โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ได้ใช้แน่! “กระเช้าภูกระดึง” วางเสาต้นแรกปลายปี 69 คนตีนภูรอวันลืมตาอ้าปาก

อีจัน

อัพเดต 08 ต.ค. 2568 เวลา 23.54 น. • เผยแพร่ 08 ต.ค. 2568 เวลา 16.54 น. • อีจัน

(วันนี้ 8 ต.ค. 68) องค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน (องค์การมหาชน) หรือ อพท. นำคณะกรรมการบริหาร (บอร์ด) ผู้บริหาร และสื่อมวลชน ลงพื้นที่สำนักงานพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน จังหวัดเลย พร้อมจัดประชุมรับฟังความเห็นโครงการสร้าง “กระเช้าไฟฟ้าภูกระดึง” ร่วมกับทุกภาคส่วน ทั้งหน่วยงานรัฐ เอกชน และองค์กรท้องถิ่น เช่น สำนักทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม จ.เลย ประชาสัมพันธ์จังหวัดเลย อุทยานแห่งชาติภูกระดึง ท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดเลย เครือข่ายท่องเที่ยวชุมชน ฯลฯ

“โอกาสของภูกระดึง”

นายประยูร อรัญรุท รองผู้ว่าราชการจังหวัดเลย เปิดเผยว่า โครงการกระเช้าไฟฟ้าภูกระดึงซึ่งอยู่ระหว่างการศึกษาและพัฒนา ได้รับความสำคัญจากผู้ว่าราชการจังหวัดอย่างยิ่ง ถือเป็นก้าวใหญ่ในการพัฒนาท่องเที่ยวยั่งยืนของจังหวัด สร้างงาน สร้างอาชีพ และเปิดโอกาสให้ ผู้สูงอายุ เด็กเล็ก ผู้พิการ เข้าถึงภูกระดึงได้อย่างเท่าเทียม

“ภูกระดึงเป็นหัวใจของการท่องเที่ยวจังหวัดเลย มีศักยภาพสูงและเป็นธรรมชาติที่งดงาม ทุกขั้นตอนของโครงการนี้จะดำเนินบนพื้นฐานของความรอบคอบ คำนึงถึงสิ่งแวดล้อม และวิถีชีวิตของคนในพื้นที่” นายประยูร กล่าว

“คนแก่ไม่มีแรงขึ้น ลูกหาบไม่มีแรงแบก”

นายศุภฤกษ์ น้อยสุวรรณ นายอำเภอภูกระดึง จังหวัดเลย กล่าวว่า อำเภอมองเห็น “โอกาส” จากโครงการนี้อย่างชัดเจน เพราะสังคมไทยก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ “มีกำลังจ่ายแต่ไม่มีแรงเดินขึ้นภู” การมีกระเช้าไฟฟ้าจะเปิดโอกาสให้คนทุกวัยเข้าถึงธรรมชาติ

“ภูกระดึงเหมือนเพชรที่ยังไม่ได้เจียระไน ยังต่อยอดได้อีกมาก คนในพื้นที่อยากเห็นกระเช้า เพราะเชื่อว่าถ้ามีกระเช้าไฟฟ้า คนภูกระดึงจะลืมตาอ้าปากได้อีกเยอะ เราอยากให้ชุมชนเข้มแข็ง โดยเฉพาะสินค้าชุมชนที่ต้องพัฒนา เพื่อรองรับโอกาสที่จะเกิดขึ้น”

นายศุภฤกษ์ กล่าวต่อว่า ปัจจุบัน 83% ของนักท่องเที่ยวที่ขึ้นภูกระดึงเป็นคนอายุต่ำกว่า 40 ปี ส่วนกลุ่มสูงวัยมีน้อยลงเรื่อยๆ และ “แรงลูกหาบ” ก็ลดลงอย่างน่าเป็นห่วง

“วันนี้ลูกหาบหลายคนเจ็บป่วยจากการทำงานหนัก หนอกขึ้น ขาโก่ง บางคนส่งลูกเรียนจนจบปริญญา ไม่อยากให้ลูกหาบต่อ ลูกๆ ที่มาช่วยพ่อแม่ก็แบกได้แค่ 20 กิโล ไม่ได้ 50-60 กิโลอย่างรุ่นก่อน ปัจจุบันมีลูกหาบลงทะเบียน 200 คน แต่มาจริงไม่ถึง 100 คน ถ้านักท่องเที่ยวมาหลัง 9 โมงเช้า บางวันลูกหาบหมด ต้องแบกสัมภาระขึ้นเอง”

