โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ยูเครนเปลี่ยนสมการสนามรบ! ปัจจัยภูมิศาสตร์สงครามที่คูสค์

มติชนสุดสัปดาห์

อัพเดต 17 ต.ค. 2567 เวลา 09.10 น. • เผยแพร่ 16 ต.ค. 2567 เวลา 02.13 น.

“นายพลจอร์จ แพตตัน มักจะกล่าวกับผู้ใต้บังคับบัญชาของเขาว่า ความกล้าหาญ ความกล้าหาญ และมีความกล้าหาญเสมอ จึงจะเอาชนะข้าศึกในสนามรบได้ แพตตันรู้ดีว่า ด้วยความกล้าหาญของทหารเท่านั้น ที่เขาจะมีและดำรงความริเริ่มในการรบต่อข้าศึกได้”

Gian Gentle and Adam Givens (The Defense One, August 2024)

คงต้องยอมรับว่าการเปิดการรุกของกองทัพยูเครนเข้าไปในดินแดนของรัสเซียในบริเวณพื้นที่ด้านเมืองคูสก์ (Kursk) ที่เป็นดินแดนติดกับยูเครนนั้น เป็นการ “จู่โจมแบบฉับพลัน” (surprise attack) และเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของการเปิดการรุกที่ถือเป็นหนึ่งในหลักนิยมที่สำคัญของวิชาทหาร

เพราะการรุกในแบบที่ข้าศึกไม่รู้ตัว และไม่สามารถระวังป้องกันได้นั้น จะปัจจัยที่เอื้อโดยตรงต่อชัยชนะในสนามรบ หรืออย่างน้อยก็สร้างให้เกิดอาการ“ช็อก” ทางทหารสำหรับผู้นำรัสเซียได้พอสมควร

ดังนั้น คงต้องยอมรับถึงการตัดสินใจที่กล้าท้าทายต่อผู้นำรัสเซีย และต้องถือว่าเป็น “ความกล้าหาญที่อหังการ” อย่างมากในการเปิดการโจมตีรัสเซีย เพราะภาพดังกล่าวที่เกิดขึ้นคือ การ“บุกของกองทัพข้าศึก” ที่เกิดกับดินแดนตอนในของรัสเซียเป็นครั้งแรก หลังจากการบุกของกองทัพนาซีในยุคสงครามโลกครั้งที่ 2 แม้กำลังรบของข้าศึกที่รุกเข้าไปยึดพื้นที่ของรัสเซียในครั้งนี้ จะไม่ได้มีขนาดใหญ่เช่นกองทัพนาซีในสมัยสงครามโลกก็ตาม แต่ก็คือการยึดครองดินแดนของรัสเซีย

การที่กองทัพยูเครนสามารถเข้ายึดพื้นที่ของคูสค์ ได้กลาย “ตราบาป” ของประธานาธิบดีปูติน ที่การบุกรัสเซียเกิดขึ้นในสมัยของเขา ทั้งที่เขามักจะคุยเสมอว่ารัสเซียในยุคของเขามีความเข้มแข็ง การยึดครองคูสก์ทำให้หลายฝ่ายที่ติดตามสถานการณ์มีความเห็นคล้ายคลึงกันว่า ปฏิบัติการของกองทัพยูเครนในการรุกเข้าไปคูสก์นั้น อาจมีผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลง “สมการสงคราม” อย่างน่าสนใจ

เหยียดสุดแขนสุดขา!

การรุกทางทหารเข้าควบคุมคูสก์ของกองทัพยูเครน ทำให้การจัดวางกำลังของกองทัพรัสเซียมีสภาวะแบบถูก “ถ่างกำลัง” (stretch) ในแนวรบ เพราะการยึดคูสก์คือการเปิดแนวรบใหม่ และภาวะของการถ่างกำลังเช่นนี้ไม่ได้เกิดกับแนวรบที่ยูเครนเท่านั้น หากแต่กำลังกระทบกับการจัดวางกำลังรบของกองทัพรัสเซียในทางยุทธศาสตร์ตลอดแนว หรืออาจจะเปรียบเทียบว่าเป็นดังการบังคับให้กองทัพรัสเซียต้อง “เหยียดสุดแขนสุดขา” ในการจัดวางกำลังพล

การเกิดอาการช็อกทางทหารของฝ่ายรัสเซียจึงเป็นโอกาสให้กองทัพยูเครน “ซื้อเวลา” ในสนามรบได้บ้าง เพราะยุทโธปกรณ์จากคำสัญญาของรัฐบาลตะวันตก โดยเฉพาะจากรัฐบาลอเมริกันมาช้ามาก ประกอบกับภาวะเช่นนี้ช่วยให้กองทัพยูเครนมีโอกาสสร้างความพร้อมให้แก่กำลังรบของตนเองได้จริงๆ (replenishment of force)

