'อาจารย์อัมมารที่ผมรู้จัก (1)'
การเมืองวัฒนธรรม | เกษียร เตชะพีระ
‘อาจารย์อัมมารที่ผมรู้จัก (1)’
เวลาระลึกนึกถึงคนดีๆ ที่ฉลาด เราจะมีความสุข….
ข่าวการจากไปอย่างสงบของอาจารย์อัมมาร สยามวาลา เมื่อต้นเดือนตุลาคมที่ผ่านมา ทำให้ผมนึกถึงท่าน แล้วก็อมยิ้มอย่างอุ่นใจ (نَّالِلَّٰهِوَإِنَّاإِلَيْهِرَاجِعُون เราเป็นของอัลเลาะห์ และกลับไปสู่อัลเลาะห์)
ผมประสบพบเห็นอาจารย์อัมมารเป็นครั้งแรกเมื่อราว 49 ปีก่อน
ตอนนั้นเป็นปี พ.ศ. 2519 ผมกำลังเข้าเรียนธรรมศาสตร์ปีสอง ขณะที่อาจารย์อัมมารเป็นหนุ่มใหญ่วัย ประมาณ 37 ปีและสอนหนังสืออยู่ที่คณะเศรษฐศาสตร์ ท่าพระจันทร์
นั่นเป็นยุคสมัยกระแสความคิดสังคมนิยมจากจีนและอินโดจีนสะพัดแรงหลังเหตุการณ์นักศึกษาประชาชนลุกฮือโค่นเผด็จการทหารสามทรราชหลัง 14 ตุลาคม พ.ศ. 2516 ผมก็เข้าทำกิจกรรมการเมืองกับเพื่อนๆ ตั้งแต่เรียนปีหนึ่ง ยกร่างแถลงการณ์ พิมพ์ดีด โรเนียว แจกจ่าย ติดโปสเตอร์ ร่วมชุมนุมเดินขบวน สนทนาหาเสียงกับเพื่อน นักศึกษา ช่วยติวเพื่อนๆ ที่โดดเรียนไปทำกิจกรรม ฯลฯ พร้อมกับติดตามฟังการอภิปรายทางการเมืองในธรรมศาสตร์ ที่มีชุกชุมทุกบ่อย อ่านพ็อกเก็ตบุ๊กทางแนวคิดทฤษฎีที่ทะลักล้นแผงหนังสือออกมา บวกกับหนังสือหนังหาวิชาการ ฝรั่งซึ่งเกี่ยวข้องเชื่อมโยงในห้องสมุด
(สัมมนาประชานิยมอย่างเฮฮาที่ TDRI : นิธิ, ผู้เขียน, ภิญโญ, อัมมาร, สมเกียรติ 30 พฤษภาคม 2556 https://prachatai.com/journal/2013/05/46972)
(www.ryt9.com/s/prg/165557 & https://www.komchadluek.net/scoop/392931)
จําได้ว่ามีการอภิปรายทางวิชาการ-การเมืองครั้งหนึ่งราวต้นปี 2519 เกี่ยวกับมรรควิธี (methodology) การศึกษาค้นคว้าทางสังคมศาสตร์ ผมจำชื่อหัวข้อแน่ๆ ไม่ได้เสียแล้ว แต่ทำนองว่าเปรียบเทียบวิพากษ์วิจารณ์แนวทาง วิธีการศึกษาแบบประสบการณ์นิยม/ประจักษ์นิยม (empiricism) ของวิชาสังคมศาสตร์กระแสหลัก กับวิภาษวิธี (dialectics) ของลัทธิมาร์กซ์ โดยผู้จัดเชิญอาจารย์อัมมารมาร่วมอภิปรายเกี่ยวกับแนวทางวิธีการศึกษาแบบแรกบนเวทีห้องประชุมตึก เอ.ที.
