โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เรื่องสั้น

บันทึกท่องเที่ยวต่างโลก ฉบับผู้ติดร่างแห

นิยาย Dek-D

อัพเดต 07 พ.ค. 2567 เวลา 03.15 น. • เผยแพร่ 07 พ.ค. 2567 เวลา 03.15 น. • DarkSoul.
หลุดมาต่างโลกกับสกิลนักเขตแดน นักเขตแดนอ่อนแอ? ศิลาปกปักใช้งานได้ดีกว่า? เยี่ยม! หนีออกจากประเทศไร้ความผิดชอบนี่ แล้วก็เที่ยวทั่วโลกเพื่อหาที่ดี ๆ ลงหลักปักฐานดีกว่า!

ข้อมูลเบื้องต้น

คำเตือน
ในเริ่มต้นบางตอนมีการกล่าวถึงการเหยียดชนชั้น, การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์, สงครามศาสนา
เนื้อหาโดยรวมไม่หนัก เพราะเน้นเที่ยว(?)ต่างโลก! ตัวเอกหญิง

(แผนที่ไม่ชัดกดภาพเข้าไปดูได้นะคะจะลิ้งก์ไปอีกที่)

แฮะ เจ้าเก่าคนเดิมกับการเปิดไหดอง! มาเปิดเรื่องใหม่แล้วค่ะ! แฟนตาซีเช่นเคย~

ลงตอนแรก :: 15 - 03 - 2023 | 10:00 น.

ตอนสุดท้าย :: ?? - ?? - 20?? | ??:?? น.

กำหนดการลงอาทิตย์ละตอน ทุกวันอังคาร ค่ะ

ตั้งแต่ตอนที่ 41 เป็นต้นไปติดถาวร 2 บาทค่ะ

บันทึกท่องเที่ยวจบในตอนที่ 100

ตอนพิเศษจะขึ้นต้นว่า เรื่องราวนอกบันทึก

และเรื่องราวหลังจากตอนที่ 101 จะถูกใส่เป็นภาคพิเศษในชื่อ บันทึกเพิ่มเติม ค่ะ

บันทึกท่องเที่ยว 1 ผู้ติดร่างแห?

บันทึกท่องเที่ยว 1
ผู้ติดร่างแห?

‘เริ่มยังไงดี อ่าใช่… วงเวทที่ไม่ควรมีอยู่จริงในโลกวิทยาศาสตร์ศตวรรษที่ 21’ พื้นเรืองแสงอร่ามไปทั่วบริเวณและเมื่อสายตากลับมามองเห็นได้อย่างปกติ พวกเขาและเธอก็ไม่ได้อยู่บนโลกใบเดิมอีกต่อไปแล้ว

ในช่วงเวลาที่ทุกคนหมดสติกลับมีเพียงเธอลืมตาตื่นในห้วงหนึ่งของกาลเวลา

พื้นที่ที่มองไม่เห็นทั้งเพดานและพื้น สุดสายตาไกลลิบเองก็ไม่มีขอบเขตปรากฏให้สังเกตเห็น

ร่างของใครต่อใครที่ลอยเคว้งไม่รับรู้ถึงสิ่งที่เกิดขึ้น

ดวงไฟสุกสว่างหลากสีสันลอยเอื่อยเลือกจมลงในอกของผู้คน บ้างก็มากบ้างก็น้อย และเธอก็มีเพียงสาม

“ดูสิว่าเราเจออะไร… ผู้ติดร่างแหที่จิตแข็งและวิญญาณเป็นเอกลักษณ์” เสียงหนึ่งดังขึ้น เกวลินหันไปพบกับร่างของเด็กวัยรุ่นผิวซีดผมขาวสั้นตัดกับดวงตาแดงก่ำดุจทับทิม รูม่านตาพาดจากบนลงล่างยิ่งบ่งบอกว่าสิ่งมีชีวิตตรงหน้าไม่ใช่มนุษย์

“ไม่ต้องตกใจที่รัก เธอจะไม่เป็นอะไรและข้าเองก็แค่ผ่านทางมาเจออะไรน่าสนุกเข้าให้” อีกฝ่ายยักไหล่

‘ผ่านทางมา?’

“ถูกต้องผ่านทางมา อืม…เป็นตัวตนที่สามารถท่องไปตามมิติต่าง ๆ และทำงานอยู่ท่ามกลางทางเชื่อมเหล่านั้นก็ว่าได้” สิ่งนั้นลอยวนรอบเธอ คลี่ยิ้มและเมียงมองพิจารณา

“ได้น้อยกว่าใครเพื่อนเลยนะแต่ไม่เป็นไร คิดเสียว่าเรามีชะตาต้องกัน ข้าจะแบ่งพลังพิเศษให้เล็กน้อย…มันไม่ได้รุนแรงอะไรแต่ก็คงช่วยเจ้าได้ในหลาย ๆ เรื่อง… อย่าตายหรือถูกหลอกใช้เป็นวัวเป็นควายไปเสียก่อนล่ะลูกมนุษย์ที่น่ารัก อ้อ โลกใบนี้มันกันดารกว่า จะให้ของเล่นไว้หน่อยแล้วกันแต่ไปหาเอง …ก็ถ้าหาเจอน่ะนะ เจ้าวิญญาณที่น่ารัก”

เกวลินเบิกตากว้างคิดว่าจะหันไปถามแต่ก็สายเกินแล้ว

ทุกอย่างดับลงสู่ความมืด

ในพริบตาต่อมาเธอกลับยืนอยู่ในห้องเกือบปิดทึบไม่คุ้นตาร่วมกับผู้คนมากมายในชั้นสามของพิพิธภัณฑ์แห่งหนึ่งที่ญี่ปุ่น

พื้นผิวของหินปูขัดเรียบปรากฏร่องรอยของอะไรบางอย่างซึ่งเคยถูกวาดเอาไว้ลักษณะคล้ายวงเวท เกวลินหรี่ตาและนึกถึงวงเวทเรืองแสงที่เกิดขึ้นในพิพิธภัณฑ์ บางส่วนที่เธอจำได้แม่นลวดลายเหมือนกันไม่ผิดเพี้ยน

เธอจึงปะติดปะต่อเรื่องราวได้เหมือนหลายคนในกลุ่ม

ดูเหมือนจะถูกอัญเชิญมาต่างโลกเสียแล้ว ต่างโลกที่มีเวทมนตร์

“ที่นี่ไหน!?”

“นี่มันอะไรกัน กองถ่ายรึไง? ไม่ตลกนะ”

“จะบ้าเหรอเมื่อกี้ก็อยู่ที่พิพิธภัณฑ์กันอยู่เลยพริบตาเดียว จะมาอยู่ในโถงทึบใหญ่แบบนี้โดยที่พวกเราไม่รู้สึกตัวระหว่างขนย้ายได้ไง”

“ก็จริงของเธอ”

“นี่! พวกคุณเป็นใครต้องการอะไรกันแน่!”

เสียงเซ็งแซ่ที่เริ่มกลายเป็นการตะโกนถามพร้อมตะคอกคาดคั้นดังระงมไปรอบด้าน

ห้องหินเทาแห่งนี้น่าจะเป็นโถงใต้ดิน ลักษณะสถาปัตยกรรมค่อนข้างเก่าด้วยทรงโค้งของหลังคาที่จรดกับเสาแต่ละต้นและค่อนข้างถี่ ปิดทึบทุกด้านมีเพียงช่องลมเล็กเหนือกำแพงใกล้เพดานทำให้ทราบว่าภายนอกเป็นกลางวัน

เหล่าผู้เยี่ยมชมในพิพิธภัณฑ์ชื่อดังแห่งหนึ่งต่างถูกอัญเชิญมายังโลกอันต่างออกไปและค่อนข้างล้าหลัง

‘จะเข้าร่วมกับพวกเขาหรือแยกตัวดี? ไม่ถนัดอะไรอย่างจิตอาสาด้วยสิ?’ เกวลินลอบถอนหายใจครุ่นคิด ‘แล้วนั่นที่บอกว่าอย่าโง่ให้โดนหลอกใช้ล่ะหมายความว่ายังไง?’

ในบรรดาผู้เยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์ชั้นสองจัดแสดงวัตถุโบราณ มีไม่กี่คนที่คงสติเลือกวิเคราะห์เหตุการณ์รอบตัวอย่างเงียบ ๆ แม้ที่จริงในใจจะวิตกกังวล

“พวกคุณเป็นกลุ่มผู้ถูกเลือกข้ามโลกซึ่งพวกเราเรียกหา… ในโลกที่ต่างออกไปการถูกอัญเชิญมายังที่นี่จะทำให้ได้รับพรสวรรค์ซึ่งจำเป็นต่อความมั่นคงของประเทศ ขอให้ตามมาทางนี้” ชายวัยกลางคนอธิบายและไม่ได้สนใจเสียงสอบถามหรือด่าทอ และทันทีที่มีนักเรียนหัวร้อนเข้าไปประทุษร้ายเขา ทหารรักษาการณ์ที่ประกบอยู่ด้านข้างจะพุ่งตัวออกมาจัดการอย่างเหมาะสมรวดเร็ว

‘จัดว่าจัดการรุนแรงเกินกว่าจะถูกเชิญมาอย่างเคารพเทิดทูนนะ…’ เกวลินคิด

ทางเดินต่อจากโถงหินนี้ค่อย ๆ ดูมีระดับมากขึ้นตามระยะทางซึ่งตัดผ่าน กลายเป็นสถาปัตยกรรมแบบเสากลมที่ยอดและฐานสลักลวดลายอ่อนช้อยจากพืช เริ่มมีการประดับประดาธงยาวและโคมไฟจนสามารถรับรู้ได้ว่าคล้ายกับโถงพระราชวังหรืออะไรบางอย่างซึ่งใกล้เคียง

