โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ห้องสมุดไม่ใช่ผู้ให้ความรู้ แต่คือที่ที่ให้คนมาแสวงหาความรู้ในยุคดิจิทัลเป็นใหญ่ คุยกับ วัฒนชัย วินิจจะกูล ผู้ก่อตั้งเพจ The KOMMON

นิตยสารคิด

อัพเดต 08 ส.ค. 2567 เวลา 19.50 น. • เผยแพร่ 08 ส.ค. 2567 เวลา 19.50 น.
the-kommon-cover

ในโลกที่ข้อมูลข่าวสารล้นทะลัก ความรู้อยู่รอบกาย และสามารถค้นคว้ามาได้เพียงปลายนิ้วมือ คำถามที่ชวนคิดคือ บทบาทของ “ห้องสมุด” ในยุคปัจจุบัน ว่ายังจำเป็นอยู่อีกหรือไม่

หลายเสียงอาจบอกว่า ห้องสมุดตายแล้ว แต่อีกไม่น้อยก็ยังคงยืนกรานว่า ห้องสมุดยังมีความจำเป็น หนึ่งในเสียงสนับสนุนนั้นคือ เอ๋-วัฒนชัย วินิจจะกูล บรรณาธิการอำนวยการ ของ The KOMMON แหล่งชุมนุมทางความคิดเรื่องพื้นที่สาธารณะเพื่อการเรียนรู้ และห้องสมุดกับการเปลี่ยนแปลงสังคม และยังดำรงตำแหน่ง รักษาการผู้ช่วยผู้อำนวยการสถาบันอุทยานการเรียนรู้ (TK Park) ที่ได้เน้นย้ำเพิ่มเติมว่า ในสถานการณ์การเข้ามาของโลกเทคโนโลยีที่ข้อมูลโอนถ่ายกันข้ามทวีปได้ภายในระยะเวลาไม่ถึงหนึ่งหน่วยวินาที กลับยิ่งเป็นเชื้อไฟชั้นดีที่เร่งเร้าให้ความสำคัญของห้องสมุดโชติช่วงขึ้นมากกว่าเดิม

“คิด” Creative Thailand จึงอยากชวนผู้อ่านทุกท่าน กระโดดเข้ามาทำความรู้จักกับ “ห้องสมุด” ในมุมมองใหม่ ๆ พร้อมทะลุกรอบจำเดิม ๆ สู่ความเป็นไปได้ที่ไม่รู้จบในอนาคต

เอ๋-วัฒนชัย วินิจจะกูล บรรณาธิการอำนวยการ ของ The KOMMON

จุดเริ่มต้นของ The KOMMON
ผมเข้ามาทำงานที่ TK Park ตั้งแต่ปี 2549 ในตำแหน่งหัวหน้าฝ่ายวิชาการ ต้องบอกว่า TK Park เป็นองค์กรที่เน้นกิจกรรม เพราะฉะนั้นเราก็ต้องกระโดดไปทำกิจกรรมอะไรหลายอย่าง เช่น การจัดอบรม จัดเสวนา จัดการประชุมวิชาการนานาชาติ เป็นต้น แต่พอปี 2557 เป็นต้นมา มันมีงานเขียนต้นทางมาจากภาษาอังกฤษดี ๆ ทั้งนั้นเลย จึงลองให้น้องในทีมแปลเป็นภาษาไทยและลองนำไปลงเว็บไซต์ของ TK Park ซึ่งก่อนหน้านั้นมันก็มีการเขียนบทความอยู่ก่อนบ้างแล้ว จำพวกบทความที่เน้นในเรื่องของการส่งเสริมการอ่านตามภารกิจของ TK Park เอง แต่พอเรานำเรื่องที่เกี่ยวข้องกับโลกของการเรียนรู้ใหม่ ๆ การพัฒนาห้องสมุดรูปแบบใหม่ ๆ เริ่มขอแทรกเข้าไปเดือนละชิ้นสองชิ้น ในความรู้สึกของผมเอง มันรู้สึกแปลกแยก มันไม่ค่อยไปด้วยกันกับภาพรวมของเว็บไซต์องค์กร แต่ในใจผมคิดมาตลอดว่า ยังไงต้องหาโอกาสที่จะทำ “web content” ให้เป็นเรื่องเป็นราวเพราะความแปลกแยกอย่างที่กล่าวไป