(อนึ่ง ตึก เอ.ที.เป็นห้องประชุมรูปทรงอัฒจันทร์ขนาดกลาง จุคนได้ราวร้อยกว่าสองร้อยคน ตั้งอยู่ระหว่างตึก คณะเศรษฐศาสตร์กับตึกสถาบันภาษา ซึ่งกลายมาเป็นที่ตั้งอาคารหอสมุดปรีดี พนมยงค์ ส่วนหนึ่งในปัจจุบัน โดยถูกรื้อไปในปี 2537 ดูภาพประกอบ)
ผมเข้าร่วมฟังการอภิปรายครั้งนั้นด้วย เนื้อหาว่าอย่างไรจำไม่ได้แล้วครับ (ต้องขออภัย) แต่ที่จำได้ติดตาตรึง ใจคือมีพี่อนุช อาภาภิรม บรรณาธิการหนังสือชัยพฤกษ์และชัยพฤกษ์วิทยาศาสตร์ของบริษัทไทยวัฒนาพานิช ตั้งแต่ ก่อน 14 ตุลาฯ ผู้กลายมาเป็นหัวเรือใหญ่ทางความคิดทฤษฎีของปัญญาชนหัวก้าวหน้าสมัยนั้น เดินเข้ามาในห้อง ประชุมท่ามกลางสายตาของผู้ฟังที่มีโหรงเหรงบางตา
พอได้ที่นั่งแล้ว พี่อนุชก็หยิบสรรนิพนธ์เหมา เจ๋อตง พากย์ไทยปกอ่อนสีขาวพิมพ์โดยสำนักพิมพ์แสงตะวัน (4 เล่มชุดโดยแต่ละเล่มแบ่งพิมพ์เป็นตอนต้นกับตอนปลายรวมเป็น 8 ตอน) มาวางกองบนโต๊ะสูงเบ้อเริ่มอย่างท้าทาย โลกวิชาการกระฎุมพีบัดเดี๋ยวนั้น (https://www.the101.world/the-octobrists-and-maoism/)
แน่นอนละครับในฐานะลูกศิษย์ประธานเหมาฯ ที่ดี ผมย่อมเห็นคล้อยตามพี่อนุชกว่าอาจารย์อัมมาร และคงพูดอะไรทำนองนั้นไปในที่ประชุมบ้าง แหะๆ
สองสามวันถัดจากการอภิปราย ผมกำลังนั่งอยู่ที่ระเบียงตึก อมธ. (องค์การนักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์) ชั้นล่างข้างสนามฟุตบอล หน้าห้องทำงานสภานักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ซึ่งผมเป็นกรรมการฝ่ายวิชาการอยู่ ก็เห็นอาจารย์อัมมารเดินเข้าธรรมศาสตร์มากับหนุ่มน้อยชาวภารตะคนหนึ่ง (ชะรอยจะเป็นลูกศิษย์หรือ ผู้ช่วยหรือญาติของอาจารย์ก็ไม่ทราบได้)
ระหว่างท่านเดินผ่านหน้าตึก อมธ. ก็เผอิญได้สบตากัน ท่านจับจ้องทำท่าว่าจำผมได้จากในห้องอภิปราย และยิ้มให้ ผมก็ยิ้มรับ
ผมไม่ทันได้มีโอกาสติดตามเข้าพบเพื่อขอสนทนาวิสาสะกับอาจารย์อัมมารมากไปกว่านั้น ก็เผอิญเกิดเหตุ-การณ์ 6 ตุลาฯ 2519 เสียก่อน
อีกนานหลายปีดีดักทีเดียวละครับ (ร่วมสองทศวรรษ) หลังจากผมเข้าป่า ออกจากป่า กลับมาฟื้นคืนสภาพ เป็นนักศึกษาผู้ร่วมพัฒนาชาติไทย เรียนจบ สอบเข้าเป็นอาจารย์ ไปเรียนต่อคอร์เนลล์ จนจบกลับมาสอนหนังสือที่คณะรัฐศาสตร์ ธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ ที่ผมจะได้มีโอกาสพบเจออาจารย์อัมมารอีก