“กลุ่มผู้ถูกเทพเจ้าเลือกสรรได้เดินทางมาถึงแล้วพ่ะย่ะค่ะ” ชายวัยกลางคนผู้เดิมกล่าวหลังจากเปิดประตู สุดโถงโอ่อ่าปลายสายตามีพื้นยกขั้นบันไดและบัลลังก์สูงสง่าซึ่งเจ้าของเป็นชายวัยกลางคนผมสีน้ำตาลทอง

“ก่อนอื่นต้องขอเท้าความเกี่ยวกับเรื่องที่เกิดขึ้น… พวกท่านบางคนอาจสับสนและรู้ตัวแล้วว่าที่นี่ไม่ใช่โลกใบเดิมที่ท่านเคยเกิดอาศัยอยู่ แผ่นดินที่พวกท่านกำลังยืนอยู่นี้คือจักรวรรดิเกรฟเฟน พวกเราและประเทศข้างเคียงเผชิญหน้ากับสงครามมานับสิบปี ดังนั้นเพื่อจบมันลงก่อนทุกอย่างจะบานปลาย จึงได้ทำการอัญเชิญทุกท่านมายังจักรวรรดิของเรา เพราะว่าเหล่าผู้ถูกรับเลือกจากต่างโลกจะได้รับพรจากทวยเทพเป็นพิเศษ อย่างต่ำพวกท่านจะมีพรจากทวยเทพสามประการด้วยกัน ซึ่งต่างจากพวกเราที่พื้นเพไม่เคยปรากฏผู้ที่มีพรมากไปกว่าสี่ข้อ และส่วนใหญ่จะอยู่ที่สอง…” คนที่ดูเป็นพระราชาอธิบายถึงเรื่องเกี่ยวกับโลกใบนี้ ก่อนจะโบกมือให้เจ้าหญิงรับช่วงต่อ

“เราจึงใคร่ขอความช่วยเหลือจากท่านผู้พิเศษกว่าใครและถูกเลือกให้เป็นกำลังรบหลักต่อกรกับเหล่าปีศาจด้วย พวกท่านจะได้รับอุปกรณ์และการฝึกสอน แน่นอนว่าพวกท่านจะพัฒนาขึ้นอย่างรวดเร็ว…” เจ้าหญิงผู้ครองเรือนเกศาสีเดียวกับพระบิดาเอ่ยด้วยวาจานุ่มนวล เธออธิบายถึงปัญหาที่ชายแดนและการรุกล้ำพื้นที่ของเหล่าปีศาจซึ่งกินอาณาบริเวณเข้ามาใกล้ทุกขณะจิต

เกวลินกวาดสายตาไปรอบด้านโดยไม่หันศีรษะ สถาปัตยกรรมผสมระหว่างคลาสสิกกับโรมาเนสก์ จากโครงสร้างและของประดับไม่คล้ายกับที่เคยเห็นบนโลกโดยเฉพาะโคมไฟระย้าซึ่งประดับผลึกคริสทัลส่องแสงได้ระยิบระยับด้านบนโดยไม่ต้องพึ่งแสงแดดตกกระทบ

“โหดร้าย พวกเราไม่เคยต่อสู้กันเลยนะ จะให้ไปทำเรื่องรุนแรงอย่างฆ่าคนมันเป็นไปไม่ได้หรอก!” นักเรียนหญิงคนหนึ่งกล่าวหลังเจ้าหญิงอธิบายจบไปแล้ว

“ใช่ อีกอย่างพวกเราไม่ได้เต็มใจถูกอัญเชิญมาเสียหน่อย ถึงจะบอกว่าได้รับเลือกจากทวยเทพก็เถอะ เอาอะไรมาเป็นเกณฑ์ตัดสินก็แค่สุ่มแล้วโดนคนที่เข้าเยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์อยู่ไม่ใช่รึไง?”

“เห็นด้วย โลกของพวกเราน่ะไม่มีสงครามมาหลายร้อยปีแล้ว!”

“อย่างที่บอกไปว่าพวกท่านได้รับพลังซึ่งเหนือกว่าพวกเรามากและมีพรสวรรค์ การจะก้าวข้ามขีดจำกัดเดิมของพวกคุณไม่ใช่เรื่องยากอะไรเลย เหมือนแค่เดินขึ้นบันไดเท่านั้น แต่หากพวกท่านยังกังขา ทางเรายังมีวิธีพิสูจน์” เจ้าหญิงปรบมือสองครั้ง ข้าหลวงก็ยกโต๊ะกลมสูงซึ่งฝังลูกแก้วกลมใสสีรุ้งอยู่กลางอักษรแปลก ๆ

“สิ่งนี้คือลูกแก้วประเมินสำหรับสร้างบัตรประจำตัว เมื่อทุกท่านได้รับบัตรโลหะพิเศษแล้วขอให้ทำการหยดเลือดลงไปเพื่อยืนยันตัวตน แล้วมันจะช่วยบอกพรที่ได้รับจากทวยเทพของพวกท่านได้ เชิญมาพิสูจน์ด้วยตัวเองเถอะ แม้จะรับรองไม่ได้ว่าพวกท่านทุกคนจะได้รับความรักขององค์เทพเท่ากัน ทว่าอย่างไรก็จะไม่มีผู้ใดรับพรต่ำกว่าสามแน่นอน หากว่ายืนยันแล้วอยากให้กลับไปตัดสินใจและช่วยเหลือพวกเราด้วย” เจ้าหญิงคลี่ยิ้มอ่อนหวานเผยมือไปทางโต๊ะ

“แล้วหลังจากนั้นล่ะ จะส่งพวกเรากลับไปที่โลกเดิมใช่ไหม?” นักเรียนหญิงอีกคนถามในสิ่งที่ทุกคนในที่นี้สงสัยมากที่สุด

“เรื่องนั้น… หากว่าสามารถเอาชนะราชาปีศาจได้อาจจะพอทราบวิธีการกลับไป แดนมนุษย์ไม่มีบันทึกเรื่องราวเหล่านั้นไว้ แต่จากประวัติศาสตร์เล่าว่า วีรบุรุษผู้กอบกู้ได้กลับไปยังโลกของเขาหลังจากเอาชนะราชาปีศาจด้วยพลังของแก่นหัวใจราชาปีศาจ”

‘ปัดภาระให้พ้นตัวชัด ๆ’ เกวลินลอบถอนหายใจ

‘ไม่มีการรับรองมีแต่เรื่องเล่า อัญเชิญแบบวันเวย์คิดจะใช้ให้คุ้มค่าเลยสินะ? ในเมื่อเคยปราบราชาปีศาจไปแล้วตอนนี้ก็ยังมีสงครามกับแดนปีศาจอีก เท่ากับว่าเป็นวงจรของโลกใบนี้รึไงนะ? หรือแค่ตำแหน่งที่ยกให้ปีศาจเก่ง ๆ ขึ้นมาทำหน้าที่เหมือนพวกมนุษย์ แค่ต่างที่สรีระโครงสร้างร่างกาย?’ หญิงสาวขมวดคิ้ว หากมีผู้กล้ารุ่นก่อนและทำสำเร็จทำไมจึงมีรุ่นนี้? ราชาปีศาจเห็นจะไม่ใช่ตัวตนหนึ่งเดียวเสียแล้ว แก้ปัญหาปลายเหตุแท้ ๆ

คนที่ถูกอัญเชิญมามีทั้งหญิงชาย หนักไปทางวัยรุ่นนักเรียนนักศึกษา ตามมาด้วยนักท่องเที่ยว คนวัยทำงาน และยามประจำชั้นพิพิธภัณฑ์

เกวลินเดินทางมาเที่ยวประเทศญี่ปุ่นคราวนี้เพื่อเยี่ยมชมของโบราณและภูมิปัญญาท้องถิ่นในแต่ละจังหวัด เธอใช้โอกาสปิดเทอมช่วงปีสองตระเวนไปทั่วตามใจอยาก และจากความสนใจส่วนตัว อย่างโรงดาบที่เปิดให้เข้าชมวิธีตีดาบคาตานะ การตีมีดแล่เนื้อปลา ชนิดของมีดต่าง ๆ รวมไปถึงการหมักเครื่องปรุงกับทำเนยฉบับโฮมเมด

กล่าวให้เข้าใจง่ายเกวลินเป็นพวกกี๊กที่หมายถึงทุ่มเทเงินและเวลา เพื่อศึกษาสิ่งที่สนใจเป็นพิเศษจนกว่าจะแตกฉานในระดับที่ตนพอใจ ใช้ภาษาที่คุ้นเคยกันดีก็เป็นหนึ่งในโอตาคุซึ่งทุ่มเทอย่างยิ่งยวดให้กับเรื่องที่สนใจนั่นแหละ

เคยดูภาพยนตร์แล้วประทับใจเพลงกับเครื่องดนตรีในฉากประกอบด้านหลัง ก็ซื้อคาลิมบามาฝึกเล่นเพลงประกอบหนังจนคล่องมือ

ดูหนังเรื่องนักฆ่าแล้วชอบการเคลื่อนไหวปีนตึกมือเปล่าก็ไปเรียนปากัวร์

เคยดูซีรีส์เกี่ยวกับอาหารแล้วรู้สึกว่าโลกของอาหารทำมือช่างน่าสนใจ เลยดั้นด้นไปเข้าคอร์สฝึกทำเนย นมเปรี้ยว และชีสแบบโบราณ เธอสนุกไปกับอะไรแบบนี้ตามแพชชั่นในแต่ละช่วงวัย

จนกระทั่งได้อ่านนิยายและดูละครย้อนยุคก็เกิดติดใจวัฒนธรรมของญี่ปุ่นโบราณมาไม่ว่าจะเป็นบ้านที่มีเตาผิงตรงกลางปูด้วยขี้เถ้า อาวุธที่ตีทบเหล็กซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนตีออกมาเป็นดาบแล้วเกิดลายคลื่น รวมไปถึงเครื่องปรุงที่หมักต่างกันไปเพื่อใช้ในอาหารต่างชนิด แม้กระทั่งเกลือก็ยังแบ่งแยกสำหรับเนื้อวัว ปลา และแกง!