ประมาณปี 2559-2560 เกิดสิ่งที่เรียกว่า ‘สื่อออนไลน์’ พร้อมเกิดความหลากหลายและผู้ติดตามเฉพาะกลุ่ม การเปลี่ยนแปลงของภูมิทัศน์สื่อตอนนั้น ทำให้ผมคิดถึงคำพูดของอดีตกรรมการของ TK Park ท่านหนึ่ง เขาเคยบอกผมว่า การวางกลุ่มเป้าหมายในการทำการตลาดมันน่าจะเริ่มเปลี่ยนไปแล้ว เดิมทีเรามักจะมองกลุ่มลูกค้าเป็นช่วงอายุ แต่โลกที่เทคโนโลยีต่าง ๆ เข้ามาอย่างรวดเร็ว แค่ช่วงอายุอาจจะไม่พอ แต่ต้องคิดหรือมองหาสิ่งที่เรียกว่า “เผ่า”

เผ่าในที่นี้หมายถึงอะไร
“เผ่า” หมายถึงกลุ่มคนที่มีความสนใจร่วมกัน และเผ่า ๆ หนึ่ง ไม่ได้หมายความว่าจะสนใจแค่เรื่องนี้เรื่องเดียว แต่มันสามารถเกาะเกี่ยวกันกับเผ่าอื่นได้ด้วย ถ้าเรามองแค่อายุ เราอาจจะเห็นคนที่เราอยากจะสื่อสารด้วยไม่ชัด ฉะนั้นเราควรจะมองให้ลึกไปถึงขั้นการมองหาเผ่าที่มีความสนใจร่วมกันให้เจอ และสร้างคอมมิวนิตี้ให้เกิดขึ้นจากเผ่า

แม้เผ่าแรกเริ่มจะเป็นบรรณารักษ์ แต่เรามีคำสร้อยคือห้องสมุดและพื้นที่การเรียนรู้ เราจึงพยายามขยายความหลากหลายของสื่อให้ไปถึงคนที่เกี่ยวข้องในการพัฒนาหนังสือด้วย

ผู้เชี่ยวชาญอีกท่านหนึ่งบอกผมในเวลาไล่เลี่ยกันว่า การจะทำให้คอมมิวนิตี้เติบโตได้นั้น ไม่ต้องไปหวังสมาชิกสูงถึงหลักแสนหรือหลักล้าน ถ้าได้แค่หลักหมื่นแต่แข็งแรง มันจะอยู่ได้แล้ว คอมมิวนิตี้นี้มันจะโอบอุ้มกันและกัน ดังนั้นหลักคิดเหล่านี้ มันทำให้ผมค่อย ๆ เอามาคิดอยู่ในใจอยู่เรื่อย ๆ จากวันที่เราเห็นแล้วว่า การนำคอนเทนต์ที่เรามั่นใจว่าดี มีความเฉพาะ แต่ถ้าเราไปลงเว็บไซต์ขององค์กรอย่างเดียว คงไม่พอ ก็เลยต้องทำ “web content” ของตัวเอง The KOMMON จึงได้เปิดตัวขึ้นเมื่อต้นปี 2564

ในวันแรกที่เปิดตัว The KOMMON เรามองหาเผ่าไหน
เผ่าแรกที่สนใจแน่ ๆ คือบรรณารักษ์ เพราะห้องสมุดเปลี่ยนแปลงไม่ได้ ถ้าบรรณารักษ์ไม่เปลี่ยนกรอบคิดและวิธีการทำงาน แต่การจะไปบอกให้เขาเปลี่ยน ไม่ใช่ว่าเดินดุ่ย ๆ เข้าไปแล้วบอกว่า เปลี่ยนนะ แต่ต้องทำให้เขาเห็นว่า มันมีตัวอย่างของความเป็นไปได้ในการเปลี่ยนแปลงมากมายมหาศาลขนาดไหน จากโลกของบรรณารักษ์ แต่จากประสบการณ์ของผมที่เคยทำนิตยสารด้วย คนทำนิตยสารก็เหมือนกับเชฟ คุณทำอาหารรสชาติเดียวไม่ได้ คุณอาจจะมีซิกเนเจอร์เดียวได้ แต่ถ้าจะทำอาหารให้คนทานเนี่ย มันต้องมีความหลากหลาย

เพราะฉะนั้น แม้เผ่าแรกเริ่มจะเป็นบรรณารักษ์ แต่เรามีคำสร้อยคือห้องสมุดและพื้นที่การเรียนรู้ เราจึงพยายามขยายความหลากหลายของสื่อให้ไปถึงคนที่เกี่ยวข้องในการพัฒนาหนังสือด้วย ไม่ว่าจะเป็นนักเขียน นักแปล บรรณาธิการ สำนักพิมพ์ ร้านหนังสือ ไม่ให้มันมีแต่เรื่องห้องสมุด รวมถึงเรื่องของทักษะอนาคตด้วย เพื่อทำให้ความครบรสในเรื่องของการเรียนรู้มันครอบคลุม ไม่ได้มีแต่เรื่องการอ่าน

