โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

พลัง Gen Z ปลุก Monchhichi คืนชีพ! ฟื้นธุรกิจสู่ยุคทองอีกครั้ง

PostToday

อัพเดต 26 ส.ค. 2568 เวลา 22.28 น. • เผยแพร่ 27 ส.ค. 2568 เวลา 05.21 น.

ใครจะเชื่อว่าท่ามกลางกระแสความคลั่งไคล้ 'Labubu' ที่ฮิตไปทั่วบ้านทั่วเมือง จะมีตัวละครรุ่นเก๋าอย่าง 'Monchhichi' (มอนชิชิ) กลับมาผงาดในตลาดอีกครั้งได้อย่างน่าทึ่ง

ตามรายงานจาก Bloomberg ปรากฏการณ์ดังกล่าวสะท้อนผ่านเรื่องราวของ Sam Todd อินฟลูเอนเซอร์สาวชาวออสเตรเลีย ที่เดินทางมาโตเกียวเพื่อตามล่าเสื้อผ้าวินเทจ

แต่อีกหนึ่งภารกิจลับของเธอกลับเป็นการตามหาพวงกุญแจมอนชิชิขนฟู จนในที่สุดเธอก็ได้พบ "ขุมทรัพย์" ที่ร้านของเล่นในย่านฮาราจูกุ ถึงกับต้องให้แฟนหนุ่มช่วยกันซื้อเพราะร้านจำกัดจำนวนต่อคน

"ความนิยมมันพุ่งขึ้นไม่หยุดเลยค่ะ ทุกคนเลยอยากมีไว้ในครอบครอง" อินฟลูเอนเซอร์สาวชาวออสเตรเลียกล่าวผ่านวิดีโอ TikTok ที่กลายเป็นไวรัล ซึ่งนับเป็นหนึ่งในเสียงยืนยันจากผู้บริโภคที่กำลังปลุกตำนานมอนชิชิให้ฟื้นคืนชีพอีกครั้ง

กระแสความนิยมของ "มอนชิชิ" ตุ๊กตาแบรนด์ดังจากญี่ปุ่น กำลังกลับมาเฟื่องฟูอีกครั้ง เทียบเคียงได้กับยุคทองในทศวรรษ 1970 และ 1980 โดยมีเหล่านักช็อปอย่าง Sam Todd เป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อน

บริษัทเซกิกุจิ จำกัด (Sekiguchi Co.) ผู้สร้างสรรค์และเจ้าของลิขสิทธิ์ เปิดเผยว่า ยอดขายของมอนชิชิ ซึ่งมีเอกลักษณ์เป็นตุ๊กตาสัตว์ขนนุ่มลำตัวคล้ายลิงแต่ใบหน้าเหมือนเด็ก ได้พุ่งสูงขึ้นกว่าสองเท่าในปีงบประมาณล่าสุด (สิ้นสุดเดือนกุมภาพันธ์ 2025) สร้างรายได้ถึง 4.6 พันล้านเยน (ราว 1 พันล้านบาท)

ที่น่าสนใจคือ ตลาดต่างประเทศเติบโตเร็วกว่าในญี่ปุ่น จนปัจจุบันมีสัดส่วนรายได้ถึง 40% ของยอดขายมอนชิชิทั้งหมด ทำให้บริษัทต้องเร่งเพิ่มกำลังการผลิตในจีน และพิจารณาขยายธุรกิจลิขสิทธิ์เพื่อต่อยอดความสำเร็จในครั้งนี้

"เราตั้งเป้าที่จะผลักดันให้มอนชิชิเป็นที่รู้จักไปทั่วโลก" นายโทชิทากะ โยชิโนะ ประธานและซีอีโอของเซกิกุจิกล่าวปิดท้าย

การกลับมาของมอนชิชิเกิดขึ้นพร้อมกับกระแส 'Art Toy' ของเล่นสะสมที่กำลังฮิตติดลมบนในกลุ่มคนรุ่นใหม่ สังเกตได้จากความสำเร็จของแบรนด์ต่างๆ เช่น Sonny Angels, Smiskis, Jellycats และโดยเฉพาะลาบูบู้ (Labubu)

ที่พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าตลาดนี้มีกำลังซื้อมหาศาล ถึงขนาดมีการคาดการณ์ว่าตลาดพวงกุญแจห้อยกระเป๋าทั่วโลกจะมีมูลค่าแตะ 2.8 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในปี 2033 เลยทีเดียว

ย้อนกลับไปในปี 1974 มอนชิชิเคยสร้างปรากฏการณ์โด่งดังไปทั่วโลก เป็นไวรัลในยุคก่อนอินเทอร์เน็ต ถึงขั้นได้ร่วมงานกับ Mattel แต่กระแสก็แผ่วลงตามกาลเวลา

อย่างไรก็ตาม มอนชิชิได้กลับมาเป็นที่สนใจอีกครั้งในชนิดที่ว่าแข็งแกร่งกว่าที่เคย โดยมีจุดเริ่มต้นจากประเทศไทยและเกาหลีใต้

ทั้งนี้ ปฏิเสธไม่ได้ว่าหนึ่งในบุคคลสำคัญที่ช่วยจุดประกายให้มอนชิชิกลับมาอยู่ในความสนใจคือ ลิซ่า BLACKPINK ซึ่งเป็นผู้ที่เคยสร้างกระแสความนิยมให้กับตุ๊กตาลาบูบู้มาแล้วก่อนหน้านี้

ช่วงวันที่ 30 มิถุนายน 2568 ที่ผ่านมา ลิซ่า BLACKPINK ยังได้โพสต์ภาพตอนกำลังเลือกซื้อมอนชิชิ ผ่านสตอรี่อินสตาแกรม ยิ่งทำให้กระแสความนิยมพุ่งสูงขึ้นไปอีก

ถึงแม้จะนับเป็นข่าวดี แต่โยชิโนะ ทายาทผู้บริหารรุ่นที่สาม กลับยังคงสุขุมและไม่ประมาท เขายึดมั่นในปรัชญาที่ว่า ‘ของที่ขายดีในวันนี้ อาจขายไม่ออกในวันหน้า’

ด้วยเหตุนี้ แม้บริษัทจะเร่งกำลังการผลิต แต่เขากลับไม่ผลีผลามขยายกิจการ เพราะเข้าใจในวงจรของธุรกิจเป็นอย่างดี

นอกจากนี้ บริษัทยังเคยเผชิญความท้าทายจากนโยบายกำแพงภาษีของสหรัฐฯ ในยุคโดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งส่งผลให้ยอดสั่งซื้อจากตลาดหลักต้องหยุดชะงักไปพักหนึ่ง

จุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้มอนชิชิกลับมาแจ้งเกิดอีกครั้ง คือการที่เซกิกุจิตัดสินใจพลิกเกม หันมาเจาะตลาดกลุ่ม "ผู้ใหญ่" แทน "เด็ก" อย่างเต็มตัว คุณโยชิโนะให้มุมมองว่า

"ผู้ใหญ่มองมอนชิชิเป็นคาแรคเตอร์ที่สะท้อนตัวตน ไม่ใช่แค่ของเล่นเหมือนตอนเด็กๆ ทั้งยังมีความเข้าใจและมีกำลังซื้อมากกว่า" ซึ่งกลยุทธ์นี้ก็พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าประสบความสำเร็จอย่างงดงาม

ผ่านการคอลแลบส์กับแบรนด์ดังอย่าง Hello Kitty, สโมสรฟุตบอล Paris Saint-Germain และการเข้าไปวางขายในร้านไลฟ์สไตล์สุดเก๋อย่าง Urban Outfitters

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...