หนึ่งในเรื่องที่น่าสนใจสำหรับเกวลินไม่สร่างก็คือโลกของอาหารทั้งคาวหวาน

มนุษย์เราเกิดมาเพื่อตามหาอะไรบางอย่าง ซึ่งกับเกวลินเธอตามหาความสุข

ความสุขที่ง่ายที่สุดสำหรับเกวลินก็คือการกินของอร่อย นอกเหนือจากนี้ก็คงเป็นความภูมิใจในการทำอะไรสำเร็จ ท่องเที่ยว และสัตว์น้อยนุ่มฟูซึ่งให้ลูบได้โดยไม่เดินหนี

ทุกคนทยอยแตะมือกับลูกแก้วรับบัตรที่ถูกคายออกมาและหยดเลือดลงไป ถึงต่อแถวรับการแนะนำความหมายของสกิลเหล่านั้นจากเจ้าบ้านอีกที ชายชราดูเหมือนกำลังทำหน้าที่คัดกรองคนมีแววส่งต่อให้เจ้าหญิงดูแลพูดคุย เขาแยกคนไว้เป็นสี่กลุ่มด้วยกัน

‘โชคดีในหลาย ๆ ความหมายแฮะ’ เกวลินไม่แสดงสีหน้าใดแต่ยิ้มแป้นกับตัวเองในใจ

เกวลิน พนาโวหาร(หม้อแกง) เพศ : หญิง เผ่า : มนุษย์
ฉายา : ผู้ติดร่างแห, นักเขตแดน LV : 1
พรสวรรค์ [ทักษะถาวร] ๏ ช่องเก็บของ ๏ เข้าใจภาษา
๏ ประเมิน ๏ เขตแดน ๏ เสื่อมสลาย
พรแสวง [ทักษะฝึกฝน] ๏ คาลิมบา ๏ งานฝีมือ
๏ ทำอาหาร ๏ ศิลปะการต่อสู้ ๏ แล่ชำแหละ ๏ ปากัวร์

‘แต่ไอ้เสื่อมสลายนี่ดูพาซวยแปลก ๆ…’ เกวลินขมวดคิ้ว ปลายนิ้วของเธอแตะลงบนตัวอักษรในแถวพรสวรรค์อย่างเป็นกังวล เป็นไปได้เธอก็อยากจะซ่อนมัน ทันใดนั้นเองข้อความทักษะเสื่อมสลายพลันเลือนหายไป

“…” เธอลูบนิ้วโป้งกับบัตรอีกครั้งและคิดว่าเปิดเผยสถานะ ตัวอักษรจึงกลับมาดังเดิม

‘เจ้าของซ่อนสถานะได้?’ เธอกวาดตาสำรวจคนอื่นแต่ท่าทางของนักเรียนและคนวัยทำงานหลายคนดูจะไม่รู้เรื่องกลไกของบัตรนี้

‘ซ่อนเสื่อมสลายแล้วกัน’ เกวลินตัดสินใจเก็บสกิลประหลาดที่ดูพาซวยนี้เอาไว้

มาเปิดเรื่องใหม่แล้วค่ะ เรื่องนี้จะเน้นกินเที่ยวคราฟของและเอื่อยเฉื่อยค่ะ! สโลว์เบิร์น ณ ต่างโลก! กับเหล่าสัตว์(?)นุ่มฟู!

บันทึกท่องเที่ยว 2 เหล่าผู้มองโลกในแง่ร้าย

บันทึกท่องเที่ยว 2
เหล่าผู้มองโลกในแง่ร้าย

“พวกเขาอัญเชิญมาเยอะมาก หายไปสักสามคนไม่เป็นปัญหาหรอกมั้ง”

“แล้วถ้าหลุดไปได้จะเอายังไงต่อ?”

“…ตามสูตรสำเร็จก็เป็นนักผจญภัยไม่ก็ปักหลักประเทศศัตรูเพราะแววประเทศนี้หาเรื่องก่อนโคตรสูง พูดหว่านล้อมว่าตัวเองกำลังเดือดร้อนนะแต่ไม่มีแววตาแห่งความหวังมองมายังพวกเราสักคน ออกไปแนวประเมินสินค้ามากกว่า”

เกวลินเหลือบสำรวจสายตาที่มองมามีเพียงความสนใจระคนตีราคาเท่านั้นอย่างที่นักเรียนชายด้านหน้าตนกำลังปรึกษากันเสียงเบา แม้แถวที่ยืนต่อรอเจ้าบ้านให้คำปรึกษาสกิลยังค่อนข้างยาว

“กลิ่นหอมที่รุนแรงรังแต่จะดึงดูดแมลงน่ารังเกียจสินะ” เกวลินลูบคางพึมพำ

“พี่สาวเข้าใจด้วยเหรอ?” เด็กชายผมดำที่ยืนอยู่คิวก่อนเกวลินหันมาถามสีหน้าตกใจ

“กับพวกเราคงมีคนเข้าใจอยู่ถ้ามีสกิลภาษาน่ะ กับคนท้องถิ่นที่นี่ฉันไม่คิดว่าพวกเขาจะเข้าใจภาษาประเทศแม่ของพวกเราหรอก แต่ระวังไว้หน่อยก็ดี สายตานายถูกต้องแล้วบางทีพวกเราก็เป็นแค่ของใช้แล้วทิ้ง…” เกวลินไม่รีรอจะร่วมวงสนทนากับคนที่เห็นถึงความผิดปกติในท้องพระโรงนี้ และถ้าอีกฝ่ายแสดงท่าทีต่อต้านเธอจะจบบทสนทนาทันที

“…พี่สาวเองก็ตาดีนี่ แต่ปัญหาคือพวกเราไม่รู้ว่าเขาต้องการอะไรและอาชีพประเภทไหน โอ๊ะ เรียกผมว่าทามุระก็ได้นะ นี่เพื่อนสนิทผม โจ กับเคย์โตะ” ทามุระแนะนำตัวเอง พวกเขาทั้งสามเล่าว่าเป็นเพื่อนสนิทกันโรงเรียนพวกเขาปล่อยชั่วโมงอิสระขณะพามาทัศนศึกษา ด้วยความคลั่งไคล้ดาบญี่ปุ่นโบราณเลยมาชมที่ชั้นสาม มีนักเรียนไม่น้อยอยู่ด้วยแต่เป็นห้องอื่นที่ไม่สนิทด้วย

โชคดีที่พวกเขาตั้งการ์ดหวาดระแวงคนต่างโลกพอสมควรเลยคุยกันง่ายในฐานะคนมองโลกในแง่ร้ายคล้ายกัน

“เรียกฉันว่าลินแล้วกันชื่อเล่นของฉันออกเสียงยากเกินไปสำหรับคนญี่ปุ่น” เกวลินยักไหล่ “ว่าก็ว่าเถอะ ถ้าให้วิเคราะห์คงไม่พ้นสกิลอย่างนักบวชระดับสูงกับสกิลสายต่อสู้”

“พวกผมก็คิดแบบนั้นแต่เราอยู่ห่างเกินไปเลยไม่ได้ยินว่าพวกเขาแยกคนยังไงเป็นสี่กลุ่ม” สายตาของทั้งสี่หันไปมองการแบ่งผู้ถูกเลือกที่ไม่ทราบเงื่อนไข กลุ่มแรกเป็นนักเรียนสองคน กลุ่มผสมคละวัยหกคน คนวัยทำงานหนึ่งคน และคละวัยอีกสี่คน ซึ่งแต่ละกลุ่มมีคนคอยยืนดูแลอยู่ใกล้ ๆ ทั้งนักบวช ทหารที่ดูเจนสนามรบ ขุนนาง และข้ารับใช้ประกบ

เกวลินเลิกคิ้ว เธอหรี่ตาและลองตั้งสมาธิไปที่นักเรียนหญิงในกลุ่มแรกคนหนึ่งขณะใช้สกิลประเมิน

[ มาซาโอะ อากิ - นักเรียนมัธยมปลายปี 3 - ▇▇▇▇▇▇▇ ]

‘ไอ้แถบดำนี่อะไรน่ะ…’ แต่แม้เกวลินจะพยายามเพ่งอ่านเท่าไหร่ก็ไม่สามารถเปลี่ยนมันเป็นข้อความอื่นได้เหมือนในมังงะที่เคยผ่านตา

“คงต้องรอแถวใกล้กว่านี้…” เธอออกความเห็นพลางตั้งข้อสงสัยให้ได้ยินกันแค่นั้น หม้อแกงคิดว่าตัวเองโชคดีชะมัดที่เป็นคนสุดท้ายของแถวยาวเหยียด