ชื่อ The KOMMON มาจากอะไร
เราใช้ตัว C ไม่ได้ เพราะมีคนจองไปแล้ว (หัวเราะ) เลยต้องเปลี่ยนเป็นตัว K แต่ตอนแรกก็ตั้งใจอยู่เหมือนกันว่าอยากจะให้มีตัว T และ K เพื่อให้มีนัยยะประวัติถึง TK Park แต่ชื่อมันก็บอกในตัวอยู่แล้วว่า ผมอยากสร้างคอมมิวนิตี้ ผมอยากให้เกิดแหล่งชุมนุมความคิดหรือแหล่งรวมของคนที่มีความสนใจเรื่องเดียวกัน มาสุมหัวกันและนำไปต่อยอดต่อ

คอมมิวนิตี้จึงสำคัญ การจะขับเคลื่อนประเด็นอะไรที่ต้องการสร้างความเปลี่ยนแปลง เช่นอยากเปลี่ยนห้องสมุดให้แตกต่างจากสิ่งที่เคยเป็น ถ้ามันไม่มีปัจเจกมารวมกันเพื่อร่วมคิดร่วมทำกัน มันขับเคลื่อนและสร้างการเปลี่ยนแปลงไม่ได้ ในมุมของผมที่ทำงานอยู่ในองค์กรที่มีภารกิจในเรื่องของการส่งเสริมการอ่านและการเรียนรู้ สิ่งที่เราทำจึงคงไม่ใช่การพัฒนาปัจเจกแล้วบอกให้เขาไปเปลี่ยนแปลงตัวเองต่อเอง ถ้าเป็นแบบนั้นก็คงไม่ต้องมี TK Park ใครก็ทำได้ แต่ถ้าจะมีองค์กรแบบนี้ขึ้นมา มันควรจะสร้างมวลพลังของการร่วมมือร่วมใจ คิดและขับเคลื่อนไปด้วยกัน เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงจริง ๆ

เข้าสู่โลกการอ่านได้อย่างไร
บ้านผมเป็นลูกคนจีนเปิดร้านอาหาร ผมอาจจะมีความโชคดีกว่าลูกคนจีนคนอื่นตรงที่ว่า พี่น้องเยอะ แล้วพี่ ๆ เรียนเก่งกันหมด สมัยก่อนเวลาคนที่เรียนเก่ง โรงเรียนมักจะให้รางวัลเรียนดีเป็นหนังสือ ผมจึงแวดล้อมไปด้วยหนังสือตลอด 4 ชั้นของตึกแถว โลกการอ่านของผมก็เริ่มตั้งแต่เด็ก ๆ

ผมคุ้นเคยกับวรรณกรรมเยาวชนของไทยวัฒนาพานิชที่เป็นพ็อกเก็ตบุ๊ก หนังสืออย่างเจ้าชายน้อยนี่ผมเห็นปกตั้งแต่ปกแรก ๆ ดอกเตอร์ ดูลิตเติ้ลอะไรพวกนี้ ถ้าหนังสือไทยก็อย่างเช่นชัยพฤกษ์การ์ตูน เป็นความทรงจำของวัยผม ผมโตมากับโลกการอ่านที่คนยุคก่อนเขาพยายามสร้างสรรค์ การปลูกฝังเรื่องของการเข้าถึงหนังสือโดยที่ไม่ต้องมีการบังคับ อันนี้เป็นจุดเริ่มต้นสำคัญ

สมัยเรียนได้เข้าห้องสมุดบ่อยไหม
เพราะว่าที่บ้านแทบจะเป็นห้องสมุดอยู่แล้ว ดังนั้นผมไม่มีความจำเป็นมากนักในการที่จะเข้าห้องสมุด การเข้าห้องสมุด ไม่ว่าจะเป็นของรัฐหรือเอกชน จะเป็นไปเมื่อต้องทำรายงานส่งครู เพราะฉะนั้นห้องสมุดในประสบการณ์ของผมคือห้องสมุดเพื่อการค้นคว้า แต่หนังสือที่บ้านคือโลกการอ่านเพื่อความเพลิดเพลิน และมันค่อย ๆ ขยับไปสู่ความเข้มข้นในเรื่องของการคิด การวิเคราะห์อื่น ๆ ต่อไป

