โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

niko and … แบรนด์ญี่ปุ่นที่ชวนศิลปินไทยและแบรนด์ไทยในตำนานสร้างสรรค์ไอเทมคอลแล็บสุดคาวาอี้

Capital

อัพเดต 17 ต.ค. 2568 เวลา 08.10 น. • เผยแพร่ 17 ต.ค. 2568 เวลา 08.03 น. • Insight

หากใครเคยแวะมาที่ร้าน niko and … แบรนด์ไลฟ์สไตล์จากญี่ปุ่นที่มีแฟล็กชิปสโตร์ตั้งอยู่ที่สยาม จะสังเกตได้ว่าทุกครั้งที่แวะไปมักมีคอลเลกชั่นใหม่ๆ ที่สนุกสนาน พร้อมไอเทมหลากหลาย ให้เซอร์ไพรส์อยู่เสมอทั้งเสื้อผ้า ของใช้ ตุ๊กตา หมอนอิง รองเท้า กระเป๋า พวงกุญแจ เครื่องเขียน เคส แก้ว ร่ม ฯลฯ

วันนี้คอลัมน์ X Change ที่เล่าเรื่องราวสารพัดการคอลแล็บของแบรนด์ ขอชวนแวะมาที่ niko and … แบรนด์ที่วางกลยุทธ์การคอลแล็บเป็นหัวใจสำคัญในการออกสินค้าใหม่ และนิยามคอนเซปต์แบรนด์ว่าเป็น Editorial Brand ซึ่งทำหน้าที่เหมือนบรรณาธิการ ผู้คัดสรรแบรนด์รอบตัวและนำมาตีความใหม่ให้มีชีวิตชีวาในแบบของตัวเอง

ณ วันที่เราแวะไปเยือน นอกจากที่ร้านจะมีคอลเลกชั่น New Retro ซึ่งนำเสนอสไตล์เรโทรของญี่ปุ่นสมัยก่อนในลายเส้นสดใส และคอลเลกชั่น Looney Tunes ยังมีคอลเลกชั่นไฮไลต์ที่ทำร่วมกับศิลปินไทยคือ niko and … X Beebs Penthouse ซึ่งนำเสนอเสน่ห์ความเป็นไทยผ่านลายเส้นสุดป๊อป

ก่อนหน้านี้ในไทย niko and … เริ่มต้นคอลแล็บกับแบรนด์ท้องถิ่น เช่น Fats and Angry ร้านเบอร์เกอร์ชื่อดังที่มีลายเส้นสไตล์คาเฟ่อเมริกันย้อนยุค ตามด้วยแบรนด์ในตำนานอย่างหงส์ไทย และเด็กสมบูรณ์ ซึ่งครั้งนั้นสร้างสรรค์ผลงานร่วมกับ Witti Studio ที่เชี่ยวชาญงานพิมพ์แบบ risograph

เมื่อแบรนด์ญี่ปุ่นที่มีดีเอ็นเอความเท่มาคอลแล็บกับแบรนด์ไทยเหล่านี้ สินค้าในคอลเลกชั่นพิเศษจึงมีกลิ่นอายความเป็น ‘ญี่ปุ๊นนน ญี่ปุ่นนน’ อย่างชัดเจน และน่าสนใจว่าเบื้องหลังแนวคิดและวิสัยทัศน์ในการชวนแบรนด์ไทยมาร่วมคอลแล็บเป็นยังไง

ชวนพูดคุยกับทัตสึยะ (Tatsuya Taharasako) Brand Director ของ niko and … thailand ที่จะพาเดินชมร้าน พร้อมเล่าเรื่องราวเบื้องหลังไอเทมน่ารักไปพร้อมๆ กัน

niko and … & Partners

ทัตสึยะอธิบายว่า แนวคิดการคอลแล็บของ niko and … เน้นการตีความคอนเซปต์ของแบรนด์พาร์ตเนอร์ในมิติสดใหม่ โดยไม่ทำลายเอกลักษณ์ของทั้งสองฝ่าย ซึ่งทำให้ทุกคอลเลกชั่นมีความพิเศษและมีเรื่องราวของตัวเอง

