ยูเครนเปลี่ยนสมการสนามรบ! ปัจจัยภูมิศาสตร์สงครามที่คูสค์
“นายพลจอร์จ แพตตัน มักจะกล่าวกับผู้ใต้บังคับบัญชาของเขาว่า ความกล้าหาญ ความกล้าหาญ และมีความกล้าหาญเสมอ จึงจะเอาชนะข้าศึกในสนามรบได้ แพตตันรู้ดีว่า ด้วยความกล้าหาญของทหารเท่านั้น ที่เขาจะมีและดำรงความริเริ่มในการรบต่อข้าศึกได้”
Gian Gentle and Adam Givens (The Defense One, August 2024)
คงต้องยอมรับว่าการเปิดการรุกของกองทัพยูเครนเข้าไปในดินแดนของรัสเซียในบริเวณพื้นที่ด้านเมืองคูสก์ (Kursk) ที่เป็นดินแดนติดกับยูเครนนั้น เป็นการ “จู่โจมแบบฉับพลัน” (surprise attack) และเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของการเปิดการรุกที่ถือเป็นหนึ่งในหลักนิยมที่สำคัญของวิชาทหาร
เพราะการรุกในแบบที่ข้าศึกไม่รู้ตัว และไม่สามารถระวังป้องกันได้นั้น จะปัจจัยที่เอื้อโดยตรงต่อชัยชนะในสนามรบ หรืออย่างน้อยก็สร้างให้เกิดอาการ“ช็อก” ทางทหารสำหรับผู้นำรัสเซียได้พอสมควร
ดังนั้น คงต้องยอมรับถึงการตัดสินใจที่กล้าท้าทายต่อผู้นำรัสเซีย และต้องถือว่าเป็น “ความกล้าหาญที่อหังการ” อย่างมากในการเปิดการโจมตีรัสเซีย เพราะภาพดังกล่าวที่เกิดขึ้นคือ การ“บุกของกองทัพข้าศึก” ที่เกิดกับดินแดนตอนในของรัสเซียเป็นครั้งแรก หลังจากการบุกของกองทัพนาซีในยุคสงครามโลกครั้งที่ 2 แม้กำลังรบของข้าศึกที่รุกเข้าไปยึดพื้นที่ของรัสเซียในครั้งนี้ จะไม่ได้มีขนาดใหญ่เช่นกองทัพนาซีในสมัยสงครามโลกก็ตาม แต่ก็คือการยึดครองดินแดนของรัสเซีย
การที่กองทัพยูเครนสามารถเข้ายึดพื้นที่ของคูสค์ ได้กลาย “ตราบาป” ของประธานาธิบดีปูติน ที่การบุกรัสเซียเกิดขึ้นในสมัยของเขา ทั้งที่เขามักจะคุยเสมอว่ารัสเซียในยุคของเขามีความเข้มแข็ง การยึดครองคูสก์ทำให้หลายฝ่ายที่ติดตามสถานการณ์มีความเห็นคล้ายคลึงกันว่า ปฏิบัติการของกองทัพยูเครนในการรุกเข้าไปคูสก์นั้น อาจมีผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลง “สมการสงคราม” อย่างน่าสนใจ
เหยียดสุดแขนสุดขา!
