เอกา โกลบอล นำร่องบรรจุภัณฑ์ ลุยตลาดอินเดีย มุ่งพัฒนาเต็มสูบ ตั้งเป้า5ปี รายได้พันล้านบาท
เอกา โกลบอล นำร่องบรรจุภัณฑ์ ยืดอายุอาหาร ลุยตลาดอินเดีย มุ่งพัฒนาเต็มสูบ ตั้งเป้า5ปี รายได้พันล้านบาท
บริษัท เอกา โกลบอล จำกัด (Eka Global) ผู้นำตลาดนวัตกรรมบรรจุภัณฑ์ยืดอายุอาหาร (Longevity Packaging) เป็นบรรจุภัณฑ์ชนิดพลาสติกขึ้นรูป (Rigid Barrier Plastic Packaging) รายใหญ่ที่สุดในภูมิภาคเอเชีย และเป็นบริษัทคนไทยที่สามารถสร้างแบรนด์ ติด Top 5 ของโลก
มีฐานลูกค้าทั่วโลก อเมริกา ยุโรป และทั่วภูมิภาคเอเชีย นำโดยนายชัยวัฒน์ นันทิรุจ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัท เอกา โกลบอล จำกัด (EKA GLOBAL) และมิสเตอร์วิเวก โชกูเล กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอกาแพค โกลบอล (อินเดีย)
ล่าสุดปี 2565 ได้ขยายการลงทุนเพิ่มกำลังการผลิตตั้งโรงงานแห่งใหม่ที่เมืองปูเน่ (PUNE) ประเทศอินเดียอีก 1 แห่ง เพื่อเป็นฐานการผลิตบรรจุภัณฑ์ยืดอายุอาหารรองรับตลาดอินเดียที่มีอัตราการเติบโตปีละกว่า 100% โดยโรงงานแห่งใหม่ดังกล่าวได้เดินเครื่องเชิงพาณิชย์เต็มกำลัง 300 ล้านชิ้นต่อปีแล้ว เมื่อเดือนมีนาคม 2567 ที่ผ่านมา
อินเดียตลาดดาวรุ่งของโลก
นายชัยวัฒน์ กล่าวว่า การตัดสินใจตั้งโรงงาน เอกา โกลบอล แห่งใหม่ที่อินเดีย ได้ศึกษาและวิเคราะห์ตลาดจากคำสั่งซื้อจากตลาดอินเดียเติบโตเฉลี่ยปีละ 100% ปัจจุบันบริษัท มีฐานลูกค้าเอสเอ็มอีผู้ผลิตอาหารและขนมหวานในประเทศอินเดียมากกว่า 300 – 400 ราย โดยคาดการณ์ GDP ในปี 2567 – 2568 จะโตขึ้นปีละมากกว่า 7% เชื่อว่าเป็นการตัดสินใจที่ถูกต้องและสร้างผลตอบแทนที่ดีให้กับบริษัท
ความสำคัญเมืองปูเน่
เมืองปูเน่ เป็นเมืองใหญ่เป็นอันดับ 7 – 8 ของประเทศอินเดีย และมีขนาดใหญ่เป็นอันดับ 2 ของอินเดียทางฝั่งตะวันตก รองจากเมืองมุมไบ ซึ่งเป็นเมืองหลวงของรัฐมหาราษฏระเป็นศูนย์กลางของความเจริญ อินเดียฝั่งตะวันตกเป็นพื้นที่เศรษฐกิจของประเทศที่ประชากรมีกำลังซื้อสูง ถือเป็นพื้นที่ที่มีศักยภาพมากที่สุด
ขณะเดียวกัน ปูเน่ เป็นเมืองหลวงด้านวัฒนธรรมของรัฐมหาราษฏระ มีอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจที่รวดเร็ว อยู่ห่างจากมุมไบขับรถเพียง 4.30 ชั่วโมง ปัจจุบันเป็นเมืองที่ทันสมัยมีสิ่งอำนวยความสะดวก สถานบันเทิง ห้างสรรพสินค้า โรงแรม ร้านอาหาร เป็นเมืองแห่งนวัตกรรมและเทคโนโลยี และบริษัทต่างชาติเข้ามาลงทุนจำนวนมาก