แล้วห้องสมุดยังจำเป็นอยู่ไหม
ห้องสมุดยังจำเป็นอยู่ ผมแบ่งห้องสมุดเป็น 2 ประเภท ประเภทที่หนึ่งคือห้องสมุดของสถาบันอุดมศึกษาหรือห้องสมุดของมหาวิทยาลัย ห้องสมุดประเภทนี้มีภารกิจเป้าหมายชัดเจน เป็นห้องสมุดเพื่อการค้นคว้า เพื่อการศึกษาวิจัย กลุ่มเป้าหมายชัดเจน นักศึกษา อาจารย์ นักวิจัย ห้องสมุดกลุ่มนี้ในรอบ 10-20 ปี มีการเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางคล้ายกับสิ่งที่ผมติดตามมาในต่างประเทศ นั่นคือจะเริ่มสร้างบรรยากาศที่ผ่อนคลายมากขึ้นแก่ผู้ใช้ มีสิ่งอำนวยความสะดวกที่พยายามจะตอบโจทย์ความต้องการของกลุ่มเป้าหมายเขา โดยเฉพาะการสืบค้นอย่างรวดเร็ว การมีทรัพยากรที่หลากหลาย การโอนย้ายข้ามทรัพยากรระหว่างกัน ซึ่งในประเทศไทยถือว่าทำได้ดีมาก ๆ

ประเภทที่สองคือ ห้องสมุดโรงเรียน ห้องสมุดประชาชน (Public Library) จริง ๆ เรามีห้องสมุดประชาชนทั่วประเทศอยู่ประมาณพันแห่ง เยอะมากนะครับ ดังนั้นเรามีต้นทุนที่ดีมากในเรื่องนี้ แต่ปัญหาก็มีตามมาอย่างเช่นเรื่องคนไม่มาเข้าใช้บริการ บรรณารักษ์ไม่เพียงพอ กรณีห้องสมุดโรงเรียนอาจจะเห็นชัดขึ้นไปอีก เพราะบางที่ใช้ครูภาษาไทยมาเป็นบรรณารักษ์ ขณะที่ห้องสมุดประชาชนนั้นไม่มีบรรณารักษ์อัตราประจำ ห้องสมุดประเภทที่สองนี้เอง เป็นห้องสมุดกลุ่มที่ The KOMMON อยากสื่อสารด้วย อยากมีส่วนในการไปเติมอะไรให้เขา คำว่าเติมคงไม่ได้หมายถึงการเอาเงินเอาทองไปหาซื้อหนังสือให้ได้ทั้งหมด แต่เป็นในเรื่องของการเปิดโลกความรู้ ให้เขามีโอกาสได้เห็นและนำไปประยุกต์ต่อยอด หรือแม้แต่มีส่วนในการทำให้คนที่มีอำนาจตัดสินใจได้เห็นว่า ห้องสมุดมีความเป็นไปได้อะไรได้บ้าง เพื่อที่เขาจะได้มีนโยบายมาลงให้กับคนที่เป็นหน้างานได้นำไปปฏิบัติ

ทีนี้ห้องสมุดยังจำเป็นอยู่เพราะเหตุนี้ ถ้าเราบอกว่าโรงเรียน มหาวิทยาลัย เป็นสถาบันทางสังคมที่ให้ความรู้กับผู้คน มีคนสอน มีทรัพยากรอย่างห้องสมุดมหาวิทยาลัยที่ให้คนเข้าไปค้นคว้า ถ้านอกมหาวิทยาลัยล่ะ ผู้คนไม่ได้เรียนหนังสือในระบบทั้งชีวิต เพราะฉะนั้น ห้องสมุดกำลังทำสิ่งที่สำคัญมาก และกำลังเป็น buzzword ในปัจจุบันนั่นคือ ‘การเรียนรู้ตลอดชีวิต’ ถ้าเราบอกว่า การเรียนรู้ตลอดชีวิตเป็นเรื่องสำคัญของโลกปัจจุบันและอนาคต ลำพังการมีโรงเรียนและมหาวิทยาลัยนั้นไม่เพียงพอ ห้องสมุดจึงกลายเป็นสถาบันทางสังคมที่ทำหน้าที่ตรงนี้ แต่ทำหน้าที่ที่ไม่เหมือนโรงเรียนกับมหาวิทยาลัย ห้องสมุดไม่ใช่ผู้ให้ความรู้ แต่ห้องสมุดกำลังทำหน้าที่ให้คนมาแสวงหาความรู้

ผมยังนึกไม่ออกว่า ถ้าเป็นพื้นที่อื่นที่ไม่ใช่ห้องสมุด ที่มีบรรยากาศของการใช้ความรู้และเหตุผลเป็นพื้นฐานควรจะมีที่ไหนอีก