การรุกทางทหารเข้าควบคุมคูสก์ของกองทัพยูเครน ทำให้การจัดวางกำลังของกองทัพรัสเซียมีสภาวะแบบถูก “ถ่างกำลัง” (stretch) ในแนวรบ เพราะการยึดคูสก์คือการเปิดแนวรบใหม่ และภาวะของการถ่างกำลังเช่นนี้ไม่ได้เกิดกับแนวรบที่ยูเครนเท่านั้น หากแต่กำลังกระทบกับการจัดวางกำลังรบของกองทัพรัสเซียในทางยุทธศาสตร์ตลอดแนว หรืออาจจะเปรียบเทียบว่าเป็นดังการบังคับให้กองทัพรัสเซียต้อง “เหยียดสุดแขนสุดขา” ในการจัดวางกำลังพล
การเกิดอาการช็อกทางทหารของฝ่ายรัสเซียจึงเป็นโอกาสให้กองทัพยูเครน “ซื้อเวลา” ในสนามรบได้บ้าง เพราะยุทโธปกรณ์จากคำสัญญาของรัฐบาลตะวันตก โดยเฉพาะจากรัฐบาลอเมริกันมาช้ามาก ประกอบกับภาวะเช่นนี้ช่วยให้กองทัพยูเครนมีโอกาสสร้างความพร้อมให้แก่กำลังรบของตนเองได้จริงๆ (replenishment of force)
ผลสืบเนื่องจากการรุกในคูสก์ทำให้เกิดคำถามโดยตรงว่า จนถึงสิ้นปี 2024 นั้น กองทัพรัสเซียยังดำรงขีดความสามารถในการเปิด “การรุกใหญ่” ในสงครามยูเครนได้อีกหรือไม่
เราคงต้องไม่ลืมว่าเมื่อสงครามเกิดขึ้นในเดือนกุมภาพันธ์ 2022 นั้น กองทัพรัสเซียได้ทุ่มกำลังขนาดใหญ่อย่างเต็มที่ด้วยความมุ่งหวังที่จะได้รับชัยชนะอย่างรวดเร็ว แต่สงครามกลับมีความพลิกผัน และสงครามที่เริ่มต้นในแบบของ “สงครามดำเนินกลยุทธ์” (Maneuver Warfare) ที่มีการเคลื่อนกำลังอย่างรวดเร็วด้วยยานยนต์และรถรบในแบบต่างๆ
แต่เมื่อเข้าสู่กลางปี 2022 สงครามกลับมีภาวะเป็น“สงครามทอนกำลัง” (Attrition Warfare) ที่เห็นถึงการสูญเสียกำลังพลและยุทโธปกรณ์อย่างหนักของคู่สงคราม หรือเป็นดังการย้อนรอยประวัติศาสตร์สงครามโลกครั้งที่ 1 ซึ่งทำให้กองทัพรัสเซียที่แม้จะเป็นรัฐมหาอำนาจใหญ่ ก็ประสบกับความขาดแคลนในทางทหารอย่างมาก แม้ทางกองทัพยูเครนจะสามารถทดแทนการสูญเสียยุทโธปกรณ์ด้วยความช่วยเหลือทางทหารจากฝ่ายตะวันตก โดยเฉพาะจากสหรัฐก็ตาม ซึ่งภาวะเช่นนี้ได้กลายเป็น “ข้อจำกัด” ทางทหารของรัฐคู่สงครามอย่างมาก เพราะไม่สามารถขับเคลื่อนสงครามให้รุกไปข้างหน้าได้ตามที่ต้องการ
สำหรับการสูญเสียของกองทัพรัสเซียก่อนการรุกที่คูสก์จะเกิดนั้น รัสเซียมีอัตราสูญเสียกำลังพล (บาดเจ็บและเสียชีวิต) อยู่ประมาณ 1,000 นายต่อวัน พร้อมกับการสูญเสียยุทโธปกรณ์เป็นจำนวนมากตามมา แต่ด้วยการโฆษณาชวนเชื่อและการก่อกระแสชาตินิยมทำให้รัฐบาลของประธานาธิบดีปูตินหากำลังพลสำรองได้เดือนละประมาณ 20,000-30,000 นาย ประกอบกับอุตสาหกรรมอาวุธของประเทศได้ฟื้นตัวขึ้นในระดับหนึ่ง หลังจากต้องเผชิญกับ “การแซงก์ชั่น” ของโลกตะวันตกมานาน
แต่ก็มิได้หมายความว่า กองทัพรัสเซียจะมีกำลังพลสำรอง ที่รัฐบาลจะใช้ได้อย่างไม่ข้อจำกัดสำหรับการรบในยูเครน
ภูมิศาสตร์ที่คูสก์