นอกจากนี้ ปูเน่ยังเป็นเมืองศูนย์กลางด้านการศึกษาที่มีสถาบันการศึกษา มหาวิทยาลัยชั้นนำหลายแห่ง และถูกเรียกขานว่าเป็น ออกซฟอร์ดแห่งอินเดีย ทางด้านวัฒนธรรม ปูเน่ยังคงเอกลักษณ์เก่าแก่และทรงคุณค่า และรักษาวัฒนธรรมขนบธรรมเนียมประเพณีดั้งเดิมไว้เป็นอย่างดี
เริ่มต้นตีตลาดอินเดีย
นายชัยวัฒน์ กล่าวว่า ในปีหน้าตั้งเป้ายอดขาย 800 ล้านรูปี หรือราว400ล้านบาท และภายใน5ปีตั้งเป้าไว้ว่าจะทำยอดขาย 2,400ล้านรูปี ราว1,000ล้านบาท ก่อนหน้านี้เริ่มทำตลาดอินเดียตั้งแต่ปี 2019 เป็นเวลา 5 ปี ลงทุนแล้วทั้งหมด 500 ล้านบาท
สำหรับตลาดอินเดียนั้น มีการเติบโตทุกปี โดยในหนึ่งปี โตขั้นต่ำ50% มีลักษณะเป็นตลาด S Curve ตลาดนวัตกรรมยังนับเป็นตลาดใหม่ และพึ่งพาตลาดในประเทศเป็นหลัก ไม่ได้พึ่งพาการส่งออก ฉะนั้นกำลังซื้อในอินเดียแข็งแรงมาก แต่การเข้าถึงตลาดอินเดียค่อนข้างยาก เนื่องจาก เป็นตลาดใหญ่ การรู้จักคน หรือพาร์ทเนอร์ในการทำธุรกิจจะยาก ข้อดีของตลาดอินเดียคือ ศักยภาพดี GDP ในหนึ่งปี โต7-8% ทุกปี โดยไม่ต้องพึ่งส่งออก และทำให้โอกาสในการเติบโตสูงขึ้นตามไปด้วย เมื่อเทียบยอดผลิตปีที่แล้วกับปีนี้ พบว่า เพิ่มขึ้นเกือบเท่าตัว 70-80%
ข้อดีการลงทุนในอินเดีย
นายชัยวัฒน์ กล่าวว่า โรงงาน เอกา โกลบอล อินเดีย ตั้งอยู่ใน นิคมอุตสาหกรรมของรัฐมหาราษฏระ สำหรับต่างชาตินั้น สามารถเอาเงินลงทุนไปหักภาษีเงินได้นิติบุคคล ภายใน10ปี และอินเดียยังมี GST(ภาษีสินค้าและบริการ) 2 อย่าง คือ 1.ให้รัฐบาลจัดเก็บ 2.รัฐท้องถิ่นจัดเก็บ หากพูดถึงการแข่งขันในตลาดอินเดียนั้นยังไม่เยอะ แม้ผลิตของออกมาก็จะไม่ทำเลียนแบบ
การบริโภคของคนอินเดียส่วนใหญ่ เน้นในรูปแบบ “ใช้ดีก็ซื้อต่อเนื่อง” ส่วนเรื่องกำลังซื้อ ประเทศอินเดียมีคนเยอะ กำลังซื้อมหาศาล หากจำนวนคนในระหว่าง10%-15% ของประเทศ ก็จะมีกำลังซื้อประมาณ 1,400ล้านรูปี
ส่วนการถือหุ้นของคนต่างชาติ แบ่งเป็นประเภท หากเกี่ยวกับทหาร ชาติ หรือความปลอดภัยต่างๆ อินเดียต้องถือหุ้น51%ขึ้นไป นอกเหนือจากนั้น เช่น อุตสาหกรรมการผลิตอื่นๆ ถือได้100% ส่วนอุปสรรคในการตั้งฐานการผลิต คือ ต้องยื่นเอกสารเองหมด เช่น การขอใบอนุญาตก่อสร้าง ไม่มีหน่วยงานมาช่วย เพราะฉะนั้นต้องมีคนอินเดียคอยสนับสนุนตรงนี้