“Editorial Brand หมายถึง เราจะเอาความเป็นแบรนด์นั้นมา edit ในสไตล์ของเรา เวลาเราคอลแล็บกับใคร เราไม่ได้แค่เอาโลโก้เขามาแปะ แต่จะดูว่าเอกลักษณ์ของเขาคืออะไร ไม่ว่าจะเป็นรูปทรงหรือสินค้าที่ขาย แล้วจะปรับให้กลายเป็นสไตล์ในแบบของเรา โดยยังคงความเป็นเขาอยู่ด้วย เช่น ถ้าแบรนด์นั้นมีคาแร็กเตอร์เฉพาะเราจะไม่ใช้มันตรงๆ แต่จะเปลี่ยนให้กลายเป็นสไตล์เรโทร หรือมู้ดที่เข้ากับดีเอ็นเอของ niko and … ”

ในแต่ละโปรเจกต์ ทีมงานจะขอโลโก้ คาแร็กเตอร์ และองค์ประกอบทางภาพทั้งหมดจากแบรนด์พาร์ตเนอร์มา แล้วนำมาปรับโทนสี ปรับสไตล์ และแลกเปลี่ยนมุมมองร่วมกัน เพื่อสร้างสินค้าเวอร์ชั่นใหม่ที่ทั้งสองฝ่ายรู้สึกเป็นเจ้าของร่วมกันจริงๆ

หนึ่งในคอลแล็บที่ประสบความสำเร็จสูงสุดคือการร่วมงานกับหงส์ไทย แบรนด์ยาดมระดับตำนานที่คนญี่ปุ่นเองก็รู้จักดี ทัตสึยะเล่าว่า “เราเอาโลโก้ของหงส์ไทยที่เห็นคุ้นตามาวาดใหม่ในสไตล์เรโทร แล้วนำโลโก้มาใส่ในเสื้อยืดแนวสตรีท ทำให้แบรนด์ดูร่วมสมัยขึ้น แต่ก็ยังมีความคลาสสิกของหงส์ไทยอยู่ในนั้น”

อีกโปรเจกต์ใหญ่ที่ทีมภาคภูมิใจคือการร่วมงานกับเด็กสมบูรณ์ แบรนด์ซีอิ๊วขาวเก่าแก่จากเครือบริษัท ‘หยั่น หว่อ หยุ่น’ ที่อยู่คู่คนไทยมาตั้งแต่ปี 2490 โดยครั้งนี้ niko and … ชวนศิลปินนักวาดไทยรุ่นใหม่สามคน ได้แก่ meanleeee, Ployjaploen และ nnene.iie มาวาดโลโก้ใหม่ในสไตล์ของแต่ละคน

“กับเด็กสมบูรณ์ เราให้ศิลปินไทยตีความโลโก้แบรนด์ออกมาใหม่เป็นสามแบบ แล้วนำโลโก้นั้นไปพิมพ์เป็น risograph ใส่ในสินค้าของเรา ความจริงเราไม่ได้ทำในสไตล์เรโทรทุกครั้ง แต่ขึ้นอยู่กับคอนเซปต์ของแต่ละโปรเจกต์ เราอยากทำในสิ่งที่แบรนด์เหล่านี้ไม่เคยทำมาก่อน เปลี่ยนให้แบรนด์มีความสนุก สร้างความเซอร์ไพรส์ เพื่อให้ลูกค้ารู้สึกว่าทุกครั้งที่มาที่นี่จะได้เจออะไรใหม่เสมอ”

สิ่งสำคัญที่สุดในการเลือกพาร์ตเนอร์ คือการมองหาแบรนด์ที่มีตัวตนชัด มีเอกลักษณ์ และเปิดกว้างพอที่จะทดลองสิ่งใหม่ร่วมกันได้ ไม่ยึดติดกับกรอบเดิมเกินไป เพื่อให้เกิดพลังสร้างสรรค์ร่วมที่ทั้งสองฝ่ายต่างเติบโตไปด้วยกัน

Stay Indy & Go Mass

ที่ญี่ปุ่น niko and … มีสาขากว่า 140 แห่งทั่วประเทศ คนญี่ปุ่นส่วนใหญ่รู้จักแบรนด์เป็นอย่างดี ทำให้ไม่ต้องแนะนำตัวกับตลาดมาก แตกต่างกับในประเทศไทยที่ยังถือเป็นแบรนด์หน้าใหม่ซึ่งเพิ่งเริ่มสร้างฐานแฟนคลับในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา กลยุทธ์สำคัญในตลาดไทยจึงเริ่มต้นจากการเลือกแบรนด์พาร์ตเนอร์ในการคอลแล็บอย่างรอบคอบเพื่อสร้างการจดจำ (awareness)

