โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สารเร่งเนื้อแดง ที่คนไทยต้องเตรียมรับมือ

สยามรัฐ

อัพเดต 07 ส.ค. 2568 เวลา 10.32 น. • เผยแพร่ 07 ส.ค. 2568 เวลา 10.32 น.

ภายหลังที่ทีมไทยแลนด์เจรจาต่อรองลดภาษี Trump’s Tariffs ได้ที่ 19% เทียบเท่าประเทศอื่น ๆ ในภูมิภาค ก็มีการเปิดเผยข้อแลกเปลี่ยนที่นำไปเจรจา หนึ่งในนั้นคือการเปิดนำเข้าเนื้อหมูสหรัฐแบบมีเงื่อนไข ที่คาดการณ์กันว่าน่าจะอยู่ราว ๆ 1% ของอัตราการบริโภคหมูของไทย หรือประมาณ 10,000 ตัน แต่จากมุมมองด้านความมั่นคงทางอาหาร สุขภาพผู้บริโภคและชีวิตเกษตรกรผู้เลี้ยงหมูไทยแล้ว บอกได้เลยว่ารัฐบาลไทยต้องมีรายละเอียดที่รอบคอบรัดกุมอย่างมาก ส่วนผู้บริโภคและเกษตรกรไทยต้องเตรียมรับมืออย่างหนัก

เกษตรกรไทยเลี้ยงหมูโดยไม่ใช้สารเร่งเนื้อแดง ผลิตเนื้อหมูคุณภาพที่มีความปลอดภัยสูง เพราะประเทศไทยห้ามใช้สารเร่งเนื้อแดงมานานกว่า 30 ปี นับเป็นมาตรฐานด้านอาหารปลอดภัยที่ได้รับการยอมรับทั้งในระดับประเทศและสากล ถึงแม้ FDA (Food and Drug Administration) หรือ อย. ของสหรัฐฯ จะอนุญาตใช้สารดังกล่าวในปริมาณจำกัด แต่ความเสี่ยงต่อสุขภาพระยะยาวยังถกเถียงในวงการแพทย์อย่างต่อเนื่อง รวมถึงการควบคุมให้เกษตรกรสหรัฐใช้สารไม่เกินกำหนดก็ยังเป็นที่กังขา ดังนั้น การยอมเปิดตลาดหมูจากสหรัฐฯจึงเท่ากับ “ลดมาตรฐาน” ความปลอดภัยด้านอาหารของไทยและส่งผลต่อความเชื่อมั่นของผู้บริโภค

สารเร่งเนื้อแดงที่รู้จักกันทั่วไปในชื่อแรคโตพามีน (Ractopamine) เป็นสารในกลุ่มเบต้าอะโกนิสต์ (β-agonist) มีฤทธิ์กระตุ้นการเจริญเติบโตของกล้ามเนื้อและลดการสะสมของไขมัน โดยเฉพาะในหมูและโคเนื้อ สารนี้จะช่วยให้สัตว์โตเร็ว มีเนื้อแดงมากขึ้นและลดต้นทุนการเลี้ยง ทำให้ในบางประเทศ เช่น สหรัฐอเมริกา แคนาดาและบราซิล อนุญาตให้ใช้ได้ภายใต้เงื่อนไขควบคุม

ในทางกลับกัน สารเร่งเนื้อแดงถูกห้ามใช้โดยเด็ดขาดในกว่า 160 ประเทศ อาทิ สหภาพยุโรป (EU) จีน รัสเซีย ญี่ปุ่น ไต้หวัน รวมถึง ไทย ด้วยเหตุผลหลัก 3 ประการ ได้แก่ 1.) ความเสี่ยงต่อสุขภาพมนุษย์ เนื่องจากผลวิจัยระบุว่า อาจทำให้หัวใจเต้นผิดจังหวะ ความดันสูง มือสั่น หรืออาการแพ้ 2.) สารเร่งเนื้อแดงมีโอกาสตกค้างในเนื้อหมูหรือเครื่องในที่จำหน่ายในท้องตลาด หากไม่มีการควบคุมอย่างเข้มงวดย่อมส่งผลให้ผู้บริโภคได้รับสารนี้โดยไม่รู้ตัว 3.) จริยธรรมและมาตรฐานอาหาร หลายประเทศพิจารณาว่า การใช้สารเคมีเร่งการเจริญเติบโตของสัตว์เป็นเรื่องขัดต่อจริยธรรม และไม่สอดคล้องกับแนวทาง “อาหารปลอดภัย” (Food Safety) ที่ประชาคมโลกให้ความสำคัญ