“ให้ความรู้” และ “แสวงหาความรู้” ต่างกันอย่างไร
คนที่ดูแลห้องสมุด จะเป็นบรรณารักษ์หรือวิชาชีพใดก็ตามที่เกี่ยวข้อง ต้องตระหนักเสมอว่า เขาไม่ได้ทำหน้าที่ให้ความรู้ เพราะปัจจุบันทุกคนหาความรู้เองได้หมด แต่หาความรู้มาแล้ว ความรู้นั้นจริงเท็จแค่ไหนเราไม่รู้ ปริมาณของความรู้ที่ล้นทะลักทั้งในรูปของข้อมูล ความจริง มีมหาศาล เขาแสวงหาพวกนี้ได้ แต่บทบาทห้องสมุดไม่ใช่ทำหน้าที่ให้ความรู้คุณ ห้องสมุดมีหน้าที่ในการเปิดพื้นที่ให้คนเข้ามาแสวงหาความรู้และควรมีหน้าที่ในการกลั่นกรองข้อเท็จจริง

คนที่ดูแลห้องสมุด จะเป็นบรรณารักษ์หรือวิชาชีพใดก็ตามที่เกี่ยวข้อง ต้องตระหนักเสมอว่า เขาไม่ได้ทำหน้าที่ให้ความรู้ เพราะปัจจุบันทุกคนหาความรู้เองได้หมด แต่หาความรู้มาแล้ว ความรู้นั้นจริงเท็จแค่ไหนเราไม่รู้ ปริมาณของความรู้ที่ล้นทะลักทั้งในรูปของข้อมูล ความจริง มีมหาศาล เขาแสวงหาพวกนี้ได้ แต่บทบาทห้องสมุดไม่ใช่ทำหน้าที่ให้ความรู้คุณ ห้องสมุดมีหน้าที่ในการเปิดพื้นที่ให้คนเข้ามาแสวงหาความรู้และควรมีหน้าที่ในการกลั่นกรองข้อเท็จจริง

ถ้าบรรณารักษ์พยายามจะไปแข่งกับ Google ไม่มีวันชนะ อยากจะให้ค้นหาให้เร็วเท่า Google มันเป็นไปไม่ได้ครับ เพราะฉะนั้นอย่าไปแข่ง และก็อย่าไปมองว่า Google คือคู่แข่ง มันคือเครื่องมือมาช่วยคุณในเรื่องของการสืบค้น แต่ที่ Google ให้ไม่ได้ คือการกลั่นกรองความน่าเชื่อถือของข้อมูล บรรณารักษ์ยุคใหม่จึงต้องเก่งมาก เก่งมากในฐานะที่เป็นนักสืบค้นที่ไม่ได้แข่งเรื่องความเร็วกับ Google แต่เป็นนักสืบค้นที่แข่งเรื่องคุณภาพของข้อมูลที่เชื่อถือได้

แล้วห้องสมุดในมุมมองของคุณคืออะไร
นอกจากหน้าที่ของการเป็นแหล่งแสวงหาความรู้แล้ว อีกอย่างหนึ่งคือ ห้องสมุดคือพื้นเปิด ที่ให้คนได้มีโอกาสเข้ามาปฏิสัมพันธ์ แลกเปลี่ยนความรู้และประสบการณ์ระหว่างกัน หน้าที่ที่สองนี้อาจดูคล้ายกับหน้าที่แรก อันแรกคือการเข้ามาแสวงหาความรู้ และมีคนที่คอยบอกว่า ความรู้ที่คุณต้องการนี้ มันหาที่ไหนได้บ้าง อันไหนที่น่าเชื่อถือ แต่แบบที่สองคือการมีพื้นที่เปิดที่ทุก ๆ คนที่เข้ามามีปฏิสัมพันธ์ สามารถมั่นใจได้ว่าพื้นที่เปิดอย่างห้องสมุดนั้น เมื่อเขาเข้ามาแสดงความคิดเห็นแล้ว เขาไม่ถูกตัดสิน บรรณารักษ์และห้องสมุดไม่มีสิทธิ์ตัดสินคนที่เข้ามาใช้ห้องสมุดว่าเขาเป็นคนอย่างไร เขาคิดอย่างนั้นคือเขาไม่ดี เขาคิดอย่างนี้ถึงจะดี ไม่มีสิทธิ์ นั่นหมายความว่า ห้องสมุดควรจะต้องเป็นพื้นที่ที่เป็นประชาธิปไตย

ผมยังนึกไม่ออกว่า ถ้าเป็นพื้นที่อื่นที่ไม่ใช่ห้องสมุด ที่มีบรรยากาศของการใช้ความรู้และเหตุผลเป็นพื้นฐานควรจะมีที่ไหนอีก นอกเหนือจากมหาวิทยาลัยที่เดิมทีเคยทำ แต่ปัจจุบันแทบจะทิ้งบทบาทตรงนี้ไปแล้ว ไปทำมาค้าขายกันก็เยอะ ซึ่งไม่รู้ว่านั่นเป็นบทบาทของมหาวิทยาลัยหรือเปล่า แต่ก่อนมหาวิทยาลัยเคยทำหน้าที่นี้ แต่เมื่อหน้าที่นี้ดูลดทอนลงไป จะมีที่ไหนอีกที่เหมาะเสียยิ่งกว่า เมื่อเทียบกับห้องสมุด

