โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

การเมือง

“โรม” จ่อเรียก “อนุทิน” เข้าแจงกมธ.มั่นคงหลัง “ไชยชนก” ปูด มีคนเสนอ40ล้าน แลกไม่แตะปัญหาคอลเซ็นเตอร์

THE ROOM 44 CHANNEL

เผยแพร่ 01 ต.ค. 2568 เวลา 09.10 น.

“โรม” จ่อเรียก “อนุทิน” เข้าแจงกมธ.มั่นคงหลัง “ไชยชนก” ปูด มีคนเสนอ40ล้าน แลกไม่แตะปัญหาคอลเซ็นเตอร์ มอง ต้องจัดการหัวขบวนเพื่อทำลายอาชญากรรมข้ามชาติ งง ทุกคนรู้จัก "เบนจมิน" หมดแต่พากันเงียบ เผย ไม่เคยรู้มาก่อน รัฐบาลดันทำประชามติยกเลิก MOU 43–44 โยน “อนุทิน” ออกมาชี้แจง หวั่นเสียประโยชน์ชาติ เหตุข้อมูลยังไม่ครบ

วันที่ 1 ต.ค. 2568 ที่ รัฐสภา นายรังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อและรองหัวหน้าพรรคประชาชน ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการความมั่นคงแห่งรัฐ กิจการชายแดนไทย ยุทธศาสตร์ชาติ และการปฏิรูปประเทศ กล่าวถึงกรณีที่นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม(ดีอี) ระบุว่ามีผู้ติดต่อเสนอเงินให้เดือนละ 40 ล้านบาท เพื่อไม่ให้จับแก๊งคอลเซ็นเตอร์ สแกมเมอร์ และเว็บไซต์หลอกลวง

นายรังสิมันต์ กล่าวว่านายไชยชนกไม่ควรเงียบ เพราะการเงียบเป็นการส่งสัญญาณว่ารัฐบาลที่นำโดยนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย และ รัฐมนตรีดีอี ไม่เอาจริงเอาจริงกับการปราบปรามแก็งค์คอลเซ็นเตอร์ เบื้องต้นเชื่อว่าเป็นเรื่องจริงไม่ใช่เฟคนิวส์จึงควรใช้โอกาสในการปราบปรามแก๊งค์คอลเซ็นเตอร์ให้สิ้นซาก

ซึ่งสิ่งที่ตนได้อภิปรายในสภาเป็นการฉายภาพให้เห็นนายหน้า ซึ่งทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษาให้กับสมเด็จฮุนเซน ประธานวุฒิสภากัมพูชา และทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษาให้กับอดีตนายกรัฐมนตรีของไทย รวมถึงยังมีความสนิทกับร้อยเอ็ดเอกธรรมมนัสพรหมเผา รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และเชื่อว่าร้อยเอ็ดเอกธัชเป็นพยานปากสำคัญในการให้ข้อมูล จึงต้องดูเส้นเงินเพื่อนำไปสู่การปราบปรามหัวขบวน ของของแก๊งค์คอลเซ็นเตอร์ หากหัวขบวนถูกทำลายองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติก็จะถูกทำลายเช่นกัน หากจะหวังแค่ปราบปรามในเรื่องของบัญชีม้าหรือจับตัวเลขตัวน้อยก็จะแก้ปัญหาไม่จบ ต้นนำข้อมูลมาป้อนขนาดนี้แล้วว่ามีหัวขบวนสำคัญเป็นใครบ้างก็ควรจะเร่งทำงานในเรื่องนี้

เมื่อถามว่าผู้ที่เสนอเงินเดือนละ40ล้านบาท ถือเป็นกลุ่มเล็กหรือไม่ นายรังสิมันต์กล่าวว่า คงไม่ใช่ โดยธรรมชาติของเครือข่ายอาจชญากรรมข้ามชาติเป็นเครือข่ายที่มีหลายคนและหากติดศีลบงกจริงคงไม่ใช่แค่รัฐมนตรีคนเดียวแน่นอน อาจจะมีเงินถึงหมื่นล้านเพื่อติดสินบนในส่วนอื่น ควรถือโอกาสในการปราบปรามและเล็งไปที่หัวขบวนต้นตอที่เป็นปัญหาและไปถึงรากที่มีความเกี่ยวข้องกับการกระทำผิดกฎหมายอย่างอื่นเช่นบริษัทใหญ่ที่มีความพยายามฮุบหุ้นบริษัทไทย ต้องไปดูว่าเป็นเงินของกระบวนการของคอลเซ็นเตอร์หรือไม่

