โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เม พรีมายา สวนกลับอดีตเพื่อนรัก แจงดราม่าหุ้นส่วนธุรกิจ!

อีจัน

อัพเดต 01 ต.ค. 2568 เวลา 19.36 น. • เผยแพร่ 01 ต.ค. 2568 เวลา 12.30 น. • อีจัน

มาค่ะ…จะเล่าให้ฟัง
สรุปความจริงจากปาก เม พรีมายา ปมดราม่า จากเพื่อนรักสู่คู่กรณีทางธุรกิจ!

ยังคงเป็นประเด็นที่หลายคนจับตามอง สำหรับกรณีของ เม พรีมายา ที่ออกมาโพสต์เดือดอ้างว่าถูกเพื่อนสนิทฮุบกิจการคลินิกความงาม ก่อนที่คู่กรณีจะออกมาชี้แจง พร้อมโต้แย้งในเวลาต่อมา ซึ่งเรื่องราวนี้ยังคงเป็นข้อพิพาทที่ยังหาจุดจบไม่ได้

ซึ่งล่าสุด เม ได้ออกมาให้สัมภาษณ์สื่อเป็นครั้งแรก โดยเธอยังคงยืนหยัดว่าสิ่งที่ตัวเองพูดนั้น เป็นความจริง โดยสาเหตุที่เธอเปิดเรื่องนี้ ไม่ได้ต้องการทำลายชื่อเสียงใคร เพียงแค่ต้องการความยุติธรรม

โดยเม กล่าวว่า “เรื่องราวที่เกิดขึ้น เป็นเรื่องราวที่ผ่านมาช่วงเวลาหนึ่ง ที่ออกมาโพสต์คือข้อเท็จจริง ทุกอย่างที่พูดไป เมก็อยู่กับความจริง ไทม์ไลน์จริง ข้อเท็จจริงทุกอย่าง อยากขอบคุณทุกกำลังใจ และความเชื่อมั่นที่มีให้ตัวเม เรื่องนี้ใช้เวลาจากความเสียใจสู่การต่อสู้ต่อความยุติธรรมที่เราสมควรได้รับในฐานะเพื่อนคนหนึ่ง ถ้ามันไม่เหลือแล้ว ก็ในฐานะผู้ถือหุ้นแล้วกันตามกฎหมาย ซึ่งเมไม่ได้ต้องการอะไรมากไปกว่าความยุติธรรมในการออกมาครั้งนี้ วันนี้การเกิดข้อพิพาทก็เกิดกับคนดัง คนมีชื่อเสียงทั้งสองฝ่าย สิ่งที่เมจะไม่ทำแล้วจากบทเรียนต่างๆ ในชีวิต คือถ้าเมรู้อะไรไม่ดี เมไม่ทำอยู่แล้ว ที่เมกล้าออกมาพูด เพราะเมเป็นผู้ถูกกระทำ ไม่ได้รับความยุติธรรมจริงๆ ถึงได้ออกมาตรงนี้”

จุดแตกหักคืออะไร?
“ปัญหานี้ไม่ใช่คนรวยทะเลาะกัน ไม่ใช่เรื่องธุรกิจ จุดแตกหักน่าจะเป็นความไว้ใจที่เราได้มอบให้กับเพื่อนคนหนึ่ง พี่คนหนึ่ง แล้วเราตั้งข้อสังเกตเห็นว่ามีการบริหารที่ไม่โปร่งใสเกิดขึ้นหรือเปล่า มีการโกงกันหรือเปล่าตรงนี้เมไม่สามารถตอบได้ แต่สิ่งที่เมพยายามขอตลอดมา คือการตรวจสอบบัญชีในระยะเวลา 1 ปีที่ผ่านมา ถ้ามันไม่มีอะไร เมเองในฐานะเพื่อน หรือผู้ถือหุ้น ควรสามารถเข้าถึงรายรับรายจ่ายบริษัทได้แล้ว แต่วันนี้เมไม่สามารถเข้าถึงอะไรเลย เมพยายามส่งหนังสือเข้าไปตรวจสอบบัญชีในฐานะผู้ถือหุ้น เพราะตอนนี้เพื่อนมันไม่เหลือแล้ว เมก็โดนข้อหาบุกรุกมา จริงๆ เมมีสิทธิ์ตามกฎหมายทุกอย่างในการรับรู้ข้อมูลตรงนั้น แต่ก็ไม่ได้มา จนสุดท้ายเดือนก.ย.ที่ผ่านมา เขาเพิ่งปิดบริษัท ถ้ามันไม่มีความผิด หรือไม่ได้ตั้งใจทำลายหลักฐาน เมมองว่าก็คงไม่ดำเนินมาถึงทุกวันนี้ ไกล่เกลี่ยแยกย้ายกันไปใช้ชีวิต แล้วจบลงด้วยดีซะด้วยซ้ำ เพราะธุรกิจมีกำไร รายได้เดือนตั้ง 50 ล้าน ทำไมไปด้วยกันไม่ได้แล้ว ก็คือจบกัน มันมีทางออกเยอะแยะมากมายจริงๆ แต่เหมือนการกระทำที่ผ่านมา ทำให้เมตั้งข้อสังเกตและตั้งคำถามได้ว่า นี่คือสาเหตุนึงของคนพยายามโกงไหม หรือพยายามทำลายหลักฐานหรือเปล่า เมตั้งคำถามง่ายๆ แต่ก็ไม่ได้รับคำตอบ”