ผลสืบเนื่องจากการรุกในคูสก์ทำให้เกิดคำถามโดยตรงว่า จนถึงสิ้นปี 2024 นั้น กองทัพรัสเซียยังดำรงขีดความสามารถในการเปิด “การรุกใหญ่” ในสงครามยูเครนได้อีกหรือไม่

เราคงต้องไม่ลืมว่าเมื่อสงครามเกิดขึ้นในเดือนกุมภาพันธ์ 2022 นั้น กองทัพรัสเซียได้ทุ่มกำลังขนาดใหญ่อย่างเต็มที่ด้วยความมุ่งหวังที่จะได้รับชัยชนะอย่างรวดเร็ว แต่สงครามกลับมีความพลิกผัน และสงครามที่เริ่มต้นในแบบของ “สงครามดำเนินกลยุทธ์” (Maneuver Warfare) ที่มีการเคลื่อนกำลังอย่างรวดเร็วด้วยยานยนต์และรถรบในแบบต่างๆ

แต่เมื่อเข้าสู่กลางปี 2022 สงครามกลับมีภาวะเป็น“สงครามทอนกำลัง” (Attrition Warfare) ที่เห็นถึงการสูญเสียกำลังพลและยุทโธปกรณ์อย่างหนักของคู่สงคราม หรือเป็นดังการย้อนรอยประวัติศาสตร์สงครามโลกครั้งที่ 1 ซึ่งทำให้กองทัพรัสเซียที่แม้จะเป็นรัฐมหาอำนาจใหญ่ ก็ประสบกับความขาดแคลนในทางทหารอย่างมาก แม้ทางกองทัพยูเครนจะสามารถทดแทนการสูญเสียยุทโธปกรณ์ด้วยความช่วยเหลือทางทหารจากฝ่ายตะวันตก โดยเฉพาะจากสหรัฐก็ตาม ซึ่งภาวะเช่นนี้ได้กลายเป็น “ข้อจำกัด” ทางทหารของรัฐคู่สงครามอย่างมาก เพราะไม่สามารถขับเคลื่อนสงครามให้รุกไปข้างหน้าได้ตามที่ต้องการ

สำหรับการสูญเสียของกองทัพรัสเซียก่อนการรุกที่คูสก์จะเกิดนั้น รัสเซียมีอัตราสูญเสียกำลังพล (บาดเจ็บและเสียชีวิต) อยู่ประมาณ 1,000 นายต่อวัน พร้อมกับการสูญเสียยุทโธปกรณ์เป็นจำนวนมากตามมา แต่ด้วยการโฆษณาชวนเชื่อและการก่อกระแสชาตินิยมทำให้รัฐบาลของประธานาธิบดีปูตินหากำลังพลสำรองได้เดือนละประมาณ 20,000-30,000 นาย ประกอบกับอุตสาหกรรมอาวุธของประเทศได้ฟื้นตัวขึ้นในระดับหนึ่ง หลังจากต้องเผชิญกับ “การแซงก์ชั่น” ของโลกตะวันตกมานาน

แต่ก็มิได้หมายความว่า กองทัพรัสเซียจะมีกำลังพลสำรอง ที่รัฐบาลจะใช้ได้อย่างไม่ข้อจำกัดสำหรับการรบในยูเครน

ภูมิศาสตร์ที่คูสก์

การยึดครองคูสก์ของกองทัพยูเครนเป็นแรงกดดันต่อผู้นำรัสเซียอย่างมาก ทางเลือกในทางยุทธการคือ เขาจะเปิดการรุกของกองทัพรัสเซียในพื้นที่ด้านดอนบาส (Donbas) ต่อไป หรือเขาจะยอมถอนกำลังรบของรัสเซียออก และมุ่งที่จะยึดเอาคูสก์คืน แต่ก็อาจต้องคลายปฏิบัติการในดอนบาสลง เพราะรัสเซียไม่มีขีดความสามารถทางทหารมากพอที่จะเปิดการรุกใน 2 พื้นที่การรบพร้อมกัน ดังจะเห็นได้ว่า กองทัพรัสเซียที่คูสก์และเบลโกรอด (Belgorod) ไม่มีกำลังสำรองที่มีขีดความสามารถมากพอที่จะใช้ต่อต้านการรุกของหน่วยยานเกราะยูเครน ที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วได้เลย

