โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

“สหรัฐ” ขาดดุลงบเดือน ก.ค.พุ่ง 20% แตะ 2.91 แสนล้านดอลลาร์ แม้รายได้ภาษีพุ่ง 3 เท่า

การเงินธนาคาร

อัพเดต 13 ส.ค. 2568 เวลา 10.01 น. • เผยแพร่ 13 ส.ค. 2568 เวลา 03.01 น.

"สหรัฐ" ขาดดุลงบเดือน ก.ค.พุ่ง 20% แตะ 2.91 แสนล้านดอลลาร์ แม้รายได้ภาษีพุ่ง 3 เท่า แต่รายจ่ายรัฐบาล โดยเฉพาะโครงการสวัสดิการและดอกเบี้ยหนี้สาธารณะ เพิ่มเร็วกว่ารายรับ

วันที่ 13 สิงหาคม 2568 เวลา 06.10 น. สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่า กระทรวงการคลังสหรัฐ รายงานเมื่อวันอังคารว่า ขาดดุลงบประมาณของรัฐบาลสหรัฐในเดือนกรกฎาคมเพิ่มขึ้นเกือบ 20% แตะ 291,000 ล้านดอลลาร์ แม้รายได้จากภาษีศุลกากรเพิ่มขึ้นเกือบ 21,000 ล้านดอลลาร์จากมาตรการเก็บภาษีนำเข้าของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แต่การใช้จ่ายของรัฐบาลยังเติบโตเร็วกว่ารายรับ

ขาดดุลเดือน ก.ค.เพิ่มขึ้น 19% หรือ 47,000 ล้านดอลลาร์ เมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันของปี 2567 โดยรายรับในเดือนนี้เพิ่มขึ้น 2% หรือ 8,000 ล้านดอลลาร์ แตะ 338,000 ล้านดอลลาร์ ขณะที่รายจ่ายพุ่งขึ้น 10% หรือ 56,000 ล้านดอลลาร์ แตะ 630,000 ล้านดอลลาร์ ซึ่งเป็นระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ของเดือนกรกฎาคม

กระทรวงการคลังระบุว่า เดือน ก.ค.ปีนี้มีจำนวนวันทำการน้อยกว่าปีก่อน หากปรับตามปัจจัยนี้ รายรับจะเพิ่มขึ้นราว 20,000 ล้านดอลลาร์ ส่งผลให้ขาดดุลลดลงมาอยู่ที่ประมาณ 271,000 ล้านดอลลาร์

รายได้ภาษีศุลกากรสุทธิในเดือน ก.ค.เพิ่มขึ้นแตะราว 2.77 หมื่นล้านดอลลาร์ จาก 7.1 พันล้านดอลลาร์ในช่วงเดียวกันปีก่อน เนื่องจากการปรับขึ้นอัตราภาษีนำเข้าของทรัมป์ ตัวเลขดังกล่าวสอดคล้องกับระดับรายได้ภาษีศุลกากรในเดือน มิ.ย. หลังจากขยายตัวต่อเนื่องตั้งแต่เดือน เม.ย.

ทรัมป์กล่าวชื่นชมเม็ดเงินหลายพันล้านดอลลาร์ที่ไหลเข้าสู่คลังจากภาษีนำเข้า แต่ข้อเท็จจริงคือ ภาษีเหล่านี้ถูกชำระโดยบริษัทผู้นำเข้าสินค้า ซึ่งมักส่งต่อบางส่วนไปยังผู้บริโภคในรูปของราคาสินค้าที่สูงขึ้น

ข้อมูลดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ที่เผยแพร่ในวันเดียวกันชี้ว่า สินค้าบางประเภทที่ไวต่อภาษี เช่น เฟอร์นิเจอร์ รองเท้า และชิ้นส่วนยานยนต์ มีราคาเพิ่มขึ้น แต่ถูกหักล้างด้วยราคาน้ำมันเบนซินที่ลดลง ทำให้ดัชนีโดยรวมไม่เร่งตัว