“อาจจะแบ่งตามระดับความแรร์ของสกิล หรือไม่ก็เป็นกลุ่มที่มีผู้รับผิดชอบต่างกัน…ดูนั่นสิ สองคนแรกอยู่ใกล้นักบวชมาก กลุ่มสองดูเหมือนจะมีทหารเกราะหรูยศสูงคนนั้นดูแล พวกเขาเริ่มคุยกันแล้ว กลุ่มสามคิดว่าเป็นขุนนางนะ? แล้วสุดท้ายนั่นน่าจะเป็นเด็กรับใช้จากชุดที่เรียบที่สุดในโถงมีคนใส่ชุดแบบนั้นอยู่ด้วยที่มุมโถง นั่นไง” เธอใช้สายตาชี้ตำแหน่งเจ้าถิ่น โถงขนาดใหญ่ด้านหน้าโอ่อ่ามีแต่คนแต่งตัวหรูหรา ที่ทางเข้ามีทหารกับข้ารับใช้ยืนประจำตำแหน่งเป็นระเบียบ ทหารมองตรงยิ่งนิ่งไม่ไหวติง ข้ารับใช้ประสานมือที่หน้าท้องและก้มหน้าลงเล็กน้อย

“พี่ลินช่างสังเกตจัง งั้นหมายความว่าเอาตัวเองไปอยู่กลุ่มสี่น่าจะดีที่สุดงั้นสิ?” โจตาเป็นประกาย

“ไม่ขนาดนั้นหรอกฉันเป็นพวกชอบรายละเอียดสถาปัตยกรรมกับเสื้อผ้าน่ะ เลยแยกประเภทได้ไว พวกเขาแบ่งแยกชนชั้นชัดเจนมาก” เกวลินขมวดคิ้ว

“ยิ่งแยกชัดก็ยิ่งน่ากลัว แต่ผมไม่รังเกียจจะเป็นกลุ่มคนที่ถูกคัดทิ้งหรอกนะ” เคย์โตะขยิบตาขี้เล่นเรียกเสียงหัวเราะจากเพื่อนสนิททั้งสองได้เป็นอย่างดี

“ใช่ยิ่งแยกชัดยิ่งน่ากลัว พวกระดับสูงไม่เท่าไหร่แต่กลุ่มสุดท้ายได้แต่หวังว่าจะไม่ฆ่าปิดปากแทน โอ๊ะ ดูเหมือนจะมีมิตรภาพแสนดีระหว่างกลุ่ม คงฆ่าทิ้งยากละทีนี้” ทามุระเอ่ย

หนึ่งคนเดินเข้ากลุ่มแรก อีกคนถูกพาไปกลุ่มสี่แต่นักเรียนหนึ่งสาวหนึ่งหนุ่มที่ดูเป็นคู่รักกัน แต่เด็กทั้งคู่ได้แต่ยื้อยุดอย่างไม่เต็มใจจะถูกแยกไปคนละกลุ่ม

“นี่ ถ้ามีสกิลดูเรียกเรื่องหรือแข็งแกร่งเกินไปเอานิ้วลูบแล้วคิดว่าจะซ่อนซะนะ” เกวลินตัดสินใจบอกหลังจากเห็นเหตุการณ์เมื่อครู่

วัยรุ่นหนุ่มทั้งสามสบตากันและลองสำรวจบัตรประจำตัวตนเองพวกเขาถูสกิลบางอย่างและเบิกตากว้างเมื่อพบว่ามันซ่อนสถานะได้จริง ๆ

“พี่รู้ได้ไง?” โจตาโตเท่าไข่ห่าน

“มีสกิลชื่อพิลึกดูไม่น่านำโชคอยู่ ลูบเล่น ๆ แล้วเกิดได้จริง ๆ” หญิงสาวยักไหล่

“บอกแค่คนที่ไว้ใจได้ว่าจะไม่ปากโป้งล่ะ พวกนายดูระวังตัวฉันเลยแนะนำให้ ดีนะที่พวกนายถูกอัญเชิญมาพร้อมกัน เดินทางคนเดียวไปได้เร็ว แต่เดินทางไปกับเพื่อนที่ไว้ใจได้มันไปได้ไกล” เธอกอดอกนึกเสียดายที่ไม่มีเพื่อนรู้ใจข้ามโลกมาด้วย พออยู่คนเดียวแทนที่จะได้เล่นอย่างเต็มที่ก็ต้องคอยระวังนู้นระวังนี่เพื่อความปลอดภัยของตัวเอง

“ผมนี่ถูกใจความคิดพี่จริง ๆ เลยถ้าเกิดว่าต้องหนีตายไว้วิ่งไปกับพวกผมไหม? แล้วค่อยแยกย้ายกันอีกที พวกผมคิดว่าจะลองหาเส้นทางกลับโดยไม่ต้องใช้แก่นพลังของราชาปีศาจ ถ้ามีรุ่นที่แล้ว แล้วยังมีรุ่นนี้อีก อนาคตก็อาจจะมีอีกเป็นวงจร ดีไม่ดีทางกลับจากราชาปีศาจที่พวกเขาเล่าอ้างจะมีอยู่จริงรึเปล่ายังไม่รู้เลย” เคย์โตะที่ตอนแรกยิ้มกว้างกลับมุ่นคิ้ว

“ฉันก็สงสัยเหมือนนาย งั้นถ้าออกไปได้ก็แลกวิธีติดต่อแล้วแยกกันดีกว่า ข่าวสารจากหลายทางหาได้กว้างไกล ทางที่ดีถ้านายมีคนรู้จักไว้ใจได้จากในพวกกลุ่มระดับสูงก็ดี น่าเสียดายที่พวกเราสี่คนไม่มีเส้นสายที่ว่า” เกวลินถอนหายใจ

“จริงสิ ก่อนหน้านี้ผมได้ยินคนถามว่าประเมินแล้วจะต้องทำอะไรต่อ คนที่ดูเป็นขุนนางบริหารตอบว่าแยกสัดส่วนและสอนให้คุ้นชินกับพลังก่อนระยะหนึ่ง ถ้ามันคือระยะสังเกตและตีราคาว่าจะสร้างผลกำไรในสนามรบให้พวกมันได้เท่าไหร่ การทำตัวให้ไร้มูลค่า รีบเก็บกวาดความรู้แล้วชิ่งก็ไม่เลวนะ” ทารุมะกระซิบกระซาบขณะแถวสั้นลงทุกขณะ

“ไม่ขัดข้องแผนฉบับร่าง…ทำตัวอ่อนแอใช้สกิลไม่คล่องเข้าไว้” โจพยักหน้าเห็นด้วย แต่สามเพื่อนสนิทยังเหลือบมองกันและกันอย่างกังวล

เมื่อทั้งสี่คนถูกพิจารณาโดยชายชรา เกวลินกับอีกสองคนถูกจัดให้อยู่กลุ่มสี่ ส่วนเคย์โตะที่มีสกิลสื่อสารกับสัตว์อยู่กลุ่มสามซึ่งคนน้อยรองลงมาจากกลุ่มแรก

พวกเขาทำท่าเหมือนไม่อยากอยู่แยกกันเท่าไหร่แต่ก็ทำได้แค่แสร้งส่งสายตาตัดพ้อใส่คนอื่นว่าแยกเพื่อนสนิทออกจากกัน

“เอาล่ะกลุ่มสี่เชิญทางนี้” ข้ารับใช้โค้งศีรษะเพียงเล็กน้อยและออกเดินนำทันที

“ท่าทางแบบนั้นไม่ค่อยเคารพกันก็บอกได้สองอย่าง ไม่พวกเราไร้ค่ามาก ก็ไม่ได้ให้ค่าผู้ถูกเลือกแต่แรก” เกวลินกระซิบใส่เพื่อนใหม่ พวกเขารั้งท้ายขบวนในกลุ่มมีทั้งสิ้นสิบสองคน

“ผมก็ว่างั้น พิรุธมาก” โจขมวดคิ้วเห็นด้วย ตามจริงเขาโล่งใจมากที่มีคนตั้งแง่หวาดระแวงเหล่าคนต่างโลกแปลกหน้าเหมือนพวกเขา ท้องพระโรงมันผิดปกติ กระทั่งภายนอกที่เดินมาก็ยังผิดปกติ เวรยามรัดกุมทว่าไร้ท่าทีตื่นตระหนกของข้ารับใช้ดั่งประเทศที่ใกล้แพ้ภัยสงคราม ไม่มีแววตาหรือท่าทางเดือดเนื้อร้อนใจกับการมีอยู่ของราชาปีศาจอีกด้วย

“ถ้าไม่เกิดขึ้นบ่อยจนชิน ไม่เดือดร้อนแต่แรก ก็เป็นประเทศที่พรมแดนไม่ติดกับพื้นที่เสี่ยงอันตราย” ทามุระวิเคราะห์

“เป็นไปได้…” เกวลินพยักหน้า

“เอาล่ะคุณผู้ถูกเลือกทุกท่าน ก่อนอื่นเราขอแสดงความเสียใจสุดซึ้ง แต่ลำพังด้วยสกิลของพวกท่านไม่มีทางอยู่รอดได้ในเขตสงคราม ดังนั้นจนกว่าทุกอย่างจะจบลงพวกท่านสามารถเลือกได้ว่าจะอยู่ในเขตที่พักข้ารับใช้แห่งนี้ทำงานแลกอาหาร หรือรับเงินกับเสื้อผ้าผลัดเปลี่ยนเพื่อออกไปเริ่มต้นชีวิตใหม่ด้านนอก แม้สกิลของพวกคุณจะไม่แข็งแกร่งพอจะอยู่ในสนามรบแต่กับแค่การสร้างอาชีพหารายได้ไม่ใช่เรื่องลำบากเกินไป ในภาวะไม่ปกติพวกเราไม่สามารถเลี้ยงผู้ถูกเลือกให้นั่งกินนอนกินโดยมิทำสิ่งใดได้ ต้องขออภัยแทน ณ ที่นี้ด้วย”