นอกจากนี้ การระวังป้องกันชายแดนในพื้นที่ดังกล่าวมีความเปราะบางอย่างมาก หรืออาจกล่าวได้ว่าคูสก์กลายเป็น “จุดอ่อน” บนแผนที่ภูมิศาสตร์สงคราม ที่ทำให้กองทัพยูเครนสามารถเปิดการรุกเข้ายึดครองได้อย่างฉับไว โดยที่งานข่าวกรองทหารของรัสเซียประสบความล้มเหลวอย่างสิ้นเชิงในการประมาณสถานการณ์

ว่าที่จริงแล้วรัสเซียประสบความล้มเหลวในงานข่าวกรองในสงครามยูเครนมาตั้งแต่ช่วงต้นของสงคราม โดยเฉพาะการประเมินขีดความสามารถในการรบของกองทัพยูเครนในปีแรกของสงคราม

นอกจากนี้ สำหรับกองทัพยูเครนแล้ว การรบที่คูสก์จะเป็นการ “รบนอกบ้าน” ทำให้รัฐบาลคีฟไม่มีความจำเป็นในการพิจารณาปกป้องพื้นที่ใดพื้นที่หนึ่ง ซึ่งทำให้ยูเครนสามารถเลือกพื้นที่การรบได้ในแบบ “ไม่ต้องห่วงหน้า-พะวงหลัง” เพราะผลของการทำลายที่เกิดขึ้นจากการรบ จะเป็นการทำลายเมืองของรัสเซีย เช่นที่รัสเซียทำมาแล้วแบบเดียวกันในยูเครนนั่นเอง

กล่าวคือ สงครามในการยึดคูสก์คืนที่จะเกิดในอนาคต จะเป็นปัจจัยในการทำลายตัวเมืองคูสก์เองอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ หรืออาจกล่าวได้ว่า สงครามที่คูสก์เป็นราคาที่รัสเซียต้องจ่ายอย่างมาก

ในอีกด้านหนึ่งของสงครามก่อนการยึดคูสก์นั้น กองทัพยูเครนมี “ข้อห้าม” ที่สำคัญ คือห้ามที่จะรุกเข้าไปในดินแดนของรัสเซีย เพราะรัฐบาลตะวันตกมีความกังวลอย่างมากในเรื่องของ “การยกระดับสงคราม” (escalation of war) แต่รัสเซียไม่มีข้อจำกัดเช่นนั้น จึงทำให้มีเสรีภาพในการปฏิบัติอย่างเต็มที่ ข้อจำกัดเช่นนี้ทำให้รัฐบาลยูเครนต้องสร้างความเข้มแข็งทางทหารตลอดแนวพรมแดนของตน

ภาวะดังกล่าวเปิดโอกาสให้กองทัพรัสเซียปฏิบัติการได้อย่างเต็มที่ในดอนบาส และไม่ต้องคำนึงถึงการทำลายสิ่งต่างๆ เพราะไม่ใช่บ้านเมืองของรัสเซีย หากเป็นเมืองของยูเครน แต่การยึดคูสก์อาจทำให้รัสเซียต้องปรับการวางกำลังตามแนวพรมแดนของตนใหม่ทั้งหมด เพราะไม่อาจปล่อยให้เกิดสถานการณ์ในแบบที่คูสก์ได้อีก

แต่การจะทำเช่นนั้นได้ กองทัพรัสเซียจะต้องจัดกำลังใหม่ พร้อมทั้งยานยนต์และรถรบต่างๆ ตลอดรวมถึงการลงทุนในการสร้างความเข้มแข็งของแนวพรมแดนใหม่ด้วย หรือโดยนัยคือ รัสเซียต้องลงทุนเวลาและงบประมาณอีกมหาศาล โดยเฉพาะการเรียกกำลังพลเพิ่มเติม

การยึดคูสก์ยังมีนัยสำคัญทางภูมิศาสตร์ทหาร เพราะจะส่งผลโดยตรงต่อปฏิบัติการทางอากาศของคู่ขัดแย้งอย่างมาก สำหรับฝ่ายยูเครนแล้ว คูสก์กลายเป็นดัง “พื้นที่ส่วนหน้า” ที่เหมาะสมสำหรับปฏิบัติการทางอากาศในการโจมตีเป้าหมายในรัสเซีย เช่น ใช้เป็นแนวหน้าในการทำลายโดรนของรัสเซีย ที่ถูกส่งมาโจมตียูเครน หรือใช้เป็นฐานในการโจมตีสนามบิน อากาศยาน และเฮลิคอปเตอร์ เพราะสิ่งเหล่านี้เป็นเป้านิ่งที่ดีสำหรับการโจมตีด้วยโดรน โดยเฉพาะสนามบินในภาคตะวันตกของรัสเซีย

