“ทรัมป์” เอนเอียงหนุนปูติน เรียกร้องยูเครนยก “ดอนบาส” แลกยุติสงคราม
"ทรัมป์" เอนเอียงหนุนปูติน เรียกร้องยูเครนยก “ดอนบาส” แลกยุติสงคราม ท่ามกลางความวิตกจากนักวิเคราะห์ว่าทรัมป์อาจถูกชักจูงโดยปูติน
วันที่ 20 ตุลาคม 2568 เวลา 21.25 น. สำนักข่าว CNBC รายงานว่า โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐ แสดงท่าทีโน้มเอียงสนับสนุนวลาดิเมียร์ ปูติน ประธานาธิบดีรัสเซียมากขึ้น ขณะพยายามหาทางยุติสงครามในยูเครนอย่างรวดเร็ว ซึ่งสร้างความกังวลให้เจ้าหน้าที่รัฐบาลยูเครนอย่างเห็นได้ชัด
ทรัมป์ได้พบกับประธานาธิบดีโวโลดีมีร์ เซเลนสกี ของยูเครนที่ทำเนียบขาวเมื่อวันศุกร์ โดยมีประเด็นการจัดส่งขีปนาวุธร่อนพิสัยไกลของสหรัฐ “โทมาฮอว์ก” (Tomahawk) เป็นหัวข้อสำคัญในการหารือ อย่างไรก็ตามเซเลนสกีออกจากการประชุมครั้งนี้โดยไม่ได้รับขีปนาวุธดังกล่าว และยังถูกทรัมป์ตำหนิ พร้อมเรียกร้องให้ยูเครนยอมรับเงื่อนไขของรัสเซียเพื่อยุติสงคราม ด้วยการยกดินแดนภาคตะวันออกทั้งหมดของดอนบาสให้รัสเซีย ซึ่งเป็นพื้นที่สู้รบหลักในขณะนี้
ทรัมป์กล่าวกับผู้สื่อข่าวในสุดสัปดาห์ว่า พื้นที่ดอนบาสควรถูกตัดแบ่งตามสภาพปัจจุบัน
“ตอนนี้มันถูกแบ่งแล้ว รัสเซียครอบครองไปประมาณ 78% ของพื้นที่” ทรัมป์กล่าวบนเครื่องบินแอร์ฟอร์ซวันเมื่อวันอาทิตย์ “พวกเขาควรหยุดตรงแนวรบตอนนี้… กลับบ้าน หยุดฆ่าคน แล้วจบเรื่องซะ”
ระหว่างการประชุมกับเซเลนสกี ทรัมป์ยังเตือนว่าปูตินได้โทรศัพท์คุยกับเขาเป็นเวลานานเมื่อวันพฤหัสบดี โดยทั้งสองตกลงจะพบกันแบบตัวต่อตัวที่ประเทศฮังการี และปูตินขู่ว่ารัสเซียจะทำลายยูเครน หากยูเครนไม่ยอมรับข้อเรียกร้องนั้น
รายงานจาก Financial Times (FT) ระบุว่าการพบกันระหว่างทรัมป์กับเซเลนสกีกลายเป็นการโต้เถียงเสียงดัง โดยทรัมป์“พูดคำหยาบตลอดเวลา” ตามคำบอกเล่าของแหล่งข่าวที่ใกล้ชิดกับการประชุม ขณะที่ทรัมป์โพสต์บน Truth Social ว่าการพบปะดังกล่าวเป็นการพูดคุยที่น่าสนใจและเป็นมิตร แต่ยอมรับว่าได้แนะนำอย่างหนักแน่นให้ทั้งสองฝ่ายยุติสงคราม พร้อมระบุว่า “ให้ทั้งคู่ต่างอ้างชัยชนะ แล้วปล่อยให้ประวัติศาสตร์เป็นผู้ตัดสิน!”