คำพูดและท่าทางของข้ารับใช้ที่ดูเป็นแม่บ้านหลวงนั้นรัดกุมกระชับ เปิดเผยความต้องการอย่างตรงไปตรงมา หลายคนเริ่มปรึกษากัน บางคนโวยวายออกมาแต่ทั้งแม่บ้านหลวงหรือทหารใกล้เคียงก็ไม่มีท่าทีจะปลอบประโลมแต่อย่างใด

“พวกเราสามารถเลือกทำงานแลกอาหารและที่อยู่เพื่อเรียนรู้โลกใบนี้ไปพลางก่อนขอออกไปได้ไหมครับ?” โจยกมือขึ้นถาม นั่นทำให้ทุกคนเริ่มคิดตาม

พวกเขายังไม่รู้เกี่ยวกับโลกใบนี้เลยจะออกไปทันทีดูเสี่ยงไปหน่อย

“เรื่องนั้นสามารถทำได้ค่ะแต่เงินที่ได้รับตอนออกไปจะถูกหักตามวันที่อยู่กินในปราสาทด้วย”

‘เห็นได้ชัดว่าพวกเขากำลังปัดภาระให้พ้นตัว’ เกวลินลูบคางอย่างติดนิสัย

“ขอถามหน่อยได้ไหมว่าในเมืองหลวงมีห้องสมุดรึเปล่า แล้วห้องสมุดจำกัดเงื่อนไขการเข้าอ่านอะไรไหม?” เกวลินยกมือถามบ้าง

ซึ่งนั่นทำให้คนที่ต้องตอบส่งสายตาไปหาทหารอย่างผิดปกติ

“คุณอาจจะไม่ทราบแต่ที่จักรวรรดิเกรฟเฟนห้องสมุดมีเพียงในสถานศึกษา และที่นั่นมีเพียงลูกชนชั้นสูงจึงเข้าไปใช้ได้”

“โอ้… เป็นประเทศผู้เจริญที่แปลกดีแท้ อัญเชิญผู้บริสุทธิ์มาโดยไม่ไถ่ถามความสมัครใจ พอพลังอ่อนด้อยก็เฉดหัวทิ้งโดยไม่แม้แต่จะให้ความรู้พื้นฐานทั้งที่พวกเราไม่รู้อะไรในโลกใบนี้เลยสักนิด ต้อนรับกันได้ดีจริง ๆ” เกวลินถนัดเรื่องปากดีอยู่แล้ว และเธอไม่คิดจะอยู่ในนี้ด้วย จึงไม่กลัวว่าตัวเองจะถูกหมายหัวแต่อย่างใดหลังได้รับคำอธิบายสกิลของตนเอง ต้องบอกว่าโชคดีที่เธอไม่ใช่คนไร้ศิลปะการต่อสู้ด้วยถึงได้กล้าปากดี

‘นักเขตแดนอ่อนแอ ทำได้เพียงสร้างพื้นที่ส่วนตัวขึ้นมาปกป้องและส่วนใหญ่ก็ไม่ได้ทรงพลังไปกว่าอิฐ เพราะการฝึกนั้นทั้งยากและเสี่ยงต่อชีวิต อีกทั้งเมื่อเทียบกับพลังของศิลาปกปักที่ทำหน้าที่คุ้มครองเมืองจากมอนสเตอร์แล้ว ศิลาปกปักใช้งานได้กว้างกว่า แข็งแกร่งกว่า ราคาซ่อมบำรุงถูกและเสถียรกว่ามนุษย์อีกด้วย’

สีหน้าพวกทหารและข้ารับใช้หลวงแข็งค้าง เมื่อเห็นดังนั้นเกวลินไม่คิดจะปล่อยให้พวกเขาได้แก้ตัว “ก็คิดอยู่ว่าทำไมต้องแยกกลุ่ม พวกเรามันกลุ่มคัดทิ้ง คิดจะทำอะไรก็ทำสินะ”

“หมายความว่ายังไงน่ะ!?”

“ไหนคนที่ดูเป็นขุนนางบอกว่าจะสอนให้พวกเราคุ้นเคยกับพลังและโลกใบนี้ก่อนไม่ใช่เหรอ!? ทำแบบนี้ใช้ได้ที่ไหน?”

“พวกคุณมันเห็นแก่ตัว แย่ที่สุด พวกเราไม่ได้อยากมาเสียหน่อย พวกเรามีพ่อมีแม่ มีครอบครัวนะ ลักพาตัวมาแล้วไม่รับผิดชอบแบบนี้ไม่ไร้สามัญสำนึกไปหน่อยเหรอ!”

ประโยคของเกวลินสร้างความปั่นป่วนได้ทันทีเมื่อทุกคนตระหนักถึงสถานะตนเอง

ผู้อ่อนแอในโลกที่กว้างใหญ่ใบใหม่และไม่รู้ข้อมูลอะไรเลย

“ก็สมแล้วที่ระดับการศึกษาต่ำ เขาบอกเองว่าหอสมุดมีแค่สถานศึกษาแถมยังต้องเป็นพวกชนชั้นสูง ปกครองคนโง่มันง่ายเพราะไม่มีใครกล้าตั้งคำถามนี่? ล้าหลังยิ่งกว่าประเทศของพวกเราเมื่อสองร้อยปีก่อนเสียอีก จะหลอกใช้คนอื่นคงไม่ใช่เรื่องแปลกเลยละมั้ง?” อีกประโยคหย่อนระเบิดลงกลางวงของเธอทำให้ทหารที่เดินตามมาด้วยเลิ่กลั่กและซุบซิบกับเพื่อนของตนและวิ่งหายกลับเข้าไปในราชวัง

‘ต้องให้ปลุกระดมถึงจะทำตัวเป็นคนขึ้นมารึไง เจ้าพวกขับเคลื่อนด้วยการด่าเอ๊ย’ หญิงสาวเบะปากกอดอกรวมกับคนอื่น ๆ ที่มีท่าทีต่อต้านมากขึ้น

“หูยพี่ลิน เล่นแรงมากเลยนะนั่น” โจกระซิบกระซาบเหงื่อเย็นซึมไม่ต่างกับทามุระ

“มัวแต่พินอบพิเทากับคนที่ไม่เห็นค่าคนอื่นเท่าตัวเองก็เท่านั้น” เธอยักไหล่

“จริงสิ ถึงจะพูดไปขนาดนี้ก็ใช่ว่าพวกเขาจะยอมสอนพวกเราหรอกนะ เห็นได้ชัดว่าเน้นเฉดหัวไม่ก็ทำเป็นลืมเพื่อไม่เสียทรัพยากรไปกับคนที่ใช้ประโยชน์ในสงครามไม่ได้” เสียงของเกวลินไม่ได้ดังแต่คนที่ยืนใกล้เธอต่างได้ยินกันหมด มีไม่น้อยที่เห็นด้วยกับเธอ มันแปลกตั้งแต่แยกออกมาและไม่ให้การศึกษาเพื่อเข้าใจโลกใบนี้แล้ว

“เพราะงั้นเราแลกการติดต่อกันไว้ แล้วฉันจะออกไปวันนี้เลย ส่วนพวกนายถ้าเห็นท่าไม่ดีก็ทยอยออกมา หรือไม่ก็ออกหลังฉันหนึ่งวัน ดูซิพวกเขาจะหักเงินค่ากินอยู่ที่นี่วันละเท่าไหร่” เกวลินไม่คิดจะหลับนอนที่นี่ ท่ามกลางคนที่ไว้ใจไม่ได้ตั้งแต่คิดจะคัดพวกเธอทิ้งอย่างไม่ไยดี

“น่าสนใจนะ ถ้าพวกเขาให้เราเข้าห้องสมุดละหรือส่งคนมาสอน? พี่มีอะไรอยากรู้เป็นพิเศษไหมพวกผมหาให้” ทามุระผุดไอเดียเอ่ยเสียงเบา

“คุยง่ายดีนะเรา ดีเลย ทางนี้จะรวบรวมข้อมูลความเป็นอยู่ของชาวเมืองข้างนอกให้ ต้องฝากเรื่องภูมิประเทศ ความเชื่อศาสนา ระดับวิทยาการและความสัมพันธ์กับประเทศข้างเคียงทีนะ” เกวลินพยักหน้าตอบรับและเอ่ยสิ่งที่ตัวเองอยากรู้กลับไป

“พี่เป็น นักสังคมเหรอครับ…” โจย่นคิ้ว

“ไม่หรอกโจ แต่ข้อมูลพื้นฐานพวกนี้จำเป็นถ้าไม่อยากเด่นน่ะ อีกอย่างเรื่องความเชื่อสำคัญมาก เกิดมีข้อจำกัดอย่างวิชาแบบนี้มีแต่ปีศาจที่ทำได้แต่เข้าใจผิดเพราะไม่เคยศึกษาจริงจังหรือเรื่องทำนอง ผมสีนี้มันอัปมงคลเพราะเป็นสีอันชั่วร้าย แล้วเผลอไผลไปโดยไม่มีข้อมูลจะเรียกเรื่องมาหาได้ ที่จริงก็อยากรู้พวกกฎหมายพื้นฐานด้วยนะการค้ากับสัญญา แต่คิดว่าเป็นไปได้สูงที่ทั้งกฎหมายกับแผนที่จะไม่ให้คนนอกสายอาชีพเข้าถึง” ทารุมะเป็นฝ่ายอธิบายให้เพื่อนสนิทแทน เขารู้ดีว่าเรื่องทำนองนี้ที่มักเกิดขึ้นในนิยายหรือการ์ตูนมีหลายจุดที่ควรเลี่ยงหากอยากมีชีวิตสงบสุขและยืนยาว เขาเองมองได้ขาดทีเดียว

“ถูกต้อง วิทยาการเองก็สำคัญเพราะถ้าเอาโอเวอร์เทคโนโลยีเข้ามาดีไม่ดีจะถูกหมายหัวได้” เธอถอนหายใจ “ใช้ชีวิตในโลกล้าหลังนี่ลำบากเอาเรื่องเลยนะถ้าไม่อยากเด่นทั้งที่ทุกอย่างขัดหูขัดตาความสบายมีไม่เท่าโลกใบเก่าของพวกเราน่ะ…”

ต่างโลกที่ไม่เรียบง่ายล่ะ! เกวลินเป็นยอดนักปั่น!

