โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ยานยนต์

Toyota Prius สร้างสถิติโลก รถไฮบริดประหยัดที่สุด 39.6 km/L จากการขับข้ามรัฐฯ ที่อเมริกา

BT Beartai

อัพเดต 01 ต.ค. 2567 เวลา 07.53 น. • เผยแพร่ 01 ต.ค. 2567 เวลา 03.58 น.
Toyota Prius สร้างสถิติโลก รถไฮบริดประหยัดที่สุด 39.6 km/L จากการขับข้ามรัฐฯ ที่อเมริกา

แม้ว่ากระแสรถ EV ยังคงร้อนแรง แต่ต้องบอกว่าที่ประเทศจีนทิศทางเริ่มเบนไปทางรถไฮบริดมากขึ้น เหตุที่เป็นเช่นนั้นไม่ใช่เรื่องของความประหยัด แต่ตอบโจทย์การใช้งานมากกว่า ทั้งยังรักษาอัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงได้ดีอีกด้วย ดังที่เห็นได้จาก Guinness World Record ล่าสุด ที่ยกให้รถไฮบริดรุ่น Toyota Prius เป็นรถประหยัดน้ำมันที่สุดในโลก

รถยนต์ไฮบริด Toyota Prius LE คันนี้ขับขี่โดยเวยน์ การ์เดส (Wayne Gerdes) ที่ขับรถข้ามประเทศอเมริกาจากศาลากลางเมืองลอสแอนเจลิสชายฝั่งตะวันตกไปจนถึงเมืองนิวยอร์กฝั่งตะวันออก เป็นระยะทางรวมกว่า 3,211.7 ไมล์ (ประมาณ 5,100 กม.) ผ่านเทือกเขาสูงระดับ 7,000 ฟุตเหนือระดับน้ำทะเล บางแห่งมีอุณหภูมิสูงถึง 40 องศาเซลเซียส โดยเขาสามารถทำสถิติอัตราสิ้นเปลืองน้ำมันที่ 93.158 ไมล์ต่อแกลลอน หรือคิดเป็น 39.6 กม./ลิตร

Toyota Prius เปิดตัวอย่างเป็นทางการในปี 1997 ในฐานะรถยนต์ไฮบริดรุ่นแรกของโลก (เปิดตัวในอเมริกาปี 2000) เป็นเวลากว่า 2 ทศวรรษแล้วที่ Prius เผยโฉมต่อสาธารณชนทั่วโลก ปัจจุบัน Prius ก้าวมาถึงเจเนอเรชันที่ 5 และเพิ่มประสิทธิภาพในการประหยัดน้ำมันมากกว่ารุ่นก่อน

Toyota Prius เจเนอเรชันล่าสุดวางขายบางประเทศแล้วในปี 2023 การันตีด้วยรางวัลระดับโลกมากกว่า 30 รางวัล ส่วนประเทศไทยมีข่าวว่าจะเปิดตัวในปีนี้เช่นกัน โดยมีการอัปเกรดตัวรถให้มีความสปอร์ตมากขึ้น มาพร้อมเครื่องยนต์ไฮบริด 2.0 ลิตร เจเนอเรชันที่ 5 ขับเคลื่อนล้อหน้า ให้กำลังสูงสุด 194 แรงม้า และยังมาพร้อมอัตราสิ้นเปลืองพลังงานที่ประมาณ 24 กม./ลิตร

อย่างไรก็ตามการ์เดสเองก็เป็นนักขับรถมืออาชีพ ที่มีความเชี่ยวชาญในการขับรถ ทำให้สามารถขับขี่ด้วยอัตราสิ้นเปลืองพลังงานต่ำได้ เขายังให้คำแนะนำง่าย ๆ สำหรับผู้ขับขี่ที่ต้องการความประหยัด เขาแนะนำให้ออกตัวด้วยความเร็วต่ำและใช้ความเร็วคงที่อย่างสม่ำเสมอ รวมถึงการควบคุมแป้นคันเร่งแทนเบรกเมื่อต้องการจอด โดยผ่อนคันเร่งและปล่อยให้รถไหลจนใกล้ถึงจุดหยุดนิ่ง จะช่วยประหยัดน้ำมันได้มาก

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...