ตลอด 10 เดือนแรกของปีงบประมาณนี้ รัฐบาลเก็บภาษีศุลกากรรวม 1.357 แสนล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 7.3 หมื่นล้านดอลลาร์ หรือ 116% จากปีก่อนหน้า

สก็อต เบสเซนต์ รัฐมนตรีคลังสหรัฐ ให้สัมภาษณ์ทาง Fox Business Network ว่าการที่รายได้จากภาษีนำเข้าของสหรัฐเพิ่มขึ้นมาก จะทำให้ศาลสูงสุดตัดสินคัดค้านมาตรการภาษีของทรัมป์ได้ยากขึ้น หากมีการยื่นฟ้องในประเด็นนี้

ขณะเดียวกัน Ken Matheny ผู้อำนวยการด้านเศรษฐศาสตร์มหภาค แห่ง Budget Lab มหาวิทยาลัยเยล ระบุว่ายังไม่ชัดเจนว่ารายได้จากภาษีนำเข้ารายเดือนจะเพิ่มขึ้นได้อีกมากเพียงใด โดยอัตราภาษีที่คำนวณจากภาษีศุลกากรหารด้วยมูลค่าสินค้านำเข้ายังอยู่ราว 10% ซึ่งต่ำกว่าค่าเฉลี่ยอัตราภาษี 18% ตามประกาศล่าสุด

เขาเสริมว่าบริษัทจำนวนมากน่าจะเก็บสินค้านำเข้าไว้ในคลังสินค้าทัณฑ์บนเพื่อรอการเจรจาลดภาษี แต่สุดท้ายสินค้าก็ต้องเข้าสู่ประเทศและถูกเรียกเก็บภาษี

“ผมคิดว่าตัวเลขเหล่านี้แสดงให้เห็นว่ายังมีสินค้านำเข้าจำนวนมากที่ยังไม่ถูกเรียกเก็บภาษี ซึ่งอาจทำให้เกิดการเก็บภาษีสูงขึ้นชั่วคราว” เขากล่าว

สำหรับตัวเลขภาพรวมตลอด 10 เดือนแรกของปีงบประมาณ 2568 ขาดดุลงบประมาณอยู่ที่ 1.629 ล้านล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 7% หรือ 112,000 ล้านดอลลาร์ จากปีก่อน รายรับรวมเพิ่มขึ้น 6% หรือ 262,000 ล้านดอลลาร์ แตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 4.347 ล้านล้านดอลลาร์ ขณะที่รายจ่ายเพิ่มขึ้น 7% หรือ 374,000 ล้านดอลลาร์ แตะ 5.975 ล้านล้านดอลลาร์ ซึ่งเป็นสถิติสูงสุดเช่นกัน

รายได้จากภาษีศุลกากรตลอดปีถูกกลบหมดด้วยต้นทุนโครงการด้านสาธารณสุขของรัฐบาลที่เพิ่มขึ้น 10% หรือ 141,000 ล้านดอลลาร์ แตะ 1.557 ล้านล้านดอลลาร์ ครอบคลุมโครงการ Medicare สำหรับผู้สูงอายุ และ Medicaid สำหรับผู้มีรายได้น้อย

โครงการบำนาญประกันสังคม ซึ่งเป็นรายการรายจ่ายใหญ่ที่สุด มีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น 9% หรือ 108,000 ล้านดอลลาร์ แตะ 1.368 ล้านล้านดอลลาร์ ขณะที่ดอกเบี้ยหนี้สาธารณะเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง แตะ 1.01 ล้านล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 6% หรือ 57,000 ล้านดอลลาร์ จากปีก่อน เนื่องจากอัตราดอกเบี้ยสูงขึ้นเล็กน้อยและระดับหนี้ที่มากขึ้น

อ้างอิง : reuters.com

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้องกับ สถานการณ์เศรษฐกิจสหรัฐฯ ทั้งหมด ได้ที่นี่

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...