีนี้ได้เช่นกัน แต่ข้อเสียของวิธีนี้คือจะมีค่าธรรมเนียมทางผู้บริหารกองทุนจะเรียกเก็บ โดยส่วนใหญ่จะอยู่ที่ 500 บาทต่อปี

ลาออกมาเป็นฟรีแลนซ์หรือเจ้านายตัวเอง

ในกรณีที่ไม่จำเป็นต้องโอนย้าย PVD ไปที่ทำงานใหม่ เราสามารถเลือกที่จะคง PVD เอาไว้แม้จะลาออกจากที่ทำงานแล้วก็ตาม เพื่อรับผลตอบแทนต่อเนื่องไปจนกว่าจะอายุ 55 ปี ค่อยถอนเงินออกมาเพื่อรับสิทธิ์ยกเว้นภาษี โดยผู้จัดการกองทุนก็จะยังคงทำหน้าที่บริหารพอร์ตให้คุณต่อไป เพียงแต่จะไม่มีเงินสบทบจากนายจ้างใส่เข้ามาเหมือนเดิม โดยวิธีนี้จะมีค่าธรรมเนียมเรียกเก็บเช่นกัน

อีกหนึ่งทางเลือกที่น่าสนใจสำหรับผู้ที่ออกจากงานประจำ คือการโอนไปที่กองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF) ที่สามารถรองรับ PVD หรือที่เรียกว่า RMF for PVD ซึ่งในปัจจุบันก็มีบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนหลายแห่งที่ให้บริการ RMF for PVD และมีนโยบายลงทุนให้เลือกหลากหลายรูปแบบ ขึ้นกับสินทรัพย์และระดับความเสี่ยงที่ต้องการ เพิ่มโอกาสสร้างผลตอบแทนที่มากกว่ากองทุนสำรองเลี้ยงชีพในบริษัทที่มีนโยบายลงทุนให้เลือกไม่มากนัก และที่สำคัญไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียมในการรักษาบัญชีรายปีแบบกองทุนสำรองเลี้ยงชีพอีกด้วย

ทั้งนี้ แม้ว่าเราจะลาออกจากงานแล้วก็อย่ามองข้ามความสำคัญของกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ยิ่งวันนี้เรายังแข็งแรง ยิ่งควรต้องรีบเก็บออมเงินก้อนหนึ่งไว้ เพราะหากวัยเกษียณมาถึง เราจะรู้สึกขอบคุณตัวเองที่เพียรเก็บเล็กผสมน้อยเพื่อให้มีเงินสำรองสำหรับใช้ชีวิตอย่างมีความสุขในช่วงบั้นปลาย

ที่มา : Principal Thailand

พิสูจน์อักษร : สุชยา เกษจำรัส

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...