รังสิมันต์ กล่าวว่าเมื่อวานนี้(30ต.ค.) ตนได้อภิปรายในเรื่องดังกล่าว ร.อ. ธรรมนัสก็หายจากบนบัลลังก์แต่มาประชุมครม.นัดพิเศษที่สภาได้ ซึ่ง หมายความว่าอยู่ในสภาแต่ไม่ได้มาชี้ ในที่ประชุม เช่นเดียวกับนายอนุทิน ก็หายตัวไปในเวลาดังกล่าวตนคิดว่าอย่าทำให้ ว่ารู้เรื่องนี้กับเขาด้วย หากบริสุทธิ์ใจและไม่มีส่วนเกี่ยว ไม่ได้ใช้อำนาจรัฐในการปกป้องและปกป้องนายเบนจามิน เมาเออร์เบอร์เกอร์ ต้องสร้างความกระจ่างในเรื่องนี้

ส่วนที่นายอนุทินได้โยนให้นายไชยชนกชี้แจงนั้น นายรังสิมันต์กล่าวว่าเรื่องนี้ใหญ่เกินกว่ารัฐมนตรีดีอีจะชี้แจง ต้องดูเส้นทางการเงินมีหน่วยงานอาทิ สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน(ปปง.) รวมถึงสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์(ก.ล.ต.) เรื่องนี้ไม่ใช่คดีแค่ภายในประเทศหากเป็นเรื่องจริงถือเป็นเรื่องระดับโลก เพราะเรากำลังเห็นปรากฏการณ์ที่กลุ่มคุณแจ้งคอลเซ็นเตอร์นำเงินนับแสนล้านบาทมายึดชาติของเรา เรื่องนี้ปล่อยไว้ไม่ได้ต้องปราบปรามอย่างเด็ดขาด และเรื่องนี้จะส่งผลดีในการทำให้สถานการณ์ความสัมพันธ์ ไทยกัมพูชาดีขึ้น เพราะผู้มีอำนาจของกัมพูชารู้สึกว่าไม่จำเป็นต้องพึ่งเศรษฐกิจการค้าปกติ ตราบใดที่เงินแก๊งคอลเซ็นเตอร์เยอะขนาดขนาด ประเทศไทยควรจัดการเรื่องนี้ให้เร็วที่สุด และคนที่ควรจัดการมากที่สุดคือนายนายเบนจามิน

นายรังสิมันต์กล่าวต่อว่า หากรัฐมนตรีดีอีไม่ทำอะไร ก็อาจผิดกฎหมายด้วย เบื้องต้น ในวันพรุ่งนี้กมธ.ความมั่นคง จะมีการพิจารณาในเรื่องนี้โดยตรง เพราะมีการเชิญนายอนุทิน ที่ดำรงตำแหน่งทั้งสองตำแหน่ง มาชี้แจง และหวังว่าจะ ร่วมมือ

“เรื่องดังกล่าวไม่ใช่เรื่องลับ ทุกคนรู้จักกันหมด ก็แปลกดีที่ทุกคนพากันเงียบขนาดนี้ เรื่องนี้คือเรื่องเร่งด่วน”

เมื่อถามว่าจะมีการเชิญร.อ.ธรรมนัส มาชี้แจงหรือไม่ นายรังสิมันต์กล่าวว่าเดี๋ยวมีอีกหลายรอบ ตอนมีข้อมูลว่าร.อ.ธรรมนัสมีส่วนเกี่ยวข้องในเรื่องนี้ แต่ขอเอาหน่วยงานตัวตั้งต้นก่อน และสาเหตุที่ต้องเชิญนายอนุทินเพราะต้องดูหัวก่อนถ้าหัวไม่ขยับก็ยากต้องดูท่าทีของไนทว่าจะเป็นแบบไหนหากต้องการเอาจริงเรื่องนี้ก็จะแก้โดยง่าย กมธ.ก็อาจจะไม่ต้องออกแรงมากเกินไป

เมื่อถามว่าจะมีการดำเนินการยื่นไปที่หน่วยงานอื่นอีก นายรังสิมันต์กล่าวว่า ขณะนี้กำลังรวบรวมข้อมูลและให้ความเป็น กับทุกฝ่าย เรามีข้อมูลตั้งต้นแล้วหากหน่วย ขยับทันทีทุกอย่างก็จบหากหน่วยงานไม่ทราบอะไรเลยยังมายังมาขอ ก็ต้องวางยุทธศาสตร์การทำงานอีกแบบ