แล้วห้องสมุดต้องมีบทบาทในการจัดเก็บข้อมูลด้วยหรือไม่
การเก็บบันทึกหรือการอนุรักษ์ยังเกี่ยวข้องกับห้องสมุด แต่เกี่ยวกับห้องสมุดอีกประเภทหนึ่ง ก่อนหน้านี้ผมพูดถึงห้องสมุดโรงเรียน มหาวิทยาลัยลัยและประชาชน ห้องสมุดเหล่านี้จะมีการอนุรักษ์ได้ไม่ใช่เรื่องผิด อาจมีเพื่อเป็นจุดขาย ยกตัวอย่างเช่น สมมติห้องสมุดของคุณไปตั้งอยู่ตรงพื้นที่ประวัติศาสตร์ การจะมีคลังอนุรักษ์ของตัวเอง ก็ไม่ใช่เรื่องแปลก แต่ถามว่ามีสถาบันทางสังคมอื่นไหมที่เขาทำหน้าที่นี้อยู่แล้ว คำตอบคือมี เช่นหอจดหมายเหตุ ซึ่งมีหน้าที่นี้อยู่แล้ว แต่ถ้าเราจะช่วยเขาทำ ก็ไม่มีปัญหา และที่สำคัญคือให้ทำงานร่วมกันเป็นเครือข่าย อย่าทำเพียงคนเดียว

ทุกคนที่ทำงานเกี่ยวกับห้องสมุดในปัจจุบัน อันนี้ผมพูดด้วยความเคารพ ทุกคนมีความปรารถนาดีอย่างไม่ต้องสงสัย มาทำงานห้องสมุดนี่ต้องยกย่องเขาแล้วล่ะ แต่สิ่งที่ต้องไม่ลืมก็คือ ห้องสมุดกับสังคมไม่สามารถแยกออกจากกันได้

ตัวอย่างห้องสมุดจากต่างประเทศที่น่าสนใจและเหมาะจะมาประยุกต์ใช้ในไทย
ที่น่าสนใจมีเยอะ แต่เหมาะที่จะนำมาประยุกต์หรือเปล่าผมขออนุญาตไม่ขอเป็นคนไปแนะนำ เหมาะหรือไม่เหมาะ ผมคิดว่าไม่ได้มาจากผม แต่น่าจะมาจากคนที่เห็นข้อมูลแล้วจึงบอกได้ว่าเหมาะหรือไม่ ผมขอแบ่งการมองห้องสมุดเป็นสองแบบ คือระดับจุลภาคและมหภาค

ในระดับจุลภาคนั้น คือการมองปัญหาในแต่ละที่ ซึ่งมีความเฉพาะตัวของตัวเอง ตัวอย่างเช่นห้องสมุดในสหรัฐอเมริกา ทีแรกเขาก็ไม่รู้ว่ามีปัญหานี้ แต่พอสำรวจความเห็นผู้ใช้แล้วพบว่า ห้องสมุดมีปัญหาคือผู้ใช้บริการไม่รู้คนไหนคือเจ้าหน้าที่ เพราะบางทีเจ้าหน้าที่ไม่ได้อยู่ที่เคานต์เตอร์ บรรณารักษ์จะต้องเดินไปเดินมาตลอดเวลา พอรู้ปัญหา เขาแก้โดยการทำเอี๊ยมและติดเข็มกลัดว่า ask me หรือ ถามฉันสิ ปัญหานี้ก็คลี่คลายไปเลย ประเด็นของผมที่ยกตัวอย่างนี้ก็คือ ถ้าอยากจะนำบทเรียนจากต่างประเทศมาประยุกต์ใช้ ไม่ว่าจะเป็นเคสอะไรที่อาจจะได้จากบทสัมภาษณ์นี้หรือจาก The KOMMON ความสำคัญที่สุดคือไปถามคนที่เป็นผู้ใช้บริการว่าปัญหาคืออะไร เมื่อเราระบุปัญหาได้แล้ว เราจึงจะคิดหาวิธีการแก้ไขได้อย่างมีประสิทธิภาพได้