การยึดครองคูสก์ของกองทัพยูเครนเป็นแรงกดดันต่อผู้นำรัสเซียอย่างมาก ทางเลือกในทางยุทธการคือ เขาจะเปิดการรุกของกองทัพรัสเซียในพื้นที่ด้านดอนบาส (Donbas) ต่อไป หรือเขาจะยอมถอนกำลังรบของรัสเซียออก และมุ่งที่จะยึดเอาคูสก์คืน แต่ก็อาจต้องคลายปฏิบัติการในดอนบาสลง เพราะรัสเซียไม่มีขีดความสามารถทางทหารมากพอที่จะเปิดการรุกใน 2 พื้นที่การรบพร้อมกัน ดังจะเห็นได้ว่า กองทัพรัสเซียที่คูสก์และเบลโกรอด (Belgorod) ไม่มีกำลังสำรองที่มีขีดความสามารถมากพอที่จะใช้ต่อต้านการรุกของหน่วยยานเกราะยูเครน ที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วได้เลย
นอกจากนี้ การระวังป้องกันชายแดนในพื้นที่ดังกล่าวมีความเปราะบางอย่างมาก หรืออาจกล่าวได้ว่าคูสก์กลายเป็น “จุดอ่อน” บนแผนที่ภูมิศาสตร์สงคราม ที่ทำให้กองทัพยูเครนสามารถเปิดการรุกเข้ายึดครองได้อย่างฉับไว โดยที่งานข่าวกรองทหารของรัสเซียประสบความล้มเหลวอย่างสิ้นเชิงในการประมาณสถานการณ์
ว่าที่จริงแล้วรัสเซียประสบความล้มเหลวในงานข่าวกรองในสงครามยูเครนมาตั้งแต่ช่วงต้นของสงคราม โดยเฉพาะการประเมินขีดความสามารถในการรบของกองทัพยูเครนในปีแรกของสงคราม
นอกจากนี้ สำหรับกองทัพยูเครนแล้ว การรบที่คูสก์จะเป็นการ “รบนอกบ้าน” ทำให้รัฐบาลคีฟไม่มีความจำเป็นในการพิจารณาปกป้องพื้นที่ใดพื้นที่หนึ่ง ซึ่งทำให้ยูเครนสามารถเลือกพื้นที่การรบได้ในแบบ “ไม่ต้องห่วงหน้า-พะวงหลัง” เพราะผลของการทำลายที่เกิดขึ้นจากการรบ จะเป็นการทำลายเมืองของรัสเซีย เช่นที่รัสเซียทำมาแล้วแบบเดียวกันในยูเครนนั่นเอง
กล่าวคือ สงครามในการยึดคูสก์คืนที่จะเกิดในอนาคต จะเป็นปัจจัยในการทำลายตัวเมืองคูสก์เองอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ หรืออาจกล่าวได้ว่า สงครามที่คูสก์เป็นราคาที่รัสเซียต้องจ่ายอย่างมาก
ในอีกด้านหนึ่งของสงครามก่อนการยึดคูสก์นั้น กองทัพยูเครนมี “ข้อห้าม” ที่สำคัญ คือห้ามที่จะรุกเข้าไปในดินแดนของรัสเซีย เพราะรัฐบาลตะวันตกมีความกังวลอย่างมากในเรื่องของ “การยกระดับสงคราม” (escalation of war) แต่รัสเซียไม่มีข้อจำกัดเช่นนั้น จึงทำให้มีเสรีภาพในการปฏิบัติอย่างเต็มที่ ข้อจำกัดเช่นนี้ทำให้รัฐบาลยูเครนต้องสร้างความเข้มแข็งทางทหารตลอดแนวพรมแดนของตน
ภาวะดังกล่าวเปิดโอกาสให้กองทัพรัสเซียปฏิบัติการได้อย่างเต็มที่ในดอนบาส และไม่ต้องคำนึงถึงการทำลายสิ่งต่างๆ เพราะไม่ใช่บ้านเมืองของรัสเซีย หากเป็นเมืองของยูเครน แต่การยึดคูสก์อาจทำให้รัสเซียต้องปรับการวางกำลังตามแนวพรมแดนของตนใหม่ทั้งหมด เพราะไม่อาจปล่อยให้เกิดสถานการณ์ในแบบที่คูสก์ได้อีก
แต่การจะทำเช่นนั้นได้ กองทัพรัสเซียจะต้องจัดกำลังใหม่ พร้อมทั้งยานยนต์และรถรบต่างๆ ตลอดรวมถึงการลงทุนในการสร้างความเข้มแข็งของแนวพรมแดนใหม่ด้วย หรือโดยนัยคือ รัสเซียต้องลงทุนเวลาและงบประมาณอีกมหาศาล โดยเฉพาะการเรียกกำลังพลเพิ่มเติม
การยึดคูสก์ยังมีนัยสำคัญทางภูมิศาสตร์ทหาร เพราะจะส่งผลโดยตรงต่อปฏิบัติการทางอากาศของคู่ขัดแย้งอย่างมาก สำหรับฝ่ายยูเครนแล้ว คูสก์กลายเป็นดัง “พื้นที่ส่วนหน้า” ที่เหมาะสมสำหรับปฏิบัติการทางอากาศในการโจมตีเป้าหมายในรัสเซีย เช่น ใช้เป็นแนวหน้าในการทำลายโดรนของรัสเซีย ที่ถูกส่งมาโจมตียูเครน หรือใช้เป็นฐานในการโจมตีสนามบิน อากาศยาน และเฮลิคอปเตอร์ เพราะสิ่งเหล่านี้เป็นเป้านิ่งที่ดีสำหรับการโจมตีด้วยโดรน โดยเฉพาะสนามบินในภาคตะวันตกของรัสเซีย