ด้านเซเลนสกีให้สัมภาษณ์กับรายการ Meet the Press ของ NBC News (ที่บันทึกไว้หลังการพบกับทรัมป์) ว่า“เรายังไม่แพ้สงครามนี้ และปูตินก็ยังไม่ชนะ” พร้อมกล่าวอย่างมุ่งมั่นว่า แม้ยังไม่ได้รับคำตอบชัดเจนเรื่องขีปนาวุธโทมาฮอว์ก แต่ก็ยังมองในแง่ดีอย่างน้อยประธานาธิบดีทรัมป์ก็ไม่ได้พูดคำว่า ‘ไม่’… แม้วันนี้ยังไม่ได้พูดว่า ‘ใช่’
เซเลนสกียังระบุว่าเขาพร้อมจะเข้าร่วมการประชุมสุดยอดที่กรุงบูดาเปสต์ ซึ่งทรัมป์และปูตินวางแผนจะพบกันในอีกไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า แม้ยังไม่แน่ชัดว่าเขาจะได้รับเชิญหรือไม่
นอกจากนี้ทรัมป์ยังปฏิเสธที่จะส่งมอบขีปนาวุธโทมาฮอว์กให้ยูเครน ซึ่งเขาเคยเสนอไว้ก่อนหน้านี้ เพื่อใช้เป็นแรงกดดันให้รัสเซียเข้าร่วมโต๊ะเจรจา ขณะเดียวกันเขายังเสนอแนวคิดให้รับรองความมั่นคงแก่ทั้งยูเครนและรัสเซีย ตามรายงานของรอยเตอร์
ทำเนียบขาวปฏิเสธที่จะแสดงความคิดเห็นเพิ่มเติมต่อ CNBC เมื่อวันจันทร์ ขณะที่โฆษกเครมลิน ดมิทรี เปสคอฟ กล่าวผ่านอีเมลกับ CNBC ว่า รัสเซียยินดีต่อความพยายามของประธานาธิบดีทรัมป์ในการผลักดันให้เกิดการยุติสงครามอย่างสันติ
นักวิเคราะห์ที่ติดตามความสัมพันธ์ระหว่าง ทรัมป์–ปูติน–เซเลนสกี แสดงความกังวลว่าประธานาธิบดีสหรัฐอาจถูกชักจูงได้ง่ายจากเหตุผลของผู้นำรัสเซีย และไม่ได้มีความตั้งใจที่จะใช้แรงกดดันเพิ่มเติมต่อปูติน ไม่ว่าจะในรูปแบบการส่งอาวุธเพิ่มให้ยูเครน หรือการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจเพิ่มเติม
ศาสตราจารย์ นีนา ครุชเชวา แห่ง The New School ให้สัมภาษณ์กับ CNBC ว่า “แม้ทรัมป์จะพูดมากและดูเหมือนคนอารมณ์ร้อน แต่จริง ๆ แล้วเขามีแนวทางที่มองผลประโยชน์เชิงธุรกรรมอย่างชัดเจน”
เธอกล่าวว่า “ทุกฝ่ายพยายามดึงเขาเข้าข้างตัวเอง ไม่ว่าจะรัสเซียหรือยูเครน แต่ทรัมป์ไม่เลือกข้าง และเล่นเกมสองหน้าอย่างน่าสนใจ”
ครุชเชวาอธิบายเพิ่มเติมว่า ทรัมป์ยังคงต้องการสร้างความสัมพันธ์เชิงบวกกับปูติน แต่ก็พยายามควบคุมเขาไว้ในกรอบผ่านการข่มขู่ว่าจะเพิ่มอาวุธให้ยูเครน จนถึงตอนนี้ดูเหมือนว่ายังพอได้ผล เขาไม่ได้ให้สิ่งที่แต่ละฝ่ายต้องการเต็มที่ แต่ยังรักษาสมดุลของสถานการณ์ไว้ได้
ด้านไมเคิล โอแฮนลอน ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยนโยบายต่างประเทศจาก Brookings Institution ระบุว่า ปูตินอาจกำลังรอเวลาให้ทรัมป์อ่อนแรงจะมีประสิทธิภาพกว่านี้ หากทรัมป์ใช้การข่มขู่ทางทหารควบคู่กับแรงกดดันทางเศรษฐกิจเพิ่มเติม แต่บางทีสิ่งนั้นอาจเกิดขึ้นภายหลัง
โอแฮนลอนยังเสนอแนวทางที่สหรัฐสามารถเพิ่มแรงกดดันต่อรัสเซีย เช่น การจัดแพ็กเกจช่วยเหลือยูเครนเพิ่มเติม หรือการปราบปรามกองเรือเงา (shadow fleet) ของรัสเซียที่ใช้ขนส่งน้ำมันหลบเลี่ยงมาตรการจำกัดราคาน้ำมันและการคว่ำบาตร
“เราค้าขายกับรัสเซียไม่มากนัก แต่ประเทศอื่น ๆ ยังทำอยู่ ดังนั้นถึงเวลาที่สหรัฐต้องพูดคุยกับประเทศอย่างอินเดียและจีน เพื่อให้พวกเขาลดการติดต่อทางเศรษฐกิจลง พร้อมขู่ใช้มาตรการคว่ำบาตรทุติยภูมิ หากไม่ให้ความร่วมมือ”
“ทั้งหมดนี้ไม่จำเป็นต้องเกิดพร้อมกัน สามารถทยอยดำเนินการได้ แต่ตอนนี้ประธานาธิบดีทรัมป์ยังดูหมกมุ่นอยู่กับเรื่องขีปนาวุธโทมาฮอว์ก และความสัมพันธ์ส่วนตัวกับปูติน ซึ่งผมคิดว่ายังไม่เพียงพอที่จะหยุดรัสเซียได้” โอแฮนลอนกล่าวทิ้งท้าย
อ้างอิง : cnbc.com