ผมจึงมีความสนใจในภาพใหญ่ระดับมหภาคมากกว่า ตัวอย่างเช่นที่เดนมาร์ก มีห้องสมุดชื่อ Dokk 1 เปิดทำการเมื่อปี 2558 และคว้ารางวัลห้องสมุดยอดเยี่ยมประจำปี (Public Library of the Year Award) ในปี 2559 โดยสหพันธ์ระหว่างประเทศว่าด้วยสมาคมห้องสมุดและสถาบัน (IFLA) ความน่าสนใจของที่นี่อยู่ที่ เขาใช้เวลาในการก่อสร้างและเตรียมการร่วม 10 ปี แต่ไม่ใช่เพราะเรื่องงบประมาณหรือระบบราชการที่อืดอาด แต่เป็นเพราะว่าเขาตั้งใจให้มีกระบวนการสร้างการมีส่วนร่วมกับประชาชนในพื้นโดยรอบของห้องสมุดอย่างถี่ถ้วน เขาคุยกับคนในเมืองว่า อยากเห็นห้องสมุดมีอะไร ทำอะไร เขาจะเข้าไปใช้ประโยชน์ได้ยังไง

อีกตัวอย่างที่ผู้คนพูดถึงกันก็คือห้องสมุดโอดิ (The Helsinki Central Library Oodi) ในประเทศฟินแลนด์ ห้องสมุดแห่งนี้ได้เปิดให้บริการในวันที่ 5 ธันวาคม 2561 หนึ่งวันก่อนวันครบรอบ 101 ปีที่ประเทศฟินแลนด์ได้รับเอกราชจากจักรวรรดิรัสเซีย นอกจากจะมีกระบวนการมีส่วนร่วมแบบที่ Dokk 1 แล้ว ภายในห้องสมุดได้ถูกออกแบบตามความต้องการของประชาชนมาอย่างดี พื้นที่ในโอดิคือพื้นที่เปิดที่ยืดหยุ่นได้ เฟอร์นิเจอร์ไม่ตายตัว บางครั้ง พื้นที่อ่านกลายเป็นตลาดนัดได้ บางพื้นที่อาจจะกลายเป็นห้อง media lab ได้

หลายคนอาจถามว่า นี่ห้องสมุดทำเหรอ? ถ้าฟังก์ชันของห้องสมุดคือความเป็นไปได้ อะไรก็ได้ที่เกี่ยวข้องกับการส่งเสริมพัฒนาคุณภาพของคน ดึงศักยภาพของคนออกมาทำให้ชุมชนได้รับประโยชน์ เพราะฉะนั้นห้องสมุดเป็นไปได้หลากหลาย ขึ้นอยู่กับว่าชุมชนนั้น ๆ ต้องการอะไร ที่สำคัญการออกแบบของโอดิยังสะท้อนความเป็นประชาธิปไตยอีกด้วย เพราะที่ตั้งของห้องสมุดตั้งอยู่ตรงข้ามอาคารรัฐสภา สถาบันทางการเมืองที่บ่งชี้ถึงอำนาจของประชาชน ดังนั้นเขาควรจะอยู่ตรงข้ามกัน เพราะห้องสมุดคือสถาบันทางสังคมที่เป็นไปเพื่อประโยชน์ของประชาชนเหมือนกัน ไม่เพียงแค่นั้น ประตูทางเข้าของห้องสมุดยังอยู่เสมอกับพื้นถนนทางเข้าอาคารรัฐสภา

การมีส่วนร่วมของผู้คนอย่างแท้จริง ทำให้ห้องสมุดกลายเป็นห้องสมุดที่มีชีวิต มีประชาชนเป็นคนให้กำเนิดร่วมกัน
พูดถึงเรื่องการให้กำเนิด ทำให้ผมนึกถึงอีกความน่าสนใจหนึ่งของ Dokk 1 นั่นคือ ทุกครั้งที่มีคนเกิดในเมือง ระฆังที่ห้องสมุดจะดังขึ้น เขาผูกการเกิดกับห้องสมุดของเขาไว้ด้วยกัน มันเหมือนกับที่โอดิทำพื้นที่ให้เสมอทางเข้า เหล่านี้แสดงให้เห็นว่าการออกแบบไม่จำเป็นต้องหรูหราอย่างเดียว แต่มันมาจากการคิดที่ถ้วนถี่

ทุกคนที่ทำงานเกี่ยวกับห้องสมุดในปัจจุบัน อันนี้ผมพูดด้วยความเคารพ ทุกคนมีความปรารถนาดีอย่างไม่ต้องสงสัย มาทำงานห้องสมุดนี่ต้องยกย่องเขาแล้วล่ะ แต่สิ่งที่ต้องไม่ลืมก็คือ ห้องสมุดกับสังคมไม่สามารถแยกออกจากกันได้

อนาคตของ The KOMMON เป็นอย่างไรในขวบปีที่ 4
ปีนี้เป็นปีแรกที่คิดอยากจะเลิก The KOMMON อยู่หลายครั้ง มันเหนื่อย (หัวเราะ) ส่วนผลตอบรับนั้น ผมเป็นคนที่วัดเรื่องนี้ยากมาก ผมก็อยากจะรู้เหมือนกันว่าเขาวัดกันที่ตรงไหน เพราะว่าโลกออนไลน์สำหรับผมเนี่ย มันลวง คือเราจะดูยอด engagement เราจะดูยอด reach หรือยอดอะไร เพราะฉะนั้นผมให้ความสนใจกับตัวชี้วัดพวกนี้ระดับหนึ่ง แต่จะไม่สะกดจิตตัวเองจนหลงเชื่อว่า ยอดทั้งหลายมันคือความจริง