บันทึกท่องเที่ยว 3 เหล่าผู้ถูกเลือกและไม่

บันทึกท่องเที่ยว 3
เหล่าผู้ถูกเลือกและไม่

ดูเหมือนการใส่ไฟของเกวลินจะทำให้กลุ่มผู้ถูกคัดทิ้งเริ่มสงสัยระแวงในตัวจักรวรรดิเกรฟเฟน ทว่าพวกเขาไม่ได้ทำอะไรไปมากกว่าเรียกร้อง ไม่อาจใช้ความรุนแรง เพราะตั้งแต่แรกในห้องอัญเชิญพวกเขาทราบดีว่าที่นี่ไม่ได้เทิดทูนผู้ถูกเลือกที่ลักพามาแต่อย่างใด

ดังนั้นจึงมีการประชุมเพื่อหาข้อตกลงซึ่งผลสรุปออกมาเป็นการสอนความรู้พื้นฐานของโลกใบนี้ ค่าเงิน ค่านิยม ประเพณีพื้นฐานและจารีต รวมไปถึงเรื่องของสกิลกับการใช้ อาชีพการงานสาขาต่าง ๆ ที่นิยมและไม่ งานที่ทำเงินให้เลี้ยงชีพได้พร้อมทั้งกฎหมายเล็กน้อยเพียงพอสำหรับการใช้ชีวิตในฐานะสามัญชน

มีคำถามมากมายถูกเอ่ยถึงเจาะลึกลงไปในเชิงโครงสร้างของเกรฟเฟนและวิถีชีวิต ด้วยความเคยชินที่เรื่องพวกนี้เป็นเรื่องซึ่งประชาชนเข้าถึงได้ในโลกใบเก่า

ทว่าบ่อยครั้งคำตอบที่ได้รับกลับเป็น

“ไม่สามารถให้คำตอบได้เพราะไม่จำเป็น”

“ไม่สามารถตอบได้เนื่องจากเป็นข้อมูลภายในจักรวรรดิสงวนเพียงผู้เกี่ยวข้อง”

‘เจริญล่ะข้อมูลน้อยกว่าที่คิด มีประโยชน์แค่สอนใช้สกิลเองมั้งเนี่ย’ เกวลินถอนหายใจ

เกรฟเฟนเป็นจักรวรรดิที่ยิ่งใหญ่และเป็นหนึ่งในแนวหน้าต่อต้านเขตแดนปีศาจร่วมกับจักรวรรดิเฮนไรน์ข้างเคียง ภูมิประเทศของสองจักรวรรดิติดชายแดนปีศาจซึ่งเคยยุติสงครามกันมาอย่างยาวนาน แต่เริ่มปะทุเมื่อไม่กี่ปีก่อนนี้

บรรดาประเทศข้างเคียงจำต้องส่งเสบียงและทหารรวมไปถึงผู้ถูกเลือกที่ดินแดนของตนได้ทำการอัญเชิญมาเพื่อร่วมกับแนวหน้าในการต่อต้านผลักดันเหล่าปีศาจไม่ให้เล็ดลอดออกมาจากช่องแคบของเทือกเขาซึ่งเป็นพรมแดนกั้นระหว่างแดนปีศาจและแดนมนุษย์

ดูเหมือนโลกใบนี้จะแบ่งแยกเผ่าพันธุ์และไม่ข้องเกี่ยวกันนัก สายพันธุ์ที่เป็นมิตรนั้นมีอยู่ แต่มนุษย์กลับนับถือศาสนาซึ่งเชิดชูความเป็นมนุษย์ ดังนั้นพวกเขาจึงเหยียดชาติพันธุ์และด้อยค่าเผ่าพันธุ์อื่นซึ่งไม่สมประกอบในสายตาพวกมนุษย์

ทาสอมนุษย์จึงเป็นสิ่งถูกกฎหมายอย่างน่าเวทนา

ภายนอกเต็มไปด้วยประเทศน้อยใหญ่ไปจนถึงหมู่บ้านที่ไม่ได้เข้าร่วมกับอาณาจักรใดและปกครองตนเอง แน่นอนจักรวรรดิทั้งสองเห็นพ้องต้องกันว่าประเทศอื่นซึ่งต่างความเชื่อและวัฒนธรรมเป็นกลุ่มผู้ไม่เจริญอารยะ ซ้ำยังแปดเปื้อนเนื่องจากนับถือศาสนาต่างออกไป

‘งั้นก็เป็นไปได้ว่าจะมีสงครามศาสนาภายหลังสงครามระหว่างมนุษย์และปีศาจ’ เกวลินวิเคราะห์อย่างกังวล มันเป็นเรื่องที่โหดร้ายกับการตราหน้าผู้ไม่ได้เชื่อถือในสิ่งเดียวกันว่าเป็นพวกนอกรีต และในโลกใบเก่าคำว่านอกรีตได้นำพาทั้งความวุ่นวายและการตามล่าฆ่าล้างบางกลุ่มความเชื่อซึ่งกระทบต่อศาสนาตนจนทำให้รากฐานสั่นคลอน

แม้จะเป็นต่างโลกแต่พวกเขาก็เหมือนบรรพบุรุษที่เคยทำผิดพลาด

ตัวของศาสนานั้นไม่ว่าลัทธิไหนย่อมสอนเรื่องการรักผู้อื่น ไม่เบียดเบียนระราน ดำรงตนอยู่ในชีวิตซึ่งไม่สร้างปัญหาให้ผู้อื่นและตนเอง ทว่าการนำมันมาผูกกับการปกครองเพื่อควบคุมผู้คนไว้ในกำมือ จะทำให้ผู้นำในยุคสมัยนั้นออกข้อบัญญัติซึ่งเดิมไม่เคยมีอยู่เพื่อประโยชน์ส่วนตนได้

ศาสนาควรเป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจของผู้คนให้ฝักใฝ่ในศีลธรรม ไม่ใช่เพื่อเป็นส่วนหนึ่งของเครื่องมือในการควบคุมคนที่ต่ำกว่า ไม่แน่ว่าในอนาคตโลกใบใหม่นี้อาจเหมือนหนึ่งในยุคมืดตามประวัติศาสตร์เก่าตามหน้าหนังสือ เล่าขานถึงการต่อต้านข้อเท็จจริงอันทำให้ความเชื่อที่เคยมีมาทั้งหมดสั่นคลอน

‘ในตอนนี้ยังมีศึกใหญ่ระหว่างเผ่าพันธุ์ที่ดึงความสนใจของมนุษย์หัวรุนแรงอยู่ถ้าศึกทางนั้นชนะได้ต่อไปก็ถึงคิวสงครามศาสนาของคนเห็นต่างแล้วไม่ต้องการให้แนวคิดอื่นเติบโต’

‘ไม่ไหวแฮะ จักรวรรดินี่กับข้างเคียงใช้เป็นที่ลงหลักปักฐานไม่ได้ หัวรุนแรง มักมากเกินไป’ เกวลินถอนหายใจอีกครั้งขณะฟังการบรรยายที่กล่าวถึงสภาพอากาศและฤดูกาล

พวกเขาบีบอัดความรู้ทั้งหมดโดยผลัดเปลี่ยนผู้บรรยาย พวกนักเรียนดีหน่อยที่พกกระเป๋ามาหลายคนจึงมีสมุดจดช่วยกันบันทึกข้อมูลจำเป็น พวกผู้ใหญ่ใช้วิธีอัดเสียงไม่ก็พิมพ์เก็บไว้ในโทรศัพท์แค่ที่คิดว่าคงได้ใช้แทน

เกวลินเป็นหนึ่งในคนที่ไม่คิดจะกลับไปในโลกเก่า

ไม่มีใครให้ห่วงหา ไม่มีความฝันในโลกใบเดิมนั้น และแม้จะมีเรื่องให้ต้องสะสางทั้งการเรียนหรือทรัพย์สิน

ทว่าไม่มีหลักฐานใดยืนยันได้ว่าพวกเขาจะได้กลับไป

ทุกคนที่เริ่มเอะใจนั้นสงสัย

ทุกคนที่เริ่มหวาดระแวงนั้นตั้งคำถาม

‘ที่นี่อัญเชิญพวกเขามาเพื่อสู้กับความอยุติธรรมแน่แล้วใช่หรือไม่?’