“niko and … เป็นแบรนด์ที่มีเอกลักษณ์ของแบรนด์ (identity) สูงมาก มีความเป็นอาร์ทิสต์สูง ทีนี้พอแบรนด์มีกลุ่มลูกค้าที่มีความเฉพาะกลุ่ม (niche) มาก ถ้าเราไม่ปรับอะไรเลย ลูกค้าที่เข้าถึงก็จะมีแค่กลุ่มหนึ่งเท่านั้น มันจะไม่เหมือนแบรนด์แมสที่ใครก็ชอบได้ง่ายๆ และกลุ่มลูกค้ากว้าง

“และพอเป็นแบรนด์ niche ลูกค้าที่ชอบจะค่อนข้างอินดี้ และจะมีบางคนที่ไม่เข้าใจแบรนด์เราเลย ซึ่งเราก็มองว่าถ้าอยากอยู่ในตลาดไทยต่อไป แบรนด์เราต้องคิดว่าจะรักษาความเป็นตัวเองยังไงโดยยังเข้าถึงลูกค้ากลุ่มแมสส่วนใหญ่ได้ด้วย”

พอร์ตโฟลิโอในการเลือกทำคอลแล็บของแบรนด์จึงมีการแบ่งกลุ่มลูกค้าเป้าหมายที่มีอายุตั้งแต่ 20s ไปจนถึง 40s ออกเป็นสองแบบหลัก มีทั้งโปรเจกต์คอลแล็บใหญ่ เน้นทำสินค้าร่วมกับแบรนด์แมสที่ลูกค้าส่วนใหญ่เข้าใจง่าย ส่วนอีกแบบจะเป็นคอลเลกชั่นเล็กที่เน้นลูกค้าเฉพาะกลุ่ม

“ปีที่แล้วเราทําคอลเลกชั่น ‘มหาเวทย์ผนึกมาร Jujutsu Kaisen’ เป็นแอนิเมชั่นที่แมสมาก ไม่มีใครที่ไม่รู้จัก ตอนที่ทําคอลเลกชั่นนี้ ทางแบรนด์ niko and … ไม่ได้ทำแค่ในไทยด้วย ทำเป็นโครงการใหญ่เพื่อเข้าถึงลูกค้ามากขึ้น แต่ทั้งนี้เวลาที่ทีม global ของแบรนด์มีการทำคอลแล็บ ก็ไม่ได้หมายความว่าสาขาไทยจะเอาเข้ามาทุกคอลเลกชั่น เราจะเลือกกันว่าอันไหนเหมาะกับไทยที่สุด”

ส่วนผลงานที่เฉพาะกลุ่ม ได้แก่ คอลเลกชั่นร่วมกับศิลปิน Beebs Penthouse ที่สร้างสรรค์คาแร็กเตอร์สีสันสุดป๊อปจากวัฒนธรรมไทย ทั้งคุณลุงแตงโมเข็นรถเข็นผลไม้ คุณจานลายดอกไม้ขอบแดงที่พบเห็นในร้านส้มตำ งานแต่ง งานบวช พิธีไหว้เจ้า แก๊งพวงเครื่องปรุงประจำโต๊ะอาหารไทย คุณหนูปิ่นโตเคลือบสีเหลืองขอบเขียว

ทั้งนี้ความท้าทายของ niko and … จึงเป็นการหาจุดสมดุลระหว่างการคงตัวตนกับการขยายขอบเขตของแบรนด์ เพราะหากปรับตัวมากเกินไปจนกลืนไปกับตลาดแมส แบรนด์ก็อาจสูญเสียจุดยืนเดิมที่ทำให้แฟนพันธุ์แท้หลงรัก แต่หากยึดความเป็นอาร์ทิสต์มากเกินไป ก็อาจพลาดโอกาสในการเติบโต