คนทำสื่อ อย่าไปคาดหวัง อันนี้ก็เป็นสิ่งที่ต้องเตือนตัวเอง เมื่อไรที่เราทำสื่อออกไปแล้ว ดีหรือไม่ดี เราไม่มีสิทธิ์ตัดสินแล้ว คนตัดสินคือคนอ่าน คนเอาไปใช้ ได้ประโยชน์หรือไม่ ก็ไม่ใช่เรื่องที่เขาจะต้องมาบอกเราเสมอไป ดังนั้น การที่พยายามจะปรับอารมณ์ความรู้สึกว่าเดินหน้าต่อไปเถอะ จากที่มีความคิดจะเลิกอยู่หลายครั้งนี้ ก็ได้จากคำตอบแบบนี้แหละ ไม่ต้องไปคาดหวังว่าจะต้องมีอะไรเกิดขึ้น

มีอะไรที่อยากทำแต่ยังไม่ได้ทำกับ The KOMMON บ้าง
ถ้าเป็นไปได้ ผมอยากจะทดลองทำ community onsite ตอนนี้ยังไม่กล้า เพราะไม่มั่นใจ แต่ถ้ามั่นใจก็อยากจะทำ อันนี้จะเป็นตัววัดรูปธรรมที่สำคัญตัวหนึ่ง แต่อันนี้เป็นเรื่องส่วนตัว ถ้าไปไกลกว่านั้น ผมอยากเห็นการเปลี่ยนแปลงในเชิงนโยบายด้วย ที่มีต่อเรื่องการพัฒนา สนับสนุน และส่งเสริมพื้นที่การเรียนรู้สาธารณะ ผมอยากให้ภาพจำของคำว่าพื้นที่สาธารณะในไทยที่มักผูกกับรัฐเปลี่ยนไปกลายเป็นของสาธารณะอย่างแท้จริง เป็นพื้นที่คุณภาพ ที่ใคร ๆ ก็เข้าถึงได้ง่ายและอยากมาใช้บริการ

จุดร่วมใหญ่ ๆ ที่จะทำให้ห้องสมุดเติบโตได้ในเมืองได้ คือการมีประชาธิปไตยที่แข็งแรง
(ยิ้ม) เราต้องสู้เพื่อให้เกิดเสรีภาพ ห้องสมุดกับเสรีภาพคือสิ่งที่คู่กัน ห้องสมุดคือสถาบันทางสังคมที่เป็นประชาธิปไตยที่สุด อันนี้คือค่านิยมของห้องสมุดทั้งโลก ห้องสมุดไทยจะสมาทานค่านิยมนี้หรือไม่ ต้องฝากคนวงการห้องสมุดไปคิด

ภาพ : จิรายุ เสรีภัทรกุล

เรื่อง : คณิศร สันติไชยกุล

Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...

วิดีโอแนะนำ

ข่าว ทั่วไป อื่น ๆ

ผู้ร้องปมที่ดินป้าสนอง เตรียมยื่น ปปป. ขอสอบการปฏิบัติหน้าที่ 22 ก.ค.

TNN ช่อง16

อำลาเดส์ช็องส์ ชายผู้กอบกู้ทีมชาติฝรั่งเศส จนคว้าแชมป์ฟุตบอลโลก2018

THE STANDARD

เปิดผลลัพธ์ “อนุทิน“ เยือนจีน คุย ”สี จิ้นผิง“ประเทศไทยได้อะไร?

INN News
วิดีโอ

หนุ่มใหญ่ ฟาดจุก! อส.ทพ.ต้องพกอาวุธ ก็เพื่อคุ้มกันดินแดนไทย ให้พวกคุณตั้งด่านสบายๆ

BRIGHTTV.CO.TH

ไฟไหม้โรงเบียร์ลาดพร้าว เสียชีวิตเพิ่ม ยอดล่าสุด 34 ราย อาการหนัก 13 ราย

TNN ช่อง16

ชาวเวนิซนับร้อยปะทะตำรวจปราบจลาลไม่ต้อนรับ “ทูตทรัมป์” มาพร้อมเรือยอร์ชขนาดมหึมา 450 ล้านดอลลาร์สูงกว่าบ้านจอดเทียบท่าบังวิวชาวบ้านร่วมงานเฟสติวัลประจำปี

Manager Online
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...