การยึดพื้นที่ส่วนนี้เป็นผลลบในทางทหารต่อรัสเซียอย่างมาก เพราะอากาศยานของรัสเซียไม่มีพื้นที่ปลอดภัยสำหรับการปล่อย “ระเบิดร่อน” (glide bomb) ในการโจมตีเป้าหมายที่เป็นที่ตั้งที่ชัดเจนในยูเครน และทั้งยังทำให้อากาศยานของรัสเซียที่ต้องบินเข้าโจมตีเป้าหมายที่คูสก์นั้นต้องบินมาไกลมากขึ้น
หรือโดยนัยคือทำให้การโจมตีที่อากาศยานต้องมีจุดปลอดภัยในการปล่อยระเบิด มีข้อจำกัดมากขึ้น อันส่งผลให้เห็นชัดเจนว่า การโจมตีทางอากาศต่อเป้าหมายในดอนบาสในแต่ละวันนั้น ลดลงอย่างมาก
ภาวะถ่างกำลัง
หากสรุปในทางยุทธการแล้ว อาจกล่าวได้ว่าการยึดคูสก์ของกองทัพยูเครนบังคับให้กองทัพรัสเซียเกิดอาการ “ถ่างแขน-ถ่างขา” ในการวางกำลังอย่างไม่เคยเป็นมาก่อนนับตั้งแต่เกิดสงครามในวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2022 ซึ่งแน่นอนว่าภาวะเช่นนี้ส่งผลกระทบทางยุทธศาสตร์ต่อกองทัพรัสเซียในสนามรบยูเครนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ และจะส่งผลให้การรุกของทหารรัสเซียในพื้นที่ดอนบาสชะลอตัวลง
ประกอบกับภูมิศาสตร์สนามรบกำลังเกิดความเปลี่ยนแปลงของฤดูกาล กล่าวคือ สนามรบจะอยู่ในภาวะฝนตกของฤดูใบไม่ร่วง ไปสู่การเริ่มต้นของฤดูหนาวที่โหดร้าย สิ่งนี้เป็นปัจจัยภาคบังคับที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ของการสงครามในยุโรป เงื่อนไขเช่นนี้จะยิ่งทำให้สงครามยูเครนในภาพรวมชะลอตัวลงด้วย ดังที่เห็นจากประสบการณ์สงครามฤดูหนาวในปี 2023 และ 2024 นั้น การรบจะทำได้ลำบาก หรือดังที่กล่าวเสมอในวิชาประวัติศาสตร์สงครามว่า “ไม่มีสงครามใดโหดร้ายเท่ากับสงครามฤดูหนาวของยุโรป” อีกแล้ว
ฉะนั้น หากการยึดครองคูสก์ของกองทัพยูเครนดำเนินยาวต่อเนื่องเข้าสู่ฤดูใบไม้ผลิของปี 2025 แล้ว สงครามชิงคูสก์ (The Battle for Kursk) จะเป็นหัวข้อสงครามที่สำคัญในปีหน้าอย่างแน่นอน หรือว่าเรากำลังเห็นการย้อนรอยของ The Battle of Kursk, 1943 อีกครั้ง
สุดท้ายนี้ การรุกเข้ายึดคุสก์จะประสบความสำเร็จในทางยุทธศาสตร์สำหรับยูเครนเพียงใดนั้น อาจจะยังเป็นข้อถกเถียงอยู่พอสมควร และอาจต้องรอดูผลกระทบทางยุทธศาสตร์ที่จะเกิดขึ้นต่อได้ แต่ในทางยุทธการแล้ว ต้องยอมรับว่าผลในเชิง “operational level” ที่เกิดในสนามรบนั้น เห็นได้ชัด หรืออย่างน้อยก็เกิดความปั่นป่วนในทางทหารแก่กองทัพรัสเซียไม่น้อย และผลที่สำคัญคือ การ “ตบหน้า” ผู้นำรัสเซียในทางการเมืองอย่างชัดเจน
…ใครเลยจะคิดว่า รัสเซียในศตวรรษที่ 21 ถูกบุกจากรัฐเพื่อนบ้าน ที่เล็กกว่าอย่างมาก!
https://twitter.com/matichonweekly/status/1552197630306177024
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ยูเครนเปลี่ยนสมการสนามรบ! ปัจจัยภูมิศาสตร์สงครามที่คูสค์
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichonweekly.com