“พี่ได้เช็กมือถือยัง?” ทามุระกระซิบถามซึ่งไม่ต่างจากคนอื่นเหมือนพวกเขาแค่ปรึกษากันเพราะไม่เข้าใจอาจารย์ในคลาสบรรยายเร่งด่วนนี้

“ยังทำไม? จะติดต่อทางมือถือเหรอ ที่นี่ไม่มีดาวเทียมนะ” เกวลินขมวดคิ้ว

“แต่ระบบบลูธูทยังใช่ได้นะพี่ถึงไม่ไกลก็เหอะ แล้วก็ที่จริงแล้วมีเมลประหลาดด้วย” เด็กหนุ่มเปิดมือถือของตนให้อีกฝ่ายดูเนื้อความที่คล้ายจะถูกส่งมาโดยเทพธิดาว่าด้วยเรื่องการติดต่อสื่อสารระหว่างผู้ถูกอัญเชิญด้วยกันสามารถทำได้ การสืบค้นข้อมูลในโลกอินเทอร์เน็ตทำได้ แต่ติดต่อกับโซเชียลและผู้คนในโลกเดิมไม่ได้ นอกจากนี้โทรศัพท์จะกลายเป็นอุปกรณ์เวทมนตร์ซึ่งผูกติดกับเจ้าของมีเพียงเจ้าของใช้ได้เท่านั้น

“งั้นก็แลกเบอร์หรือเมลมา แล้วนี่มีพาวเวอร์แบงค์ติดตัวไหม?” เกวลินส่งเศษกระดาษให้อีกฝ่ายจดและเธอก็จดข้อความเป็นภาษาญี่ปุ่นใส่กระดาษให้ทารุมะแลกด้วยเช่นกัน

“มีครับ มีแผงชาร์จแสงอาทิตย์ด้วย ผมเพิ่งซื้อมาเพราะโปรหั่นราคากับจะใช้ในโครงงานถึงจะแพงน้ำตาเล็ดแต่ไม่คิดว่าจะมีประโยชน์ในเวลานี้” เขากระซิบ

“ดีอย่าให้คนอื่นรู้แล้วเอาไปซะละ ซ่อนไว้ ใช้แค่พาวเวอร์แบงค์ไป ฉันเชื่อว่าน่าจะมีคนมีพลังสายฟ้าบ้างแหละ คนอื่นที่ไม่มีพาวเวอร์แบงค์ต้องหาวิธีปรับแรงดันไฟฟ้าให้ชาร์จเข้าพาวเวอร์แบงค์สำเร็จแน่ มือถือจะกลายเป็นหลักประกันการเอาชีวิตรอดของพวกเราในโลกที่ไม่คุ้นเคยนี่อย่างหนึ่ง… อีกอย่างมันเป็นอุปกรณ์เวทไปแล้วดังนั้นอาจจะชาร์จด้วยพลังเวทได้”

“ผมว่าพลังเวทใช้กับสกิลน่าจะคุ้มว่าชาร์จมือถือนะพี่ แต่จะระวังไว้ ขอบคุณครับ”

ในบ่ายแก่ของวันหลังจากที่มื้อเที่ยงทุกคนได้รับแจกอาหารแค่พออิ่มท้องและไม่ได้หรูหรานักกับซุปหนึ่งถ้วยกับขนมปังชิ้นแข็ง

เกวลินตัดสินเป็นคนแรกที่จะออกไปจากรั้วราชวัง

“คุณจะไม่สามารถกลับเข้ามาได้อีกแน่ใจแล้วใช่ไหม?” ทหารถาม

หญิงสาวยักไหล่ “แน่ใจยังไงฉันก็ไม่ได้อยากจะกลับไปโลกของตัวเองขนาดนั้น อยู่ในนี้ก็ต้องทำงานรับใช้และทำความสะอาดซึ่งไม่ใช่เรื่องถนัดเลย ขอไปเสี่ยงโชคในเมืองดีกว่า”

ข้าวของที่ติดตัวทุกคนมือคือสิ่งที่พกไว้ขณะไปพิพิธภัณฑ์ เกวลินมีเพียงกระเป๋าเดินทางทรงวินเทจ น่าเสียดายที่เธอฝากตะกร้ารถเข็นไว้ที่ทางเข้าเพราะกลัวเสียงล้อจะรบกวนผู้เยี่ยมชมอื่น แต่เธอไม่เคยเปิดกระเป๋าให้ใครเห็นว่าเธอบ้าหอบฟางและพกอะไรมาบ้างกับการเดินเที่ยว

สิ่งที่ได้รับตอนจะออกจากเขตราชวังคือกระเป๋าผ้าป่านหนึ่งใบซึ่งบรรจุเสื้อผ้าสองชุด เป็นชุดชาวบ้านตามเพศสภาพและถุงเงินอีกจำนวนหนึ่ง

พวกเขาเรียนรู้ค่าเงินของที่นี่แล้ว

หนึ่งกัสเซลซื้อน้ำผลไม้ร้านริมทางได้หนึ่งแก้ว สามกัสเซลสำหรับขนมปังมีไส้หรือขนมปังกับซุปพออิ่มหนึ่งมื้อ และที่พักถูกที่สุดของการมีอาหารสามมื้อและห้องอาบน้ำให้ใช้อยู่ที่ราวยี่สิบกัสเซล

เงินที่ได้รับมีทั้งหมดหนึ่งพันแปดร้อยกัสเซล มันเป็นจำนวนเงินที่พอให้เช่าห้องอยู่ถึงสามเดือน เหรียญกัสเซลที่จักรวรรดิเกรฟเฟนใช้นั้นแบ่งออกเป็นสามชนิดด้วยโลหะประทับตราต่างกันไปและต่างสีเล็ก กลาง และใหญ่ โดยห้าสิบกัสเซลเท่ากับหนึ่งกัส และร้อยกัสจึงนับเป็นหนึ่งโกลด์

เหรียญในถุงมีอยู่สามสิบห้ากัสและห้าสิบกัสเซล เกวลินทราบจากคนอื่นที่ถามถึงเงินเดือนของพวกทหารกับแม่บ้านราชวังว่าต่อเดือนพวกเขาได้กันราวสิบห้ากัส ซึ่งเป็นเงินเดือนขั้นต่ำของคนทำงานในวังหลวงที่ล้วนคัดคนอย่างดี แน่นอนว่าสำหรับผู้ถูกเลือกที่ไม่สามารถเอาตัวรอดในสนามรบได้จะได้เพียงอาหารเสื้อผ้าที่อยู่เท่านั้นไม่ได้เงินแต่อย่างใดแม้สมัครใจเลือกอยู่ต่อจนสงครามจบลง

เกวลินถูกสั่งให้เปลี่ยนชุดก่อนออกไปเพื่อป้องกันสายตาสอดรู้สอดเห็น สำหรับจักรวรรดิเกรฟเฟนเส้นผมและดวงตาสีดำนั้นไม่ได้ต้องสาปหรือประหลาด แค่หายากเพราะเป็นสัญลักษณ์ของชาวต่างแดนไกลโพ้น มักพบได้ตามกลุ่มพ่อค้าเร่หรือคาราวานใหญ่ที่รวบรวมคนจากประเทศต่าง ๆ เอาไว้ แล้วร่วมเดินทางมายังเกรฟเฟนเพื่อค้าขายร่วมกัน

โลกใบนี้มีเวทมนตร์ ใช้ดาบธนูและหน้าไม้เป็นหลัก มีปศุสัตว์และการเกษตรแต่ค่อนข้างล้าหลังไม่ได้ถึงกับเป็นโรงงานหรืออุตสาหกรรมขนาดใหญ่ นอกจากนี้ยังมีมอนสเตอร์นอกกำแพงมากมายตามพื้นที่ธรรมชาติซึ่งระดับความอันตรายมากน้อยขึ้นกับว่าออกห่างจากเขตที่มั่นของมนุษย์ไปไกลเท่าไหร่

เสื้อเชิ้ตปกแหลมแขนตุ๊กตายาวปิดข้อมือกลัดกระดุมและกระโปรงทรงวงกลมรัดเอวกรอมข้อเท้าสีเข้ม ชุดเรียบง่ายเน้นใช้งานไม่เน้นหรูหรา เกวลินมองตัวเองในเงาสะท้อนกระจกห้องแต่งตัว ไม่รู้ว่าผู้หญิงใส่กางเกงได้ไหมไว้เธอจะหาข้อมูลอีกหน่อยที่ด้านนอก เพราะในราชวังเห็นได้ชัดว่าเสื้อผ้าของเหล่าขุนนาง ราชวงศ์ ยังคงหรูหราเกินพอดี กระโปรงพองด้านหลังน่าจะใส่บัสเซิลถ่างกระโปรงใช้โครงดันให้อยู่ทรงจากใต้ชุด ไหนจะเสื้อผู้ชายที่แขนเสื้อพองใหญ่ตัดเย็บด้วยผ้าลายละเอียดประดับลูกไม้และเพชรพลอย ต่างจากชุดชาวบ้านที่เธอใส่ลิบลับ

คนที่ตัดสินใจออกไปตั้งแต่วันแรกมีแค่เธอคนเดียว นอกจากเกวลินก็ไม่มีคนอื่นอีก เธอแค่ร่ำลาพอเป็นพิธีเพราะไม่ได้สนิทกับใครมากก่อนจะออกจากราชวังทางประตูเล็กของข้ารับใช้ ตัดผ่านตลาดและมองหาโรงแรมสำหรับค้างคืนในค่ำนี้

เดินสำรวจอยู่พักใหญ่เกวลินจึงได้ข้อสรุปเกี่ยวกับแฟชั่นของที่นี่ ชาวบ้านจะเน้นใช้งานเข้ารูปสะดวกกับการเคลื่อนไหวใช้ผ้าสีเข้มเป็นหลัก และไม่ได้ใส่ใจกับเอวคอดกิ่วเหมือนพวกชนชั้นสูง นอกจากนี้ผู้หญิงจากกิลด์นักผจญภัยหลายคนใส่กางเกง เรื่องของเส้นผมก็ดูเหมือนจะไม่นิยมไว้ยาวมากเท่าไหร่ น่าจะมาจากปัญหาการดูแลที่ทำบ่อยไม่ได้เหมือนชนชั้นสูง

