โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สุขภาพ

เทคนิคดื่มน้ำเปล่า เพื่อลดน้ำหนัก เพิ่มความสดชื่น ช่วยระบบไหลเวียนโลหิต

PPTV HD 36

อัพเดต 29 ส.ค. 2568 เวลา 11.50 น. • เผยแพร่ 31 ส.ค. 2568 เวลา 20.00 น.
การดื่มน้ำเพียงพอช่วยให้ร่างกายสดชื่น สมองทำงานดี ผิวชุ่มชื้น ระบบย่อยและไหลเวียนโลหิตดี ลดความเสี่ยงโรคและส่งเสริมลดน้ำหนัก

น้ำเป็นสิ่งจำเป็นที่ร่างกายของเราต้องการในแต่ละวัน เพื่อดูแลอวัยวะต่าง ๆ ให้ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ แต่ด้วยสภาวะปัจจุบันที่เปลี่ยนไป ความเร่งรีบในการใช้ชีวิต การทำงานหรือกิจกรรมที่เราต้องจดจ่อสมาธิมากเป็นพิเศษจนทำให้หลงลืมที่จะดูแลตัวเอง เช่นอย่างการกินอาหารเช้าเป็นประจำ การออกกำลังกาย รวมไปถึงการดื่มน้ำ เพราะคิดว่าไม่เป็นไร เดี๋ยวค่อยทำ หรือผลัดผ่อนไปเรื่อย ๆ เพราะกำลังยุ่งกับงานตรงหน้า แต่เมื่อเราหลงลืมที่จะดูแลอย่างสม่ำเสมอ ภัยเงียบในรูปแบบของอาการเจ็บป่วยอาจมาหาคุณโดยไม่รู้ตัว

ดื่มน้ำเปล่าหลังตื่นนอน ช่วยกระตุ้นสมอง สดชื่น กระปรี้กระเปร่า

จิบน้ำอุ่น ลดอาหารเป็นหวัด คัดจมูก เจ็บคอ ช่วยปรับสมดุลร่างกาย

ข้อดีของการดื่มน้ำเปล่า

  • การดื่มน้ำช่วยร่างกายสดชื่น กระปรี้กระเปร่า ช่วยให้อวัยวะต่าง ๆ ในร่างกายทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ
  • ดื่มน้ำตอนเช้าจะช่วยให้สมองได้รับการกระตุ้นหลังจากตื่นนอน เพิ่มสมาธิในการเริ่มวันใหม่
  • ดื่มน้ำก่อนทานอาหาร 30 นาที จะช่วยให้ทานอาหารได้น้อยลง และย่อยง่ายขึ้น
  • การดื่มน้ำในปริมาณที่เพียงพอต่อความต้องการร่างกาย มีส่วนช่วยให้ลดความเสี่ยงของโรคที่เกี่ยวกับหลอดเลือด ความดันโลหิตสูง และกระเพาะปัสสาวะอักเสบ เพราะน้ำนั้นจะเข้าไปด
  • ความหนืดข้นของเลือด ช่วยระบบไหลเวียนโลหิต ทำให้เลือดของเราไหลเวียนได้อย่างมีประสิทธิภาพ
  • การดื่มน้ำช่วยให้ผิวของเรามีความชุ่มชื้น สุขภาพดี

จากข้อมูลยังพบว่า การดื่มน้ำที่เพียงพอช่วยส่งเสริมการลดน้ำหนักได้จริง โดยเฉพาะก่อนมื้ออาหารจะช่วยลดความอยากอาหาร ทำให้ร่างกายเผาผลาญแคลอรีมากขึ้น ลดโอกาสการดื่มน้ำหวาน ทำให้ผิวพรรณชุ่มชื้น