ได้ถามเขาไหมว่าปิดบริษัททำไม?
“เมก็ตั้งคำถามอยู่ ถ้าคนเราอยู่กับข้อเท็จจริง ความโปร่งใส มันก็คงไม่เกิดเหตุการณ์ตรงนี้หรอก เมเคยได้ยินเขาพูดว่าถ้าเขาเอาบัญชีให้ศาลดู ฝั่งเมก็ต้องฟ้องเขาสิ มันยิ่งทำให้เมอยากรู้ความจริงว่ามันเกิดอะไรขึ้นกับบัญชีบริษัทซะด้วยซ้ำ”

ตามกฎหมายสามารถทำได้ไหม?
“ตามกฎหมายเขาปิดไม่ได้ ถ้าหุ้นส่วนไม่ได้รับการเชิญเข้าประชุมหรืออะไรก็แล้วแต่ แต่เมไม่รู้จริงๆ ว่าเขาใช้วิธีอะไร ทำไมเมหรือผู้ถือหุ้นแทนไม่รู้อะไรเลย เพราะจริงๆ การยุติปัญหาคือการเจรจา ไกล่เกลี่ยกัน ให้ยุติธรรมที่สุด แต่ทำไมวันนี้เขาถึงสามารถจัดประชุมได้โดยไม่เชิญผู้ถือหุ้นหรือให้ผู้ถือหุ้นทราบ เมก็อยากรู้เหมือนกันว่าเพราะอะไร”

เมจะชี้แจงอย่างไร ที่เขาอ้างว่าธุรกิจแย่จนต้องปิดบางสาขา เพราะข่าวดราม่าเก่าของเรา?
“ข่าวที่บอกว่าเมมีข่าวด้านลบ ทำให้ต้องปิดบางสาขา ต้องแจ้งว่าไม่เป็นความจริงก่อน จริงๆ ตัวบริษัทที่เราก่อตั้งขึ้น มีบางช่วงเวลาเราขยายกิจการอย่างรวดเร็ว พอผลประกอบการไม่ได้เป็นไปตามเป้าหมาย ก็ปิดตัวลง ตอนนั้นยังไม่ได้เป็นข่าวเลยค่ะ นักธุรกิจก็มองว่าขยายสาขาไป มีรายจ่ายมากกว่าผลกำไรที่เราคิดไว้ ก็ปิดตัวลงนานแล้ว ไม่ใช่ช่วงไทม์ไลน์ที่เรามีปัญหา ถ้าถามว่าปัญหาที่เกิดขึ้น ตัวเมยอมรับไหมว่าจะส่งผลกระทบต่อธุรกิจ ตัวเมยอมรับนะคะ ไม่ได้อยากให้เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นกับใครเลย เมก็แสดงความรับผิดชอบไปไม่น้อยจริงๆ ไม่ว่าจะทำตามที่เขาขอ เช่น ให้ออกจากหุ้นก่อน หรือให้ออกจากบริษัทก่อน เมก็รับผิดชอบในฐานะเพื่อนคนหนึาง ผู้ถือหุ้นคนหนึ่งที่เมทำได้”