ลูกค้า
นายชัยวัฒน์ กล่าวว่า ณ ปัจจุบัน มีลูกค้า 280 ราย โดยภายใน 5 ปี ตั้งเป้าว่า ต้องมีลูกค้าทั้งหมด 800 ราย ซึ่งมีแนวโน้มโตขึ้นเรื่อยๆ จุดแข็งที่ตัดสินใจลงทุนในอินเดียคือ 1.เรื่องเทคโนโลยี ยังไม่มีใครทำในเรื่องบรรจุภัณฑ์มาก่อน 2.ได้ทีมงานอย่างมิสเตอร์วิเวก ซึ่งเคยทำงานเกี่ยวกับ R&D(การวิจัยและพัฒนา)ที่สหรัฐอเมริกามา ก็จะมีความเข้าใจเรื่องของผลิตภัณฑ์ รวมถึงออกแบบผลิตภัณฑ์
“ดังนั้นจะเห็นว่าทั้งหมดที่เกิดขึ้นนี้ ยังไม่เคยเกิดขึ้นในอินเดีย เช่น ขนมตามเทศกาลอินเดีย เมื่ออยู่บนชั้นวางของ 3 วันก็เสีย แต่มันสามารถทำให้อยู่ได้ 3 เดือน ส่งไปได้ทั่วทุกพื้นที่ และนับเป็นรายแรกในอินเดียด้วย” นายชัยวัฒน์ กล่าวเสริม
นอกจากนี้ลูกค้าส่วนใหญ่จะอยู่ในภาคตะวันตก ภาคกลาง และภาคใต้ โดยในแต่ละภูมิภาคของอินเดีย จะแบ่งตลาดได้คือ เมืองมุมไบ เน้นการเงิน และส่งออก เมืองบังกาลอร์ เน้นเกี่ยวกับไอที ส่วนเมืองเดลี จะเกี่ยวกับรัฐบาล
จุดแข็ง
นายชัยวัฒน์ กล่าวว่า หากลูกค้ายังหาวัสดุที่ยืดอายุอาหารไม่ได้ ยกตัวอย่าง ถ้าอาหารขายได้ 7 วันแล้วส่งขายตามร้าน ก็จะถูกตีกลับมา นับว่าของเสียหาย แต่หากยืดอาหารได้ 3 เดือน สามารถส่งไปแล้ว ไม่ต้องคืนของ อีกทั้งยังส่งไปได้ไกลด้วย เพียงแค่เพิ่มราคานิดหน่อยเท่านั้น แม้แต่ประเทศออสเตรเลียเองก็นิยมใช้บรรจุภัณฑ์ยืดอายุอาหารในการใส่เนื้อสด และนำเข้าตู้เย็น
โรดแมป ‘กรีนโปรดักส์’
ปัจจุบัน บรรจุภัณฑ์ เอกา โกลบอล นอกจากจะสามารถรีไซเคิลได้ 100% แล้ว ยังสามารถทำวิจัยและพัฒนาบรรจุภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมได้สำเร็จใน 3 ผลิตภัณฑ์ ได้แก่
1) บรรจุภัณฑ์ Bioplastic (PLA) ที่ผลิตจากวัตถุดิบส่วนหนึ่งที่มาจากธรรมชาติ เช่น มันสัมปะหลัง ข้าวโพด หรือ อ้อย
2) บรรจุภัณฑ์ Biodegradable ที่ผลิตจากวัตถุดิบธรรมชาติทั้งหมด และสามารถย่อยสลายได้เองตามธรรมชาติ
3) บรรจุภัณฑ์ที่ผลิตจากเม็ดพลาสติกรีไซเคิล (PCR) หรือ เรซิน รีไซเคิล
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : เอกา โกลบอล นำร่องบรรจุภัณฑ์ ลุยตลาดอินเดีย มุ่งพัฒนาเต็มสูบ ตั้งเป้า5ปี รายได้พันล้านบาท
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th