บังเอิญเกินไปไหม? ย้อนไทม์ไลน์การเมืองไทยปี 68 จากพันธมิตรมินต์ช็อกสู่รัฐบาลสีน้ำเงิน
หลังการเลือกตั้งทั่วไปเมื่อปี 2566 นอกจากพรรคการเมืองที่ได้ที่นั่งอันดับ 1 ในสภาอย่างพรรคก้าวไกลจะไม่ได้เป็นรัฐบาลแล้ว ตำแหน่งเก้าอี้นายกรัฐมนตรีจากพรรคการเมืองอันดับ 2 อย่างพรรคเพื่อไทย ยังถูกเขย่าด้วยคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญถึง 2 ครั้ง ในกรณีเดียวกันคือ “ฝ่าฝืนมาตรฐานจริยธรรมร้ายแรง” ส่งผลให้เศรษฐา ทวีสิน และแพทองธาร ชินวัตร พ้นตำแหน่ง
แต่เก้าอี้นายกรัฐมนตรี ไม่ได้ตกอยู่ในมือของพรรคเพื่อไทยเช่นเดิมแม้จะยังมีแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีในบัญชีรายชื่อพรรคการเมืองเหลืออีก 1 คนก็ตาม กลับตกเป็นของผู้นำพรรคอันดับ 3 อย่างพรรคภูมิใจไทย ส่งให้อนุทิน ชาญวีรกูล อดีตรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยในรัฐบาลเพื่อไทย และอดีตรัฐมนตรีในรัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 32
จากอดีตพรรคร่วมรัฐบาล มาเป็นพรรคฝ่ายค้านหลังถอนตัว และได้ครองเก้าอี้นายกรัฐมนตรีเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลในที่สุด ชวนย้อนดูไทม์ไลน์เหตุการณ์ทางการเมืองในปี 2568 ว่าเส้นทางของพรรคภูมิใจไทยเป็นแค่เรื่อง “บังเอิญ” ที่ไหลไปตามสถานการณ์การเมือง หรือมี “อะไร” ส่งให้อนุทินได้เป็นหัวหน้ารัฐบาล
ร่วมรัฐบาลแบบแอบหยิกหลัง เห็นต่างกฎหมายประชามติ - เลขาฯ พรรคประกาศกลางสภาไม่เอากาสิโน
หลังการจัดตั้งรัฐบาลมินต์ช็อกภายใต้การนำของเศรษฐา ทวีสิน จนผลัดเปลี่ยนเก้าอี้นายกรัฐมนตรีสู่แพทองธาร ชินวัตร พรรคภูมิใจไทยในฐานะพรรคที่มี สส. เป็นอันดับ 3 ในสภายังครองเก้าอี้รัฐมนตรีหลายกระทรวง โดยเฉพาะกระทรวงสำคัญอย่างกระทรวงมหาดไทยหรือ มท. 1 ซึ่งเป็นของอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ที่นั่งควบไปกับตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรี
ท่าทีของพรรคภูมิใจไทยที่เริ่มต่างไปจากแนวทางของพรรคร่วมรัฐบาล เริ่มปรากฏหลังสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ที่มาจากการ “เลือกกันเอง” ซึ่งถูกขนานนามว่าเป็น “สว. สีน้ำเงิน” เข้าทำงาน ความเชื่อมโยงของ สว. กับพรรคภูมิใจไทย นอกจากจะเห็นผ่าน “คดีโกงเลือก สว.” ที่มี สว. อย่างน้อย 136 คนถูกดำเนินคดีและมีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) จากพรรคภูมิใจไทยถูกกล่าวหาในคดีนี้ด้วย เช่น อนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ไชยชนก ชิดชอบ เลขาธิการพรรคภูมิใจไทย ยังปรากฏผ่านจุดยืนในการพิจารณากฎหมายที่ “คล้ายกัน” ในการ “แทงสวน” ข้อเสนอปลดล็อกเงื่อนไขเสียงข้างมากสองชั้นในการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยการออกเสียงประชามติ
