โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หุ้น การลงทุน

MALEE ปรับทัพครั้งใหญ่ สู่ “Global Wellbeing” ตั้งเป้าปี 69-71 รายได้เติบโต 10-15% ต่อปี โฟกัส Own Brand-ขยายตลาดต่างประเทศ

Wealthy Thai

อัพเดต 28 พ.ค. เวลา 05.59 น. • เผยแพร่ 27 ต.ค. 2568 เวลา 09.14 น.

บริษัท มาลี กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ MALEE ผู้นำตลาดน้ำผลไม้พรีเมียมมายาวนานกว่า 47 ปี ได้ประกาศวิสัยทัศน์ครั้งสำคัญ ‘Beyond Fruit to Global Wellbeing’ พร้อมเดินหน้าทรานส์ฟอร์มองค์กรครั้งใหญ่สู่การเป็น ‘Global Wellbeing Company’ ภายในปี 2571 โดยมุ่งส่งมอบสุขภาวะที่ดีทั้งด้านสุขภาพและความสุขให้กับผู้บริโภคทั่วโลก
คุณเอกรินทร์ พินิจ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร เปิดเผยว่า Wellbeing คือหัวใจสำคัญขับเคลื่อนธุรกิจ ทั้งในเชิงพัฒนานวัตกรรม ผลิตภัณฑ์ใหม่ และการทำตลาด โดย Roadmap ปี 2568 บริษัทได้ปรับทัพธุรกิจจัดพอร์ตโฟลิโอสินค้าใหม่ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพองค์กรและด้านกำไร
โดยบริษัทวางเป้าหมายรายได้ปี 2569 – 2571 มีอัตราเติบโตเฉลี่ย (CAGR) ประมาณ 10-15% ต่อปี โดยปัจจัยสนับสนุนจะมาจากสินค้าภายใต้แบรนด์ของบริษัท (Own Brand) ซึ่งตั้งเป้าเพิ่มสัดส่วนรายได้จาก 35% เป็น 55% ของพอร์ตทั้งหมด ในขณะเดียวกันยังคงรักษาธุรกิจรับจ้างผลิต (CMG) ไว้อย่างแข็งแกร่ง
ทั้งนี้ แผนการเติบโตของบริษัทจะถูกขับเคลื่อนภายใต้ 5 กลยุทธ์ที่มุ่งเน้นการพัฒนาอย่างยั่งยืนและรอบด้าน ดังนี้ 1. เร่งการเติบโตของ Own Brand ซึ่งบริษัทได้ปรับเปลี่ยนพอร์ตโฟลิโอผลิตภัณฑ์ให้ตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคที่ให้ความสำคัญกับสุขภาพมากขึ้น ตั้งแต่กลุ่มผลิตภัณฑ์ Enjoyable ไปจนถึง Functional Benefit
นอกจากนี้ บริษัทวางแผนเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ปีละ 2-3 รายการ โดยในปี 2569 จะก้าวเข้าสู่หมวดสินค้าใหม่ที่ยังไม่เคยลงแข่งขันมาก่อน พร้อมทั้งปรับภาพลักษณ์แบรนด์ให้ทันสมัยยิ่งขึ้นด้วยการใช้พรีเซนเตอร์ระดับภูมิภาค เช่น คุณจาง หลิงเฮ่อ ในฐานะแบรนด์แอมบาสเดอร์เอเชียแปซิฟิกของมาลี โคโค่
2. การยกระดับธุรกิจรับจ้างผลิต ให้เป็นผู้ให้บริการครบวงจรที่สามารถรองรับการผลิตเครื่องดื่มหลากหลายประเภท โดยมุ่งเน้นเป็นพันธมิตรที่ได้รับความไว้วางใจด้วยมาตรฐานระดับสากลและโซลูชันที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ทั้งนี้ บริษัทมีกำลังการผลิตรวม 749 ล้านลิตร แต่ปัจจุบันใช้ไปเพียง 60% เท่านั้น จึงยังมีพื้นที่รองรับการเติบโตในอนาคตอีกมาก
3. การเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน โดยนำระบบอัตโนมัติและเทคโนโลยีเข้ามาใช้ เพื่อลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิต
4. ก้าวหน้าด้วย Malee Applied Science (MAS) ซึ่งเป็นบริษัทที่พัฒนาส่วนผสมใหม่ๆ ด้วยเทคโนโลยีทางการเกษตร เทคโนโลยีอาหาร นาโนเทคโนโลยี และเทคโนโลยีชีวภาพ ทำให้สามารถแข่งขันในตลาดเทรนด์สุขภาพได้ดียิ่งขึ้น นอกจากนี้ยังสร้างรายได้ใหม่จากการขายส่วนผสมให้กับอุตสาหกรรมเครื่องสำอางและอาหารเสริม รวมถึงการนำวัสดุเหลือใช้จากกระบวนการผลิตมาสร้างมูลค่าเพิ่มอีกด้วย