“ตราบใดยังมีลมหายใจ จะสู้เพื่อกระเช้า”

นายคุณาวุฒิ บุดดาดวง ประธานคณะกรรมการรณรงค์กระเช้าไฟฟ้าภูกระดึง กล่าวอย่างหนักแน่นว่า คณะทำงานผลักดันเรื่องนี้มาต่อเนื่องหลายปี เคยยื่นหนังสือถึง พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา เพื่อขอสนับสนุน แต่สุดท้ายยังไม่คืบหน้า

“เราพาคณะไปศึกษาดูงานที่เวียดนาม มาเลเซีย สิงคโปร์ และเสนอต่อ ส.ส.พรรคเพื่อไทย เขต 1–2 ให้เชิญรองนายกฯ ภูมิธรรม เวชชัย มาดูพื้นที่ แต่ครั้งนั้นได้รับข้อมูลผิดพลาดว่าชาวภูกระดึงไม่เอากระเช้าไฟฟ้า รวมถึงช่วงที่ น.ส.แพรทองธาร ชินวัตร ยังดำรงตำแหน่งนายกฯ ก็มีแผนลงพื้นที่ แต่เกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองก่อน”

“เราจะยังเดินหน้าสนับสนุนกระเช้าไฟฟ้าภูกระดึงต่อไป ตราบใดยังมีลมหายใจ เราก็ยังมีความหวัง”

“เสียงจากคนเลย กระเช้า คือ ทางรอดเศรษฐกิจ”

นางสาวจุฑามาศ จิเจริญ ประชาสัมพันธ์จังหวัดเลย กล่าวว่า เห็นด้วยอย่างยิ่งที่ภูกระดึงจะมีกระเช้า เพราะจะช่วย “ดึงเม็ดเงิน” เข้าสู่พื้นที่มากขึ้น แม้ภูกระดึงจะเป็นแหล่งท่องเที่ยวดังระดับประเทศและโลก แต่เศรษฐกิจท้องถิ่นยังอ่อนแรง “นักท่องเที่ยวมาแล้วใช้จ่ายน้อย” เธอย้ำว่าจังหวัดต้องวางแผนดูแลทรัพยากรธรรมชาติและขยะควบคู่ หากบริหารจัดการดี จะเกิดผลดีต่อเศรษฐกิจโดยรวมแน่นอน

ด้าน หอการค้าจังหวัดเลย ระบุว่า พยายามผลักดันกระเช้ามานานกว่า 10 ปี และมองไปไกลถึง “หลังสร้างเสร็จ” ว่าการบริหารจัดการจะเป็นอย่างไร หอการค้าฯ เห็นว่าควรมี “บริษัทมืออาชีพ” มาบริหารระบบ พร้อมวางแผนเชื่อมต่อการเดินทาง เช่น รถรับส่งนักท่องเที่ยวและท่ารถโดยสาร รวมถึงควรเพิ่มจำนวนเจ้าหน้าที่อุทยานฯ และงบประมาณดูแลตามจำนวนนักท่องเที่ยวที่จะเพิ่มขึ้น

“เสียงร้องของผู้ประกอบการ”

ผู้ประกอบการที่พักและรีสอร์ตในพื้นที่ภูกระดึงเผยว่า “ดีใจที่ อพท. จะสร้างกระเช้า เพราะจะทำให้คนทุกวัยเข้าถึงภูได้เท่าเทียม” และตลอดกว่า 20 ปีที่ผ่านมา “เศรษฐกิจภูกระดึงไม่ขยับ” ที่พักราคา 450 บาท ยังถูกต่อเหลือ 350-400 บาท “ถ้ามีกระเช้า รายได้จะดีขึ้นแน่ ไม่ใช่แค่ภูกระดึง แต่อำเภอรอบๆ และจังหวัดใกล้เคียงก็จะได้อานิสงส์ด้วย”

“อพท. เคลื่อนต่อ – เสาแรกปลายปี 69”

นายศิริปกรณ์ เชี่ยวสมุทร ผู้อำนวยการ อพท. เผยว่า อพท. ประชุมร่วมหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งรัฐ เอกชน และชาวบ้านในพื้นที่ “มากกว่า 20 ครั้ง” เพื่อขับเคลื่อนโครงการ และล่าสุดมี MOU กับกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช จำนวน 2 ฉบับ ได้แก่