สรุปคลินิก P กับ D มีความเกี่ยวข้องกันอย่างไร?
“P คลินิก ไม่ได้ปิดตัวลง จริงๆ P กับ D เป็นบริษัทเดียวกัน เป็นธุรกิจที่เราก่อตั้งขึ้นมา เพียงแต่ Pเปลี่ยนชื่อเป็น D เป็นการรีแบรนด์ สุดท้ายแล้วอยู่ๆ ตัว D ที่เราเปลี่ยนชื่อ ถูกทำยังไงก็ไม่รู้ ไปอยู่อีกบริษัทนึง เครื่องหมายการค้าที่เราสร้างขึ้น หรือมีส่วนร่วมตรงนั้นถูกเอาผลประโยชน์ออกไป เงินกระจายไปเยอะมากๆ โดยที่ลูกค้าไม่รู้เลย ลูกค้าส่วนหนึ่งเข้าไปอุดหนุนเพราะมันเป็นธุรกิจเรา วันนี้ไม่มีใครรู้เลย ถ้าไม่เป็นข่าว ว่าตัว D ที่เป็นของเรา ถูกปิดบริษัทไปแล้ว เหลือแต่สิ่งที่เขานำไปใช้ อันนี้ก็เป็นสิ่งที่เมรอข้อมูลอยู่ว่าเขาใช้ช่องโหว่ทางกฎหมายยังไงเหรอ หรือเขาทำแบบนี้ได้ไง”

อ่านคำแถลงการณ์ของอีกฝ่ายแล้วรู้สึกอย่างไรบ้าง?
“เมอ่านแถลงการณ์ของเขา บรรทัดที่ 4 ที่ 5 เขาเรียกว่าบุคคลท่านนี้ ไม่เกรงกลัวต่อกฎหมาย คำนั้นก็เจ็บจึ๊กลงหัวใจเมเหมือนกันนะ เพราะเมต่างหากที่ต้องตั้งคำถาม คุณเองเป็นคนมีชื่อเสียง มีหน้ามีตาในสังคม เราเองก็เป็นส่วนนึงทำให้คุณมายืนอยู่ตรงนี้ คำนี้มันควรสะท้อนตัวคุณเองหรือเปล่าว่ามีอีกหลายเรื่องที่เมไม่ได้เปิดให้สังคมได้รู เพราะเมไม่อยากออกมาทำลายชื่อเสียงใคร เมอยากยุติเรื่องนี้ด้วยการไกล่เกลี่ยหรือเจรจากันให้ต่างคนต่างกลับไปใช้ชีวิตได้ ถ้าเมตั้งใจออกมาทำลายชื่อเสียงเขา ถ้าเมกางทุกอย่างที่มีในมือ ไม่รู้ว่าจะเหลือความน่าเชื่อถือให้กับคุณได้ยังไง อันนี้เมก็ยังไม่ทำเลย

สรุปคืออยู่ภายใต้บริษัทเดียวกัน?
“บริษัทที่ก่อตั้ง สำนักงานยังเป็นบ้านเมอยู่เลย สำเนาจัดตั้งบริษัทยังอยู่บ้านเมอยู่เลย ตรงนี้อยากให้ข้ามไปเลยว่าธุรกิจใคร เราพิสูจน์ได้ชัดเจนว่าสองชื่อสองแบรนด์นี้ มันคือบริษัทเดียวกัน”