สิ่งแรกที่เกวลินตามหาในต่างโลกก็คือผ้าคลุมมีฮู้ดที่จะสามารถซ่อนรูปร่างของตนเองยามเข้าไปสมัครเป็นนักผจญภัยได้เพื่อป้องกันปัญหาของพวกชอบหาเรื่องมือใหม่

ในตอนนี้เกวลินยังไม่กล้าออกไปทำงานนอกกำแพง เพราะถึงจะรู้ว่ามอนสเตอร์รอบเมืองไม่อันตราย ทว่าจนกว่าจะแน่ใจว่าฝีมือการต่อสู้ของมนุษย์ปกติในศตวรรษที่ยี่สิบเอ็ดสามารถเอาตัวรอดจากสัตว์ประหลาดพวกนั้นได้ เธอจะหาเงินด้วยวิธีอื่นไปพลางขณะเก็บข้อมูล

ผ้าคลุมและเสื้อคลุมตะเข็บแข็งแรงด้วยผ้าสีน้ำตาลเข้มหนึ่งผืนหนึ่งตัวเกวลินเลือกซื้อจากร้านค้าด้วยราคาทั้งหมดยี่สิบสองกัสเซลที่แพงคือเสื้อคลุมมีฮู้ดกันน้ำด้วยใยทอพิเศษ

หลังจากได้ของ สวมใส่เรียบร้อย เกวลินมุ่งหน้าตรงไปยังตึกกิลด์นักผจญภัยที่เด่นเป็นสง่า อาคารสูงสีแดงที่แขวนธงยาวสีแดงปักตราโล่ที่ถูกขวานคู่ไขว้ทับมีดาวห้าแฉกซ้อนสลับเหนือโบแดงกับขวาน เกวลินคิดว่ามันทื่อไปหน่อยและดูไม่ให้ความสำคัญกับนักเวทเท่าไหร่อย่างประหลาด

ในอาคารโถงสูงกว้างด้านในสุดอาคารแบ่งคูหาเล็ก ๆ เป็นคอกไม้กับโต๊ะบาร์ ทางขวาเชื่อมกับโถงดื่มกินที่ดูเป็นโรงอาหาร ทางซ้ายเป็นร้านค้า ส่วนทางไปด้านหลังมีกลิ่นเลือดคลุ้งออกมาเล็กน้อยเวลาลมพัดผ่านน่าจะเป็นห้องแล่ชำแหละมอนสเตอร์

เกวลินตรงไปที่เคาท์เตอร์คอกว่างและพนักงานเป็นหญิง

“ยินดีต้อนรับสู่กิลด์นักผจญภัยค่ะ มาติดต่อเรื่องอะไรคะ?” พนักงานสาวชำนาญงานและเป็นมิตรยิ้มรับแขกที่ปกปิดตัวเอง

“สมัครเป็นนักผจญภัยแล้วก็พอจะมีแผนที่สำหรับออกนอกเมืองไหม?” เกวลินเข้าเรื่องไม่ชักช้า

“ค่าธรรมเนียมแรกเข้าสิบกัสเซลค่ะ วางบัตรระบุตัวตนกับแท่นเพื่อลงทะเบียนและเปิดบัญชีกับกิลด์ได้เลยค่ะ ส่วนเรื่องแผนที่ต้องขออภัยด้วยค่ะมีแต่นักผจญภัยระดับสูงเท่านั้นจึงสามารถเข้าถึงแผนที่อย่างหยาบได้” เธอกล่าวเป็นขั้นตอนยกแท่นเวทมนตร์เล็ก ๆ เท่าตำราขึ้นมาวาง หลังจากลงทะเบียนบัตรประจำตัวก็มีสัญลักษณ์เพิ่มขึ้นมาจากเดิมคือแรงก์กับเงินในบัญชีซึ่งตอนนี้เป็นศูนย์สนิท

“แค่ไหนถึงนับว่าสูง?” เกวลินถามเจาะอย่างสงสัย “แล้วก็ถ้าไม่เป็นการรบกวนขอขอบเขตงานที่ทำได้และข้อควรระวังด้วยก็ดี ฉันเพิ่งเดินทางมาถึงจักรวรรดิเพราะได้ยินมาว่าทำเงินง่าย เห็นกิลด์นักผจญภัยยิ่งใหญ่แบบนี้ก็น่าจะถูกต้องตามที่เขาลือใช่ไหม?”

ตามรายทางที่เกวลินเดินมามีนักผจญภัยไม่น้อยทั้งในตลาด ตามท้องถนนหรือไม้แต่ร้านค้า ผู้หญิงทำงานเองก็มีสัดส่วนมากทีเดียว มากกว่าที่คิดด้วยซ้ำ

“ถูกต้องแล้วค่ะกิลด์นักผจญภัยของจักรวรรดิเกรฟเฟนใหญ่รองลงมาจากกิลด์สาขาหลักที่กลางทวีปเลยทีเดียว นอกจากนี้ด้วยพื้นที่ถูกรายล้อมด้วยป่าฝั่งตะวันตกก่อนถึงหมู่บ้านใต้การคุ้มครองจักรวรรดิทำให้มีแหล่งทรัพยากรมอนสเตอร์จำนวนมาก ใกล้ทั้งวงกตโกลาหลและเหมืองเก่าซึ่งบ่อยครั้งมักมีมอนสเตอร์ป่าเข้าไปฉวยโอกาสสร้างรัง” เธออวดที่ทำงานด้วยความภาคภูมิใจ

“ระดับของนักผจญภัยแบ่งต่ำสุดคือ F สูงสุดคือ A และระดับตำนานอย่าง SS ที่มีแต่รายชื่อผู้กล้าในกองทัพต่อกรกับราชาปีศาจค่ะ ระดับสูงคือ C ขึ้นไปค่ะ การเลื่อนระดับทำได้ด้วยการรับงานจากกิลด์ครบทุกหมวดตามกำหนดเงื่อนไขแน่นอนว่าต้องสำเร็จเท่านั้นด้วยนะคะ กรุณาระมัดระวังการเลือกรับงานของคุณด้วย การข้ามไปทำงานระดับสูงทันทีอาจก่อให้เกิดปัญหาได้…” เธอคลี่แผ่นหนังใหญ่เพื่ออธิบายรายละเอียดให้นักผจญภัยหน้าใหม่ได้ฟัง

“ก่อนอื่นการอัพแรงก์ต่างกันไปตามระดับ จาก F ไป E จำเป็นต้องผ่านภารกิจโดยสมบูรณ์ในทุกหมวด หมวดละห้าภารกิจค่ะ หมวดของคำจ้างวานจะถูกแบ่งเป็น คุ้มครอง กำจัด เสาะหารวบรวม จิตอาสา และงานพิเศษ”

“สามหมวดแรกตรงตัว ส่วนหมวดจิตอาสาเป็นงานกึ่งบริการซึ่งบางครั้งมาพร้อมหมวดอื่นอย่างช่วยซ่อมรั้วปศุสัตว์และระวังไม่ให้มอนสเตอร์เข้ามาล่า ส่วนใหญ่ค่าจ้างจะน้อยเพราะเจ้าของคำร้องเป็นชาวบ้านทั่วไป นอกจากนี้ยังมีตั้งแต่งานช่วยเหลือส่วนกลางไปจนถึงการขอความร่วมมือทางการและขุนนาง บางครั้งพวกเขาก็หาคนมีความสามารถไปอวดศักดาในงานเลี้ยงค่ะ งานพิเศษจะต่างออกไปด้วยเนื้อหาเช่นการเป็นผู้ช่วยซึ่งต้องทำหลายอย่าง หรืออาจเป็นเทศกาลล่าของทางกิลด์ที่ค่าแรงคิดคนละแบบกับภารกิจกำจัด”

“พวกเราเป็นองค์กรทหารรับจ้างที่ใหญ่ที่สุดและไม่ขึ้นตรงต่อใคร ดังนั้นจึงมีคำร้องหลากหลายรูปแบบ กรุณาหลีกเลี่ยงการปะทะระหว่างนักผจญภัยภายในอาคารกิลด์ด้วยนะคะ คุณสามารถเลือกภารกิจที่กระดานตามแรงก์ได้ โดยทั่วไปสามารถเลือกงานที่เหนือกว่าแรงก์ปัจจุบันได้หนึ่งขั้น แต่หากไม่สำเร็จจะถูกปรับสองเท่าจากเงินรางวัล และการเลื่อนอันดับจะเพิ่มจำนวนภารกิจในหมวดที่ล้มเหลวหนึ่งงานนะคะ โปรดระวังไว้ด้วย มีอะไรสงสัยอีกไหมคะ?” พนักงานสาวยิ้มแย้ม

“อืม… งั้นช่วยแนะนำที่พักมีห้องอาบน้ำให้หน่อยสิ”

“โรงแรมข้างกิลด์เลยค่ะ นอกจากที่นั่นมีอีกสองแห่งคือที่พักรังกริฟฟินตรงถนนที่สามและบ้านต้นโอ๊คถนนที่แปดค่ะ”

เกวลินที่ได้รับข้อมูลชุดใหญ่ของกิลด์มาก็พยักหน้ากล่าวขอบคุณ ทิ้งความประหลาดใจให้แก่พนักงานสาวในสังคมที่ไม่ค่อยมีใครก้มหัวให้พนักงานระดับเล็ก ๆ

เหตุผลที่อัพแรงก์ช้า

ไม่เก่ง x

ต้องทำงานที่ไม่ถนัดด้วยถ้าล้มเหลวไม่นับ o

อ่านต่อนิยายเรื่องนี้

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...