สื่อต่างชาติ เผย ธปท.-ก.คลัง เล็งเก็บ “ภาษีซื้อขายทองคำออนไลน์” สกัดบาทแข็ง
สื่อต่างชาติ เผย ธปท.-ก.คลัง เล็งเก็บ "ภาษีซื้อขายทองคำออนไลน์" ที่ชำระด้วยเงินบาท หวังลดแรงหนุนค่าเงินจากรายได้ส่งออกทองที่พุ่ง 69% แตะ 254,000 ล้านบาทใน 7 เดือนแรกปีนี้ ส่งผลให้บาทแข็งค่ากว่า 7%
วันที่ 15 กันยายน 2568 เวลา 13.53 น. สำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงานว่า แหล่งข่าวระบุว่า ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และกระทรวงการคลัง กำลังหารือถึงแนวทางการจัดเก็บภาษีจากการซื้อขายทองคำผ่านช่องทางออนไลน์ต่าง ๆ ที่ชำระและชำระบัญชีด้วยเงินบาท โดยมาตรการดังกล่าวอาจยกเว้นทองคำที่ซื้อขายด้วยดอลลาร์สหรัฐ การซื้อขายในตลาดล่วงหน้า รวมถึงการซื้อจากร้านทองทั่วไป
เป้าหมายของภาษีนี้คือ ลดการส่งออกทองคำ และทำให้การถือครองทองคำสำหรับคนไทยมีต้นทุนสูงขึ้น แหล่งข่าวกล่าวเสริมว่าเงินดอลลาร์ที่ไหลเข้ามาจากการส่งออกทองคำ ถือเป็นหนึ่งในปัจจัยที่ทำให้ค่าเงินบาทแข็งค่า
หลังจากมีรายงานเรื่องภาษี ค่าเงินบาทอ่อนค่าลงมากถึง 0.6% มาอยู่ที่ 31.92 บาทต่อดอลลาร์ ซึ่งเป็นการร่วงแรงที่สุดนับตั้งแต่วันที่ 31 กรกฎาคม 2568
ข้อมูลการค้าระบุว่า การส่งออกทองคำของไทยพุ่งขึ้น 69% แตะ 254,000 ล้านบาท หรือประมาณ 8,000 ล้านดอลลาร์ในช่วง 7 เดือนแรกของปี 2568 เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า โดยเฉพาะการส่งออกไปกัมพูชาที่เพิ่มขึ้นผิดปกติ ทำให้มีเสียงเรียกร้องให้ตรวจสอบ ขณะที่ราคาทองคำในตลาดโลกพุ่งขึ้นเกือบ 40% ในปี 2568
โดยรายได้จากการส่งออกทองคำถือเป็นหนึ่งในปัจจัยที่ช่วยหนุนให้ค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้นสู่ระดับสูงสุดนับตั้งแต่ปี 2564 เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว โดยค่าเงินแข็งขึ้น 7% นับตั้งแต่ต้นปี ส่งผลให้มีเสียงเรียกร้องให้ ธปท.แทรกแซงเพื่อปกป้องผู้ส่งออกและการท่องเที่ยวมากขึ้น
ทั้งนี้ ธปท.มีกำหนดหารือกับผู้ประกอบการค้าทองคำในวันนี้ (15 ก.ย.2568) เพื่อพูดคุยถึงผลกระทบของทองคำต่อค่าเงินบาท รวมถึงแนวทางการเข้มงวดการรายงานธุรกรรม ขณะที่กระทรวงการคลังจะจัดการประชุมหารือเพิ่มเติมกับ ธปท. และคาดว่าจะมีการตัดสินใจได้ก็ต่อเมื่อคณะรัฐมนตรีชุดใหม่เข้ารับตำแหน่ง โดยแหล่งข่าวกล่าวว่าภาษีดังกล่าวอาจถูกจัดเก็บในรูปแบบภาษีธุรกิจเฉพาะ
หากผู้ขายทองคำแปลงรายได้ดอลลาร์เป็นเงินบาท ธุรกรรมนั้นอาจถูกจัดเก็บภาษีด้วยเช่นกัน อย่างไรก็ดีอัตราภาษียังไม่ได้ข้อสรุป
ธปท.ระบุว่าการแข็งค่าของเงินบาทส่วนใหญ่เกิดจากการอ่อนค่าของดอลลาร์และปัจจัยภายนอก พร้อมย้ำว่าจะเข้ามาแทรกแซงตลาดหากมีความผันผวนเกินควร โดยตามปกติแล้วค่าเงินบาทมักได้แรงหนุนเมื่อคนไทยขายทองคำ เพราะรายได้ดอลลาร์จะถูกแปลงกลับเป็นเงินบาท
การแข็งค่าของเงินบาทส่งผลลบต่อการส่งออกและการท่องเที่ยว ซึ่งคิดเป็นกว่า 70% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ของไทย ผู้ส่งออกกำลังเผชิญความยากลำบาก หลังจากสินค้าไทยถูกเก็บภาษีนำเข้าโดยสหรัฐในอัตรา 19% เมื่อเดือนที่แล้ว ขณะเดียวกันนักท่องเที่ยวต่างชาติ โดยเฉพาะจากจีนก็ลดลง จากทั้งผลกระทบของค่าเงินแข็งและความกังวลเรื่องความปลอดภัย
ทั้งนี้ทองคำมีความหมายเชิงวัฒนธรรมและประวัติศาสตร์ลึกซึ้งในสังคมไทย มักถูกถวายตามวัดพุทธ และถือเป็นวิธีการออมและส่งต่อความมั่งคั่งตามธรรมเนียม ความต้องการทองคำในไทยเพิ่มขึ้น 13% เมื่อปี 2567 ทำให้ไทยเป็นประเทศเดียวที่มีการเติบโตต่อเนื่อง 4 ปีซ้อน แม้ในช่วงโควิด ตามข้อมูลจากบริษัท YLG Bullion International อ้างอิง World Gold Council
โดยคนไทยซื้อทองคำเกือบ 70% ผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ต่าง ๆ ตามข้อมูลจาก MTS Gold Group หนึ่งในผู้ค้าทองรายใหญ่ของประเทศ โดยไทยนำเข้าทองคำส่วนใหญ่เพื่อบริโภคในประเทศ ทั้งนี้ความต้องการทองคำในไทยคาดว่าจะขยายตัวต่อเนื่องเป็นปีที่ 5 ติดต่อกัน แตะ 53.7 ตันในปี 2568
อ้างอิง : bloomberg.com