ส่วนกรณีที่นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ รองนายกรัฐมนตรี เปิดเผยในที่ประชุมรัฐสภาว่าจะมีการทำประชามติยกเลิกบันทึกความเข้าใจ หรือ MOU ฉบับที่ 43 และ 44 พร้อมกันในการเลือกตั้ง ว่า หากจะทำประชามติในประเด็นสำคัญเช่นนี้ รัฐบาลต้องทำให้ประชาชนมีข้อมูลเพียงพอในการตัดสินใจ เนื่องจากเนื้อหาของ MOU ทั้งสองฉบับมีรายละเอียดอ่อนไหวและซับซ้อน ไม่สามารถสรุปได้เพียงด้านบวกหรือลบอย่างเดียว

นายรังสิมันต์ ตั้งคำถามต่อไปว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี จะมีวิธีการอย่างไรในการเปิดเผยข้อมูลให้ประชาชนเข้าถึงได้ โดยไม่ทำให้ฝ่ายกัมพูชาทราบข้อมูลเชิงลึกที่อาจกระทบต่อผลประโยชน์ของชาติ หากไม่สามารถหาวิธีได้ การทำประชามติอาจก่อให้เกิดผลเสียมากกว่าผลดี พร้อมยกตัวอย่างว่า แม้แต่ สส. หรือสมาชิกวุฒิสภาหลายคนยังมีข้อมูลไม่เท่ากัน ดังนั้น การตัดสินใจของประชาชนย่อมยากขึ้นหากขาดข้อมูลที่รอบด้าน

นายรังสิมันต์ ยังย้ำว่า ความซับซ้อนของการตัดสินใจไม่ต่างจากการทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญในอดีตที่ต้องใช้เวลาศึกษาอย่างยาวนาน และกรณี MOU 43–44 ก็ยิ่งต้องพิจารณารอบคอบมากขึ้น โดยเฉพาะประเด็นความสัมพันธ์ไทย–กัมพูชา เช่น หากยกเลิก MOU 43 กัมพูชาอาจใช้เป็นข้ออ้างเพื่อยื่นเรื่องต่อศาลโลก โดยอ้างว่าไม่มีกลไก JBC คงเหลือในการเจรจา ขณะที่ MOU 44 เกี่ยวพันกับผลประโยชน์ทางทะเลและกิจการพลังงาน ซึ่งหากบริษัทยักษ์ใหญ่ที่ลงทุนแล้วเห็นว่าถูกละเมิดสิทธิ อาจฟ้องร้องประเทศไทยจนซ้ำรอยคดีคิงส์เกต

เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่ามองว่าเรื่องการมีแนวคิดทำประชามติยกเลิก MOU 43 และ 44 ครั้งนี้จะเป็นการหวังผลทางการเมืองในการเลือกตั้งครั้งต่อไปหรือไม่ นายรังสิมันต์ เผยว่า เรื่องนี้ไม่เคยมีการพูดถึงมาก่อน จึงเป็นภาระของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และพรรคภูมิใจไทยที่จะต้องอธิบายต่อสาธารณะ พร้อมทั้งต้องทำให้ประชาชนเข้าถึงข้อมูลที่ถูกต้องและรอบด้าน เพราะเป็นเรื่องใหญ่ที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงและผลประโยชน์ของประเทศ เพราะพรรคภูมิใจไทยต้องรับผิดชอบในการปกป้องผลประโยชน์ของชาติ และไม่ให้ความลับด้านความมั่นคงรั่วไหลไปอยู่ในมือฝ่ายกัมพูชา พร้อมเรียกร้องให้นายอนุทินแสดงจุดยืนและชี้แจงอย่างชัดเจนต่อสังคม

ทั้งนี้ นายรังสิมันต์ ยอมรับว่ามีความกังวลหลายด้าน ทั้งการสื่อสารกับประชาชนซึ่งอาจทำให้เกิดความสับสนหากไม่มีการเตรียมการที่ดี แต่สิ่งสำคัญที่สุดคือ การพูดคุยบนข้อเท็จจริงและผลประโยชน์ของชาติ มากกว่าการถกเถียงกันด้วยวาทกรรมทางการเมือง เพราะการทำประชามติในประเด็นที่ซับซ้อนเช่นนี้จำเป็นต้องใช้ข้อมูลที่ครบถ้วนและความรอบคอบสูงสุด

Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...