นั่นเป็นช่วงวิกฤตต้มยำกุ้ง พ.ศ. 2540 ที่ทุนนิยมไทยประสบมรสุมวิกฤตการเงินหนักหนาสาหัสปางตาย ฟองสบู่ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์และการเงินการธนาคารแตกโพละ สินค้าส่งออกสะดุดชะงักและเริ่มลดต่ำ บรรยากาศ เศรษฐกิจและการเมืองตอนนั้นมืดมนหม่นหมอง เหมือนคนไทยทั้งประเทศพลัดหลุดเข้าไปในอุโมงค์มืด มองไม่เห็น แสงสว่างปลายทางว่าอยู่ไหน จะหลุดรอดออกจากอุโมงค์ได้เมื่อไหร่อย่างไร ค่าเงินบาทก็ลดเอาๆ จาก 25 บาทไปเป็น 50 กว่าบาท/US$ ขณะหนี้สินที่ธุรกิจไทยกู้ยืมต่างชาติมาในรูป US$ เพิ่มทวีมูลค่าบาทเป็นเท่าตัว ธุรกิจร้านรวง ธนาคารพากันเจ๊งเป็นทิวแถว ผู้คนตกงานเกลื่อนกลาด พากันกลับบ้านนอกชนบทไปหาทางยังชีพอยู่รอด ฯลฯ
ที่ผมประทับใจจำได้ติดตาตอนนั้นคือในบรรดานักเศรษฐศาสตร์ไทยทั้งหลาย มีแค่สองคนที่ออกมาเรียกร้อง รัฐบาลนายกฯ พลเอกชวลิต ยงใจยุทธก่อนวิกฤตเดือนกรกฎาคมปีนั้นว่าต้องทยอยลดค่าเงินบาทแล้ว พยุงอัตราแลก เปลี่ยนคงที่เดิมไว้ต่อไปอีกไม่ได้แล้ว ได้แก่ ดร.โกร่ง วีรพงษ์ รามางกูร กับอาจารย์อัมมาร สยามวาลา แต่รัฐบาลและกลุ่มทุนลูกหนี้ US$ ทั้งหลายหน้ามืดไม่รับฟัง
ดังนั้นหลังฟองสบู่แตก หนี้ต่างประเทศท่วมท้นล้นเกิน เงินตราต่างประเทศสำรองเหือดคลัง รัฐบาลต้องขอ เข้าโครงการเงินกู้ฉุกเฉิน IMF รับเงื่อนไขเข้มงวดทางการเงินการคลัง (วางยาเกินขนาดและผิดขนาน) เพื่อเอาเศรษฐกิจรอด อาจารย์อัมมารก็กลายสภาพเป็น “นักบุญผู้ช่วยชี้ทางรอด” (Saint Saviour) ทางเศรษฐกิจกลายๆ คำให้สัมภาษณ์คาดการณ์แนะนำของท่านทางสื่อต่างๆ ทั้งสิ่งพิมพ์และอิเล็กทรอนิกส์แทบจะเป็น “ธัมมวจนะ” ที่ นักการเมืองนักธุรกิจคนทำมาหากินชาวบ้านร้านตลาดคอยสดับตรับฟังหูผึ่งทั่วบ้านทั่วเมือง
โดยเฉพาะเมื่ออาจารย์เข้าร่วมคณะกรรมการศึกษาและเสนอแนะนำมาตรการเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการระบบการเงินของประเทศ (ศปร.) เพื่อจัดทำรายงานผลการวิเคราะห์และวินิจฉัยข้อเท็จจริงเกี่ยวกับ สถานการณ์วิกฤตทางเศรษฐกิจ (TDRI, 2541 https://tdri.or.th/wp-content/uploads/2013/02/PO3.pdf) ตามที่กระทรวงการคลังเสนอเพื่อสรุปบทเรียนจากวิกฤตต้มยำกุ้งออกมาอย่างครอบคลุมทั่วด้านเป็นระบบไว้ให้แก่สังคมเศรษฐกิจไทยในภายภาคหน้า (ดูเพิ่มเติมใน 15 ปี วิกฤตเศรษฐกิจ 2540 : ประเทศไทยอยู่ตรงไหน, สำนักข่าว ไทยพับลิก้า, 2556)
ช่วงนั้นเอง โดยผ่านอาจารย์ชัยวัฒน์ สถาอานันท์ พี่และเพื่อนอาจารย์ร่วมคณะข้างห้อง ผู้เป็นลูกศิษย์และอิสลามิกร่วมศรัทธาของอาจารย์อัมมาร อาจารย์อัมมารได้ฝากข้อความมาถึงผมว่าท่านได้อ่านและชื่นชอบซาบซึ้ง บทความชิ้นหนึ่งในคอลัมน์หนังสือพิมพ์มติชนรายวันของผมเกี่ยวกับวิกฤตต้มยำกุ้งเป็นพิเศษ
มันเป็นบทความที่ลงในมติชนรายวัน ฉบับวันที่ 2 ตุลาคม พ.ศ. 2540 ชื่อ “ทำใจอย่างไรเมื่อฟองสบู่แตก?” (อ่านต่อสัปดาห์หน้า)
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ‘อาจารย์อัมมารที่ผมรู้จัก (1)’
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th/weekly