ในการประชุมสภาเมื่อ 18 ธันวาคม 2567 อดิศร เพียงเกษ สส.พรรคเพื่อไทย ยังอภิปรายพาดพิงพรรคภูมิใจไทย ว่า “สภาผู้แทนราษฎรเห็นด้วยให้มี (เสียงข้างมาก) ชั้นเดียว ทุกพรรคการเมืองก็ตั้งคณะกรรมาธิการไป ต่อมาผมก็ผิดหวัง อยู่ๆ ไปงดออกเสียง ไปกลับคำไปกลับลำในสิ่งที่ตนเองลงมติไว้ ทราบข่าวว่าจะงดออกเสียงอีก ไปบั่นทอนอำนาจสูงสุดที่ประชาชนมอบให้ ไปร่วมกับทางสภารากฝอยได้ยังไง อย่าโกรธกันนะครับ การพูดวันนี้พูดด้วยน้ำตา พรรคร่วมรัฐบาลด้วยกัน แถลงนโยบายด้วยกัน… (อ่านคำแถลงนโยบาย) พรรคร่วมรัฐบาลต้องปฏิบัติตามนี้ ถ้าไม่ปฏิบัติตามนี้ แล้วจะลงเรือลำเดียวกันได้ยังไงต่อไป ผมรู้ว่าคุณขวางอันนี้เพื่อถ่วงไม่ให้แก้รัฐธรรมนูญ ซึ่งมันแก้ยากอยู่แล้ว”
นอกจากกฎหมายประชามติ ซึ่งสัมพันธ์ต่อการทำประชามติตลอดกระบวนการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ยังมีอีกหนึ่งร่างกฎหมายที่เป็นนโยบายของรัฐบาลอย่างร่างพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจสถานบันเทิงครบวงจร หรือ Entertainment Complex ที่สส. ในพรรคภูมิใจไทยประกาศจุดยืนกลางสภาว่า “ไม่เอากาสิโน”
โดยคณะรัฐมนตรี (ครม.) เสนอร่างกฎหมายดังกล่าวเข้าสภาเมื่อ 1 เมษายน 2568 และเดิมคาดว่าจะได้พิจารณาในวันที่ 9 เมษายน 2568 อย่างไรก็ดี รัฐบาลได้ประกาศว่าจะเลื่อนออกไป และในการประชุมวันดังกล่าวสภาถกประเด็นกำแพงภาษีสหรัฐอเมริกา แต่ก่อนจะอภิปรายญัตติกำแพงภาษี ไชยชนก ชิดชอบ อภิปรายว่า “ผมนายไชยชนก ชิดชอบ ลูกชายคนโตของนายเนวิน และนางกรุณา ชิดชอบ เลขาธิการพรรคภูมิใจไทย จะไม่มีวันเห็นด้วยกับกาสิโน และไม่ใช่แค่ พ.ร.บ.ฉบับนี้ แต่ทุกๆ พ.ร.บ.หลังจากนี้ แม้กระทั่ง พ.ร.บ.ของพรรคภูมิใจไทย ที่เราคิดขึ้นมาแล้วนำเสนอเพื่อประโยชน์ของประเทศไทยอย่างบ้านเกิดเมืองนอน ผมก็จะไม่พิจารณา เพราะว่าสำหรับผมและทุกอย่างที่ผมได้ศึกษามา มันมีเรื่องที่เร่งด่วนกว่าอย่างมหาศาล”
ด้านหัวหน้าพรรคอย่างอนุทิน ชี้แจงว่ากรณีดังกล่าวเกิดจากการ “ผิดคิว” ไชยชนกแค่พูดในนามส่วนตัว
ภูมิใจไทยถอนตัวพรรคร่วมรัฐบาล เรียกร้องนายกฯ ลาออก หลังคลิปหลุดแพทองธารคุยฮุนเซน