อีกฝ่ายบอกว่าเมไม่เกี่ยวข้องกับ D จริงไหม?
“ที่เขาบอกว่าหนูไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้อง ตรงนี้ไม่เป็นความจริง ไม่มีเหตุผลเลยที่เมไม่อยากเข้าไปมีส่วนร่วมกับธุรกิจที่สร้างรายได้มหาศาลขนาดนั้น สิ่งที่เมเป็นก็ประจักษ์อยู่แล้วว่าเมทำงานตลอดเวลา ขายของห้าบาทสิบบาทเมยังขายเลย แล้วกับธุรกิจที่มีรายได้ปีนึง 400 – 500 ล้าน หรือเดือนหนึ่ง 40 – 50 ล้าน ทำไมเมถึงจะไม่ทำ แต่ระยะเวลาที่ผ่านมาเหมือนเมหมดผลประโยชน์หรือเปล่า เขาก็จัดแจงให้เมไม่มีบทบาทตรงนั้น เมถูกวางเส้นทางให้ยืนอยู่ตรงนี้ มันถอยหลังไปคนละทางกับคลินิกมากขึ้นเรื่อยๆ จนวันหนึ่งเขาให้เหตุผลว่าเมไม่มีส่วนเกี่ยวข้องหรืออะไรก็แล้วแต่ แต่ตัวเรา ถ้าจะพิสูจน์ส่วนเกี่ยวข้อง เมเชื่อว่าเมพิสูจน์ได้ทั้งหมด ถึงแม้เมไม่ได้ออกหน้าว่าเป็นเจ้าของคลินิก ไม่ได้ยืนอยู่เบื้องหน้า แต่เชื่อว่าเบื้องหลังที่เมมีส่วนรับผิดชอบคลินิก รับความเสี่ยงต่างๆ ไม่ว่าจะการเงิน หรือการโอบอุ้มธุรกิจให้ดำรงอยู่ได้ตลอดมา เมก็ชี้แจงกับสังคมได้ตลอด

คลินิกมีคนรู้จักได้เพราะ เม พรีมายา ?
”ก่อนคลินิกเติบโตอย่างทุกวันนี้ เมเป็นแสงสว่างเดียวหรือเปล่า ที่ทำให้คลินิกมีรายได้เติบโตขึ้นมาได้ แต่วันนี้ปัญหาอยู่ตรงที่ฉันไม่มีผลประโยชน์แล้ว ทำไมต้องมาแบ่งรายได้หาร 4 หาร 3 ให้กับเธอ ฉันยืนได้แล้ว มีแค่เรื่องเงินเลยในปัญหา ในข้อพิพาทที่เกิดขึ้น ไม่มีอะไรซับซ้อนไปกว่าการที่เงินมันเยอะ แทนที่เราจะแบ่งปัน เติบโตไปด้วยกัน แต่ก็กลายเป็นว่าเธออยากเก็บสิ่งนั้นไว้คนเดียวหรือเปล่า แค่นั้นเอง D ยังอยู่ภายใต้บริษัทเราอยู่ แค่รีแบรนด์ ตลอด 1 ปีที่ผ่านมา เราไม่สามารถเข้าถึงข้อมูลต่างๆ ได้ จากการที่เขาเตะออกจากกลุ่ม เตะออกจากทุกช่องทางการรับรู้ ตัวเมทำได้แค่เพียงเรียกร้องตามกระบวนการยุติธรรม ที่จะขอเข้าไปในฐานะผู้ถือหุ้นขอรับรู้หน่อยว่าเป็นยังไงบ้างหรือขอรู้หน่อยแผนการตลาดเป็นยังไงบ้าง เราก็ยังไม่ได้คำตอบเลย“

เรามีหุ้นเท่าไหร่?
”หุ้นเมย์ 25 เปอร์เซ็นต์ เท่ากัน 4 คน เมคือผู้ถือหุ้นคนหนึ่ง ไม่มีเงินเดือน แต่ก่อตั้งธุรกิจนี้มา ที่เมแอ็กชั่นไปมากมาย เมไม่เคยมีเงินเดือนนะ แต่ 3 ท่านมีเงินเดือนตลอด หมายความว่าตัวเมตั้งแต่ตั้งธุรกิจนี้มาตั้งแต่วันแรก เมไม่มีเงินเดือน ไม่ได้จัดแจงอะไรเลย เหมือนเมอาจมีชื่อเสียงมากกว่าคนอื่น เมก็โปรโมตฉ่ำมาก ก่อนรีแบรนด์ ก็ได้ผลประโยชน์ตามผู้ถือหุ้นปกติ ทุกคนได้มากกว่าเรา ทุกคนมีเงินเดือน แต่มันเป็นเรื่องเล็กๆ ที่เมจะพาพนักงานไปกินข้าว พาไปเอาต์ติ้ง หรือจ่ายโบนัสพนักงาน เมก็หักส่วนตัวเองตลอด ไม่เคยเบิกบริษัท มันเป็นสิ่งที่เมไม่ได้เรียกร้องตรงนี้ตั้งแต่ทีแรกอยู่แล้ว