การยึดพื้นที่ส่วนนี้เป็นผลลบในทางทหารต่อรัสเซียอย่างมาก เพราะอากาศยานของรัสเซียไม่มีพื้นที่ปลอดภัยสำหรับการปล่อย “ระเบิดร่อน” (glide bomb) ในการโจมตีเป้าหมายที่เป็นที่ตั้งที่ชัดเจนในยูเครน และทั้งยังทำให้อากาศยานของรัสเซียที่ต้องบินเข้าโจมตีเป้าหมายที่คูสก์นั้นต้องบินมาไกลมากขึ้น

หรือโดยนัยคือทำให้การโจมตีที่อากาศยานต้องมีจุดปลอดภัยในการปล่อยระเบิด มีข้อจำกัดมากขึ้น อันส่งผลให้เห็นชัดเจนว่า การโจมตีทางอากาศต่อเป้าหมายในดอนบาสในแต่ละวันนั้น ลดลงอย่างมาก

ภาวะถ่างกำลัง

หากสรุปในทางยุทธการแล้ว อาจกล่าวได้ว่าการยึดคูสก์ของกองทัพยูเครนบังคับให้กองทัพรัสเซียเกิดอาการ “ถ่างแขน-ถ่างขา” ในการวางกำลังอย่างไม่เคยเป็นมาก่อนนับตั้งแต่เกิดสงครามในวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2022 ซึ่งแน่นอนว่าภาวะเช่นนี้ส่งผลกระทบทางยุทธศาสตร์ต่อกองทัพรัสเซียในสนามรบยูเครนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ และจะส่งผลให้การรุกของทหารรัสเซียในพื้นที่ดอนบาสชะลอตัวลง

ประกอบกับภูมิศาสตร์สนามรบกำลังเกิดความเปลี่ยนแปลงของฤดูกาล กล่าวคือ สนามรบจะอยู่ในภาวะฝนตกของฤดูใบไม่ร่วง ไปสู่การเริ่มต้นของฤดูหนาวที่โหดร้าย สิ่งนี้เป็นปัจจัยภาคบังคับที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ของการสงครามในยุโรป เงื่อนไขเช่นนี้จะยิ่งทำให้สงครามยูเครนในภาพรวมชะลอตัวลงด้วย ดังที่เห็นจากประสบการณ์สงครามฤดูหนาวในปี 2023 และ 2024 นั้น การรบจะทำได้ลำบาก หรือดังที่กล่าวเสมอในวิชาประวัติศาสตร์สงครามว่า “ไม่มีสงครามใดโหดร้ายเท่ากับสงครามฤดูหนาวของยุโรป” อีกแล้ว

ฉะนั้น หากการยึดครองคูสก์ของกองทัพยูเครนดำเนินยาวต่อเนื่องเข้าสู่ฤดูใบไม้ผลิของปี 2025 แล้ว สงครามชิงคูสก์ (The Battle for Kursk) จะเป็นหัวข้อสงครามที่สำคัญในปีหน้าอย่างแน่นอน หรือว่าเรากำลังเห็นการย้อนรอยของ The Battle of Kursk, 1943 อีกครั้ง

สุดท้ายนี้ การรุกเข้ายึดคุสก์จะประสบความสำเร็จในทางยุทธศาสตร์สำหรับยูเครนเพียงใดนั้น อาจจะยังเป็นข้อถกเถียงอยู่พอสมควร และอาจต้องรอดูผลกระทบทางยุทธศาสตร์ที่จะเกิดขึ้นต่อได้ แต่ในทางยุทธการแล้ว ต้องยอมรับว่าผลในเชิง “operational level” ที่เกิดในสนามรบนั้น เห็นได้ชัด หรืออย่างน้อยก็เกิดความปั่นป่วนในทางทหารแก่กองทัพรัสเซียไม่น้อย และผลที่สำคัญคือ การ “ตบหน้า” ผู้นำรัสเซียในทางการเมืองอย่างชัดเจน

…ใครเลยจะคิดว่า รัสเซียในศตวรรษที่ 21 ถูกบุกจากรัฐเพื่อนบ้าน ที่เล็กกว่าอย่างมาก!

https://twitter.com/matichonweekly/status/1552197630306177024

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ยูเครนเปลี่ยนสมการสนามรบ! ปัจจัยภูมิศาสตร์สงครามที่คูสค์

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichonweekly.com

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...