Kawaii of Thai & Japanese

ทัตสึยะเล่าว่าความท้าทายอีกอย่างของการทำตลาดในไทย คือความต่างของรสนิยมระหว่างสองประเทศ “คนญี่ปุ่นจะมีเทสต์ที่ชัดเจนว่าน่ารักคืออะไร เท่คืออะไร แต่บางทีสิ่งที่คนญี่ปุ่นคิดว่าน่ารัก หรือคาแร็กเตอร์ที่คนญี่ปุ่นมองว่าเก๋มาก คนไทยอาจจะไม่รู้สึกว้าว หรือไม่เข้าใจว่าทำไมถึงดี อันนี้คือสิ่งที่เราต้องบาลานซ์”
เขายกตัวอย่างว่าในช่วงแรก แบรนด์เลือกสินค้าที่วางในร้านเหมือนประเทศญี่ปุ่น เช่น tableware ซึ่งเป็นหมวดสินค้าอย่างชามและแก้วน้ำ เพราะในญี่ปุ่นลูกค้ายินดีจ่ายราคาสูงกับของเหล่านี้ แต่เมื่อมาทำตลาดในไทยกลับพบว่าคนไทยไม่ค่อยลงทุนกับสินค้าประเภทนี้

“ที่ niko and … เราพบว่าคนไทยชอบซื้อสินค้า merchandise (สินค้าลิขสิทธิ์) มากกว่า และได้เรียนรู้ว่าต้องไม่อิงสายตาของคนญี่ปุ่นเกินไป ต้องเข้าใจว่าคนไทยชอบอะไร และให้ความสำคัญกับอะไรในไลฟ์สไตล์จริงๆ”

อีกหนึ่งตัวอย่างที่แตกต่างกันทางวัฒนธรรมความชอบคือเรื่องวัสดุและดีไซน์ของสินค้า “วัสดุบางอย่างที่สำหรับคนญี่ปุ่นเห็นว่ามีราคา แต่สำหรับลูกค้าไทยเห็นแล้วดูราคาถูก ตัวอย่างเช่น eco bag คนญี่ปุ่นจะอยากซื้อในราคาสูงถ้าดีไซน์ดี แต่สําหรับคนไทยจะรู้สึกว่า eco bag ก็คือ eco bag มันจึงเพิ่มมูลค่าให้สินค้าไม่ได้มากนัก แม้ดีไซน์จะดีแค่ไหน คนไทยก็ไม่ค่อยอยากซื้อในราคาสูง

จุดนี้กลายเป็นสิ่งที่ทีม niko and … ที่สาขาไทยต้องเรียนรู้และปรับตัว จากที่เคยให้ทีมหลักที่ญี่ปุ่นเป็นฝ่ายเสนอไอเดียสินค้าตามเซนส์ความชอบของคนญี่ปุ่น ซึ่งบางครั้งก็พลาด จึงปรับให้มีการแลกเปลี่ยนกับทีมที่สาขาไทยอยู่เสมอ เพราะความ ‘คาวาอี้’ ในแบบญี่ปุ่น อาจไม่เท่ากับความ ‘น่ารัก’ ในแบบไทย

เมื่อถามถึงสิ่งที่ทำให้ทัตสึยะรู้สึกสนุกกับการทำงานในไทย เขาตอบด้วยรอยยิ้มว่า “คนไทยกล้าแสดงความเห็นมาก กล้าพูดว่าอันนี้ชอบ อันนี้ไม่ชอบ ต่างจากคนญี่ปุ่นที่มักเก็บความรู้สึกไว้เยอะ”

เขาเสริมว่า สิ่งนี้ทำให้เขาได้เห็นมุมที่น่ารักของตลาดไทย คือผู้บริโภคที่ไม่ยึดติดกับอายุหรือกรอบเดิมๆ ของดีไซน์ “คนญี่ปุ่นจะมีแนวคิดว่า ถ้าอายุถึงจุดหนึ่งต้องเลิกชอบสิ่งที่เคยชอบ แต่คนไทยไม่เป็นแบบนั้น ถ้าชอบก็คือชอบ ไม่เกี่ยวกับอายุเลย”

นี่คือเสน่ห์สำคัญที่ทำให้ตลาดไทยเป็นสนามเรียนรู้ใหม่ของแบรนด์ญี่ปุ่นอย่าง niko and … แบรนด์ที่ไม่ได้มองเพียงยอดขายหรือความเท่ของสินค้า แต่ยังนำแบรนด์ไทยมาตีความใหม่ให้มีความคาวาอี้ พร้อมเรียนรู้รสนิยมและความแตกต่างทางวัฒนธรรมระหว่างไทยกับญี่ปุ่นไปพร้อมกัน

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...