จริงๆ เรามีธงอย่างไร?
“วันนี้เมเข้าใจอย่างดีว่าถ้าเราไม่ได้เห็นอนาคตร่วมกันแล้ว เราก็ควรปิดธุรกิจนี้อย่างยุติธรรมที่สุด มันมีวิธีการอยู่มากมาย คุณซื้อหุ้นฉัน ฉันซื้อหุ้นเธอ หรือจบไปเลย เอากำไรสะสมบริษัทมาแบ่งกัน ที่มันยังมีศักดิ์ศรี ยังมีเกียรติ แต่วันนี้สิ่งที่เราได้รับ”

แบบนี้เรียกว่าโดนฮุบกิจการได้ไหม?
“มันจะเรียกว่าถูกฮุบไหม ถูกโกงไหม เมไม่รู้ ถ้าหากว่าเมได้เปิดทุกอย่างแล้ว เมเชื่อว่าสังคมสามารถตัดสินตรงนี้ได้ โดยเมไม่ต้องมานั่งกล่าวหาหรือนั่งบอกเขาหรอกว่ามันคืออะไร”

หลังจากที่เมออกมาพูด ถูกอีกฝ่ายฟ้องข้อหาโพสต์ข้อความอันเป็นเท็จเข้าสู่ระบบ?
“ส่วนที่เขาฟ้องว่าเราโพสต์ข้อความอันเป็นเท็จเข้าสู่ระบบ ตรงนี้ศาลรับฟ้องแล้ว วันนั้นเมเข้าไปตามหนังสือนัดหมาย ตามกฎหมายในฐานะผู้ถือหุ้น ไปกับผู้ถือหุ้น ไปกับทนาย เม และลูกๆ ครอบครัว เขาก็รู้ว่าวันนี้เมจะไป สุดท้ายวันนั้นเมโดนตร.แจ้งข้อหาบุกรุก เขาเป็นคนเชิญเมไปห้องประชุม ห้องผู้บริหารเอง เสิร์ฟน้ำทุกอย่าง สุดท้ายตร.เข้ามา เราก็โดน 2 ข้อหา หมิ่นประมาทและพ.ร.บ.คอมพฯ นำเข้าข้อมูลอันเป็นเท็จ เขาบอกว่าเราไม่ใช่เจ้าของอะไรก็แล้วแต่ ซึ่งตรงนี้ศาลเพียงแต่รับฟ้องไว้เท่านั้น ยังไม่ได้ดำเนินการสืบพยาน หรือดูหลักฐานจากฝั่งหนูเลย มันเป็นกระบวนการแรกที่ศาลรับไว้ แต่ไม่ได้สืบพยานจากฝั่งหนู ซึ่งถ้าศาลได้ดูแล้วทุกอย่างที่เป็นมาก็คิดว่าไม่น่าเป็นปัญหา”

ห่วงอะไรไหมเรื่องนี้?
“เรื่องนี้ไม่มีอะไรน่าห่วงเลย เราเป็นผู้ถูกกระทำ เมก็อยู่ของเมเฉยๆ แต่มาเจอว่าเข้าบัญชีรายจ่ายไม่ได้ ทำไมลูกค้าถูกกระจายเงินไปหลายที่ ทำไมอยู่ๆ มีเรื่องนั้นเรื่องนี้เกิดขึ้น ถามว่าเมจะกลัวไหม เมไม่ได้เป็นคนที่อยู่ๆ จะไปทำอะไร แล้วอยู่ๆ จะมีความผิดเข้ามาในตัว เพียงแต่วันนี้เราจะนำตัวคนผิดออกมาให้รับความผิดได้หรือเปล่า หรือเราจะหาข้อสรุปเรื่องนี้ได้ยังไง อย่างยุติธรรมกับเราหรือเปล่า จริงๆ ปีที่ผ่านมา เราพยายามไกล่เกลี่ยมาโดยตลอด คิดว่าคงไม่มีการไกล่เกลี่ยหรือคุยเกิดขึ้นหรอก ถ้าจะคุยมันคงจบคงไม่มีวันนี้แล้ว ตัวเมตอนนี้มีความสุขมาก”

งานนี้เราก็ต้องรอดูกันต่อไป ว่าเรื่องราวจะไปจริงที่ตรงไหน อีกฝ่ายจะออกมาชี้แจงกลับอย่างไร รอติดตามเลยค่ะ

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...