ช่วงก่อนการปรับครม. เริ่มมีสัญญาณ “ทวงเก้าอี้ มท. 1” คืนจากพรรคภูมิใจไทย โดยเห็นได้จากบทสัมภาษณ์ของทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่ให้สัมภาษณ์เมื่อ 30 พฤษภาคม 2568 ว่าถ้าอยากทำงานให้ได้ผล พรรคเพื่อไทยต้องตัดสินใจเพื่อให้นโยบายถึงประชาชนจริงๆ ก็ต้องให้กระทรวงมหาดไทยอยู่ในความดูแลของพรรคเพื่อไทย สำหรับประเด็นว่าถ้าพรรคเพื่อไทยเอากระทรวงมหาดไทยกลับมา พรรคภูมิใจไทยจะถอนตัวจากพรรคร่วมรัฐบาลหรือไม่ ทักษิณระบุว่า “คิดว่าน่าจะคุยกันรู้เรื่อง คงไม่ถอนมั้ง เราไม่อยากให้เขาถอนอะ ก็อยู่ด้วยกันมา”
ต่อมาเมื่อ 17 มิถุนายน 2568 อนุทิน ชาญวีรกูลให้สัมภาษณ์ว่าหากถูกยึดกระทรวงมหาดไทย ก็พร้อมเป็นฝ่ายค้าน และถ้าหากมีการปรับ ครม. จะต้องรื้อ Memorandum Of Understanding (MOU) มาคุยใหม่ทั้งหมด ในวันถัดมา 18 มิถุนายน 2568 คลิปเสียงบทสนทนาระหว่างแพทองธารกับสมเด็จฯ ฮุน เซน ถูกเผยแพร่ต่อสาธารณะ โดยมีเนื้อหากล่าวถึงความขัดแย้งระหว่างไทย-กัมพูชา และพาดพิงถึงกองทัพไทย ในวันเดียวกันนั้นเอง พรรคภูมิใจไทยก็ประกาศถอนตัวจากพรรคร่วมรัฐบาล ให้รัฐมนตรีของพรรคภูมิใจไทยลาออก และเรียกร้องให้แพทองธาร นายกรัฐมนตรีลาออกจากตำแหน่ง
ขณะที่พรรคการเมืองอื่นๆ พรรคพลังประชารัฐ พรรคไทยสร้างไทย เรียกร้องให้นายกรัฐมนตรีลาออก ด้านพรรคประชาชน มีข้อเรียกร้องแตกต่างจากพรรคการเมืองอื่นๆ คือเรียกร้องให้ยุบสภา
วันถัดมา ฝั่ง สว. ก็เริ่มเคลื่อนไหว 19 มิถุนายน 2568 พล.อ.สวัสดิ์ ทัศนา สว. ฝั่งข้างมากในวุฒิสภา หนึ่งในผู้ถูกดำเนินคดีโกงเลือก สว. ในฐานะประธานกรรมาธิการทหารและความมั่นคงของรัฐ วุฒิสภา พร้อมคณะ สว. แถลงเรียกร้องขอให้ แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ลาออกจากตำแหน่ง พร้อมทั้งยื่นคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เพื่อถอดถอนแพทองธารออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ต่อมาแพทองธารแถลงขอโทษประชาชนต่อกรณีคลิปเสียง
20 มิถุนายน 2568 สว. 36 คน นำโดย พล.อ.สวัสดิ์ ทัศนา ยื่นศาลรัฐธรรมนูญให้แพทองธารหยุดปฏิบัติหน้าที่และถอดถอนออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ปมคลิปเสียงสนทนากับฮุนเซน ขอให้วินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญมาตรา 170 วรรค 3 ประกอบมาตรา 82 ว่า ความเป็นนายกรัฐมนตรีของนางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรีสิ้นสุดลงเฉพาะตัว ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 170 วรรคหนึ่ง (4) ประกอบมาตรา 160 (4) และ (5) หรือไม่
23 มิถุนายน 2568 ที่ประชุม ป.ป.ช. มีมติเอกฉันท์รับตรวจสอบปมคลิปเสียงบทสนทนาแพทองธาร ชินวัตร และฮุน เซน โดยเป็นการตรวจสอบด้วยการถอดเทปและแปลภาษาต่างประเทศให้ถูกต้องเพื่อเป็นพยานหลักฐานสำคัญทางคดี