1. บันทึกข้อตกลงความร่วมมือศึกษา วิจัย และพัฒนาพื้นที่ท่องเที่ยว

2. บันทึกข้อตกลงความร่วมมือบูรณาการเพื่อส่งเสริมและสนับสนุนการพัฒนาพื้นที่อุทยานภูกระดึง โดยจะลงนามอย่างเป็นทางการในเดือน ตุลาคม 2568

เส้นทางกระเช้าที่เลือกมีระยะทาง 4.4 กิโลเมตร ต้นทางอยู่ในเขตอุทยานภูกระดึง ห่างศูนย์บริการนักท่องเที่ยวศรีฐานราว 3.5 กิโลเมตร ใกล้บ้านห้วยเดื่อ ไปยังสถานีปลายทางระหว่าง ผาหมากดูก กับ หลังแป ห่างราว 600 เมตร

“เส้นทางนี้ผ่านการคัดเลือกจาก 4 เส้นทางที่ศึกษาแล้วว่าทำได้จริง ไม่บดบังทัศนียภาพ และไม่กระทบสิ่งแวดล้อมหรือวิถีสัตว์ป่า” นายศิริปกรณ์ กล่าว

“งบออกแบบ 25 ล้าน ใช้เวลา 12 เดือนก่อสร้าง”

อพท. ได้รับงบออกแบบก่อสร้าง 25 ล้านบาท และลงนามสัญญาจ้างเมื่อ 30 ก.ย. 2568 เริ่มสัญญา 1 ต.ค. 68 – สิ้นสุด 27 มิ.ย. 69 (270 วัน) คู่สัญญาคือ บริษัท เทสโก้ จำกัด ร่วมกับจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งผ่านการคัดเลือกจาก 5 บริษัท โดยมีประสบการณ์งานกระเช้าระดับโลกและงานเสาพาดสายของรัฐ-เอกชนจำนวนมาก

ปัจจุบันอยู่ระหว่าง ศึกษาความเป็นไปได้ทางเศรษฐกิจ, ผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) และ ขออนุญาตใช้พื้นที่ในอุทยานฯ ก่อนเสนอเข้า คณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อจัดสรรงบก่อสร้าง โดยคาดว่าใช้เวลาก่อสร้าง 12 เดือน (ธันวาคม 2569 – พฤศจิกายน 2570) หากทุกอย่างเป็นไปตามแผน จะวาง “เสาต้นแรก” ได้ใน ธันวาคม 2569 และแล้วเสร็จภายใน ปี 2570 เพื่อเปิดใช้ทันฤดูกาลท่องเที่ยว หรืออย่างช้าที่ ต้นปี 2571

วงเงินก่อสร้างเบื้องต้น ไม่ต่ำกว่า 1,000 ล้านบาท และจะมีการศึกษาเชิงลึก 3 ประเด็นควบคู่ ได้แก่

  • การบริหารจัดการบนยอดภู ร่วมกับอุทยานฯ
  • จุดเปลี่ยนถ่ายจราจรด้านล่าง
  • การเชื่อมโยงพื้นที่ใกล้เคียง

ทั้งหมดจะถูกรวมเป็น มาสเตอร์แพลนฉบับเดียว เสนอต่อ ครม. ในไตรมาส 4 ปีหน้า

นายศิริปกรณ์กล่าวปิดท้ายว่า “กระเช้าไฟฟ้าภูกระดึงไม่ใช่แค่โครงการก่อสร้าง แต่คือโอกาสใหม่ของชุมชน เป็นสัญลักษณ์ของการท่องเที่ยวไทยที่เปิดกว้างให้ทุกคนเข้าถึงได้อย่างเท่าเทียม”

เสียงสะท้อนจากทุกฝ่ายทั้งภาครัฐ-เอกชน ชาวบ้าน ต่างพูดตรงกันว่า “ถึงเวลาที่ภูกระดึงจะมีกระเช้าไฟฟ้าเสียที” เพื่อเปิดโอกาสใหม่ให้คนทุกวัยเข้าถึงธรรมชาติ พร้อมปลุกเศรษฐกิจท้องถิ่นให้กลับมามีชีวิตอีกครั้ง

หากทุกอย่างเดินตามแผน…ปลายปี 69 วางเสาต้นแรก – ปลายปี 70 ได้ใช้แน่ และ “เสียงความหวังของคนภูกระดึง” จะไม่ใช่แค่เสียงสะท้อนในลมภูอีกต่อไป

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...