นอกจากนี้ หากมีการเปิดตลาดให้หมูที่ปนเปื้อนสารเร่งเนื้อแดงสามารถเข้ามาจำหน่ายในประเทศไทยได้จริง ย่อมต้องมีการแก้กฎหมายเปิดทางให้ ทั้งประกาศกระทรวงสาธารณสุข (ฉบับที่ 269) พ.ศ.2546 เรื่อง มาตรฐานอาหารที่มีการปนเปื้อนสารเคมีในกลุ่มเบต้าอะโกนีสต์ ที่ออกตามพระราชบัญญัติ อาหาร พ.ศ.2522 และ กฎหมายห้ามใช้สารเร่งเนื้อแดงเป็นส่วนผสมในอาหารสัตว์สำหรับการเลี้ยงสุกร ประกาศกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เรื่องกำหนดวัตถุที่ห้ามใช้เป็นส่วนผสมในอาหารสัตว์ พ.ศ.2559 ตามพระราชบัญญัติควบคุมคุณภาพอาหารสัตว์ พ.ศ.2558

ซึ่งนั่นอาจเป็นการเปิดทางให้เกษตรกรไทยจำใจต้องใช้สารเร่งเนื้อแดงเช่นกันเพื่อลดต้นทุน สุขภาพชาวไทยผู้รับประทานหมูทั่วประเทศย่อมได้รับผลกระทบแน่นอนและการเปิดช่องกฎหมายดังกล่าวจะมีส่วนทำให้ขบวนการ “หมูเถื่อน” ฟื้นคืนชีพอีกระลอก ไม่ว่าจะออกมาในรูปของการสวมสิทธิ์ หรือการสำแดงเท็จ ซึ่งล้วนเป็นหายนะต่อเกษตรกร ต่อผู้บริโภค และต่อความมั่นคงทางอาหารของประเทศทั้งสิ้น ภาครัฐจะควบคุมดูแลอย่างไร?

นายกสมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติยืนยันว่าการนำเข้าเนื้อหมูจากสหรัฐฯ “เป็นการทำลายอุตสาหกรรมหมูของไทย” เพราะเกษตรกรไทยไม่สามารถแข่งขันด้านต้นทุนกับสินค้านำเข้าราคาถูกได้เลย และมันจะส่งผลกระทบตลอดห่วงโซ่อุปทาน ตั้งแต่เกษตรกรผู้ปลูกพืชวัตถุดิบอาหารสัตว์ พ่อค้าอาหารสัตว์ โรงฆ่าสัตว์ ไปจนถึงการแปรรูปและค้าปลีกทั้งในตลาดสดและอุตสาหกรรม เรียกได้ว่าการนำเข้าหมูสหรัฐครั้งนี้จะนำไปสู่การทำลายห่วงโซ่การผลิตสุกรทั้งระบบ สะท้อนได้จากประเทศฟิลิปปินส์ ซึ่งหลังจากเปิดนำเข้าเนื้อหมูจากสหรัฐฯ ทำให้เกษตรกรท้องถิ่นลดลง ส่งผลให้ราคาหมูพุ่งขึ้นถึง 15–30% เป็นการสร้างภาระให้ผู้บริโภคในที่สุด

การแลกหมูสหรัฐฯ เพื่อแก้ปัญหาภาษี อาจดูเป็นทางออกระยะสั้น แต่เสี่ยงทำลายโครงสร้างการผลิตอาหารในประเทศในระยะยาว ระหว่างนี้ทุกคนในประเทศไทย ทั้งรัฐ เกษตรกร และประชาชนผู้บริโภค คงต้องเตรียมใจและเตรียมรับมือให้ดีกับพายุลูกใหญ่ที่กำลังจะมาถึง

โดย : สามารถ สิริรัมย์

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...