5. สร้างรากฐานวัฒนธรรมองค์กรให้แข็งแกร่ง ภายใต้แนวคิด "หนึ่งบริษัท หนึ่งทีม หนึ่งเป้าหมาย" โดยเน้นการทำงานเป็นทีมเพื่อชัยชนะ การมีความรู้สึกเป็นเจ้าของ และภาวะผู้นำที่มีจุดมุ่งหมายเดียวกัน
สำหรับการขยายตลาดต่างประเทศบริษัทมีการกระจายสินค้าไปกว่า 30 ประเทศทั่วโลก แต่จะมุ่งเน้น 4 ตลาดหลัก ได้แก่ จีนและเกาหลีใต้ที่เน้นผลิตภัณฑ์น้ำมะพร้าวซึ่งกำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะในจีนที่มีการเติบโตแบบก้าวกระโดด ตะวันออกกลางที่มุ่งเน้นน้ำผลไม้พรีเมียมและขยายไปยังซาอุดีอาระเบีย นอกเหนือจากสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์และคูเวต รวมถึงอินโดนีเซียที่จะเน้นผลิตภัณฑ์น้ำผลไม้พรีเมียม อีกทั้งบริษัทจะเพิ่มงบประมาณด้านการตลาดในต่างประเทศเพื่อสร้างการรับรู้แบรนด์อย่างต่อเนื่อง ซึ่งคาดว่าจะช่วยสนับสนุนสัดส่วนรายได้จากต่างประเทศขยายตัวได้มากขึ้นจากปัจจุบันอยู่ที่ราว 40% ของรายได้รวมทั้งหมด
ในส่วนของช่องทางจำหน่าย นอกจากช่องทางหลักอย่างซูเปอร์มาร์เก็ต ไฮเปอร์มาร์เก็ต และร้านสะดวกซื้อแล้ว บริษัทยังเร่งพัฒนาช่องทางฟู้ดเซอร์วิส เพื่อให้ผู้บริโภคได้สัมผัสประสบการณ์ใหม่จากผลิตภัณฑ์มาลีผ่านร้านอาหาร คาเฟ่ และร้านอาหารฟาสต์ฟู้ดเชน รวมถึงช่องทางออนไลน์ที่กำลังเร่งสร้างการเติบโตอย่างรวดเร็วเพื่อเข้าถึงผู้บริโภคยุคใหม่ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
คุณเรืองรัตน์ ว่องสุวรรณเลิศ รองกรรมการผู้จัดการอาวุโสสายงานการตลาด กล่าวว่า บริษัทมีผลงานที่น่าภาคภูมิใจในปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะอย่างยิ่ง มาลี โคโค่ ที่ขึ้นเป็นอันดับหนึ่งในตลาดน้ำมะพร้าวในเดือนมิถุนายน 2568 ซึ่งเป็นครั้งแรกในรอบเกือบ 10 ปี นอกจากนี้บริษัทยังคงรักษาอันดับหนึ่งในตลาดน้ำผลไม้พรีเมียมด้วยส่วนแบ่งการตลาดมากกว่า 30% ทั้งนี้ มูลค่าตลาดน้ำผลไม้พร้อมดื่มในไทยอยู่ที่ประมาณ 12,000 ล้านบาท ขณะที่ตลาดน้ำผลไม้พรีเมียมอยู่ที่ประมาณ 4,000 ล้านบาท
ขณะที่ภาพรวมผลประกอบการปี 2568 คุณเอกรินทร์ คาดการณ์ว่าอาจย่อตัวจากปีก่อนที่มีรายได้ 8,496.22 ล้านบาท สาเหตุหลักมาจากกลุ่มลูกค้า CMG มีการชะลอตัว ประกอบกับในช่วงกลางปีได้รับผลกระทบจากความขัดแย้งชายแดนไทย-กัมพูชา รวมถึงการปิดด่านของเมียนมา โดยในช่วงครึ่งแรกของปีนี้บริษัททำรายได้ไปแล้ว 3,834.53 ล้านบาท
อย่างไรก็ตาม ผลิตภัณฑ์ของมาลีมักได้รับความนิยมในช่วงไฮซีซั่นการท่องเที่ยว เนื่องจากนักท่องเที่ยวนิยมซื้อเป็นของฝาก ดังนั้นหากปลายปีนี้การท่องเที่ยวคึกคัก คาดว่าจะช่วยหนุนยอดขายของบริษัทได้เช่นกัน ส่วนปัญหาการส่งออกไปยังกัมพูชาบริษัทมองว่าเป็นเรื่องชั่วคราว และมีแผนรองรับเนื่องจากมีพอร์ตการขายที่หลากหลายอีก 29 ประเทศ รวมถึงหากปัญหาคลี่คลายก็พร้อมเดินหน้าต่อทันที

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...