การดื่มน้ำเพื่อลดน้ำหนัก

  • หลังตื่นนอน เวลา 06.00 – 07.00 น. ดื่มน้ำ 1 แก้ว ช่วยลดภาวะขาดน้ำจากการนอนหลับ ช่วยให้เลือดไหลเวียนได้ดีและกระตุ้นการขับถ่าย
  • ช่วงเช้า เวลา 08.00 – 09.00 น. ดื่มน้ำ 1 แก้ว ก่อนมื้อเช้า 15 – 20 นาที แล้วค่อยกินมื้อเช้า หลังอาหารให้จิบน้ำเพียงครึ่งแก้ว
  • ระหว่างวัน ในช่วงเวลา 09.00 – 13.00 น. ควรดื่มน้ำ 2 – 3 แก้ว โดยดื่มไปเรื่อย ๆ เพื่อลดการสูญเสียน้ำในระหว่างวัน
  • ช่วงบ่ายและเย็น เวลา 13.00 – 17.00 น. ดื่มน้ำ 2 แก้ว
  • ช่วงเย็นและก่อนนอน เวลา 18.00 – 22.00 น ดื่มน้ำ 2 – 3 แก้ว

แบ่งเป็นดื่มก่อนและหลังกินมื้อเย็น และแบ่งบางส่วนไปดื่มช่วงก่อนนอน เพื่อล้างของเสียที่ค้างอยู่ในลำไส้ ทำให้นอนหลับสบายมากขึ้นและป้องกันร่างกายขาดน้ำขณะนอนหลับ

ปริมาณในการดื่มและข้อควรระวัง

  • น้ำ 1 แก้ว เท่ากับน้ำประมาณ 240 มิลลิลิตร
  • สามารถปรับเปลี่ยนปริมาณให้เหมาะสมกับจำนวนที่ต้องดื่มต่อวันของแต่ละคน โดยควรดื่มอย่างน้อยวันละ 8 – 10 แก้ว หรือ 2 ลิตรต่อวัน
  • ต้องเป็นน้ำเปล่าสะอาด อุณหภูมิห้อง ไม่เย็นหรือร้อนจนเกินไป
  • ไม่ดื่มน้ำแบบรวดเดียวหมดแก้ว แต่ควรจิบเรื่อย ๆ ตลอดวัน
  • ในผู้ป่วยโรคหัวใจหรือโรคไต ควรดื่มน้ำในปริมาณที่จำกัด ตามคำแนะนำของแพทย์

ข้อเสียการไม่ดื่มน้ำเปล่า

  • รู้สึกไม่สดชื่น สาเหตุเป็นเพราะ เมื่อเราไม่ดื่มน้ำตามความเหมาะสมที่ร่างกายต้องการ สมองของเราก็จะขาดน้ำไปด้วย ทำให้การคิด ประมวลผล รวมไปถึงการสั่งการของสมองไปสู่อวัยวะต่าง ๆ ก็จะช้าลง และเลือดของเรายังมีความเข้มข้นสูง ส่งผลให้เลือดไปเลี้ยงสมองได้อย่างไม่เพียงพอต่อความต้องการ
  • ปวดกระดูกและข้อ สาเหตุนั้นเป็นเพราะร่างกายของเราต้องการน้ำไปหล่อเลี้ยงอวัยวะต่าง ๆ ในร่างกาย ไม่ว่าจะเป็นข้อเข่าหรือหมอนกระดูกต่างก็ต้องการไปหล่อเลี้ยงทั้งสิ้น เมื่อเราไม่ดื่มน้ำได้เท่าตามความต้องการ การทำงานของระบบข้อต่าง ๆ ก็เกิดปัญหาขึ้นตามมาด้วย
  • เป็นริดสีดวงทวาร สาเหตุเพราะเมื่อระบบเดินทางอาหารขาดน้ำในปริมาณที่ต้องการ การคัดกรองของเสียออกไปจากร่างกาย ก็มีน้ำเป็นส่วนน้อยตามไปด้วย ทำให้อุจจาระของเรานั้นแข็งและแห้ง เมื่อถึงเวลาขับถ่ายอาจทำให้เกิดการอักเสบของบริเวณทวารหนัก เป็นริดสีดวงทวารได้เช่นกัน

รู้แบบนี้แล้วว่าการดื่มน้ำสำคัญกับร่างกายของเราอย่างไร ควรแบ่งเวลาดูแลตัวเอง หรือคิดว่าไม่มีเวลาเดินไปดื่มน้ำจริง ๆ ก็ลองเอาขวดน้ำมาตั้งไว้บนโต๊ะทำงาน เพื่อสะดวกต่อการดื่มน้ำอีกด้วย

ขอบคุณข้อมูลจาก : โรงพยาบาลเปาโล รังสิต และ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...