ชิงเปิดเกมรุกอภิปรายไม่ไว้วางใจ ดักทางไม่ให้ยุบสภา
หลังย้ายขั้วมาเป็นพรรคฝ่ายค้าน 24 มิถุนายน 2568 พรรคภูมิใจไทยมีประชุม สส.ประจำสัปดาห์ นับเป็นการประชุมครั้งแรกภายหลังที่ถอนตัวจากพรรคร่วมรัฐบาลใน ครม. แพทองธาร ชินวัตร พรรคภูมิใจไทยมีมติยืนยันจะยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรี ตามรัฐธรรมนูญ 2560 มาตรา 151 ในวันเปิดสมัยประชุมสภาผู้แทนราษฎร วันที่ 3 กรกฎาคม 2568 พร้อมกันนี้ พรรคภูมิใจไทยได้เชิญชวนพรรคร่วมฝ่ายค้าน อาทิ พรรคประชาชน พรรคพลังประชารัฐ พรรคเป็นธรรม และพรรคไทยสร้างไทย ร่วมลงชื่อยื่นญัตติดังกล่าว เพื่อร่วมกันตรวจสอบการทำงานของฝ่ายบริหารอย่างมีประสิทธิภาพ
29 มิถุนายน 2568 เฟซบุ๊กแฟนเพจพรรคภูมิใจไทยโพสต์ภาพอินโฟกราฟฟิก “ประเทศไทยไปทางไหน” ระบุฉากทัศน์ทางการเมือง โดยทำกรอบข้อความสีเขียว (นายกรัฐมนตรี) ลาออก ระบุข้อความว่า นายกรัฐมนตรี พ้นจากตำแหน่ง กลไก สส. และสภายังอยู่ง สรรหานายกรัฐมนตรี ใหม่ จากรายชื่อนี้ อนุทิน พล.อ.ประยุทธ์ พีระพันธุ์ ชัยเกษม จุรินทร์
ทั้งนี้ ตามรัฐธรรมนูญ 2560 มาตรา 151 วรรคสอง กำหนดว่าหากมีการเสนอญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจแล้ว ห้ามยุบสภา ซึ่งหากสส. พรรคฝ่ายค้านเดินหน้าอภิปรายไม่ไว้วางใจ ไม่ว่าอย่างไรรักษาการนายกรัฐมนตรีก็ไม่อาจชิงยุบสภาระหว่างนี้ได้เพราะรัฐธรรมนูญกำหนดไว้ชัด ซึ่งก็สอดคล้องกับแนวทางของพรรคภูมิใจไทยที่เรียกร้องให้นายกรัฐมนตรี “ลาออก” ไม่ได้เรียกร้องให้ยุบสภา อย่างไรก็ดี หลังศาลรัฐธรรมนูญมีมติเสียงข้างมาก 7:2 สั่งแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี หยุดปฏิบัติหน้าที่เมื่อ 1 กรกฎาคม 2568 วันต่อมา 2 กรกฎาคม 2568 แนน บุณย์ธิดา สมชัย โฆษกพรรคภูมิใจไทยออกมาแถลงว่าพรรคจะยังไม่ยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจจนกว่าศาลรัฐธรรมนูญจะมีคำวินิจฉัย
กฤษฎีกาแจงรักษาการนายกฯ ยุบสภาไม่ได้
หลังศาลรัฐธรรมนูญสั่งแพทองธารหยุดปฏิบัติหน้าที่ ในการประชุม ครม. นัดพิเศษ เมื่อ 3 กรกฎาคม 2568 มีการหารือประเด็นอำนาจรักษาการนายกรัฐมนตรีว่าสามารถยุบสภาได้หรือไม่ ซึ่งปกรณ์ นิลประพันธ์ เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา ระบุว่า จากการศึกษาข้อมูลทางวิชาการของกฤษฎีกามีความเห็นว่า รักษาการนายกรัฐมนตรีไม่สามารถยุบสภาได้ เพราะรัฐธรรมนูญของไทยยึดโยงมาจากอังกฤษ อย่างไรก็ดี ในการประชุมครม. นัดนั้น ที่ประชุมครม. ไม่ได้บันทึกการประชุมในวาระหารือเรื่องดังกล่าวจึงไม่ได้เผยแพร่เป็นมติ ครม.
อย่างไรก็ดี แม้ตัวแทนจากหน่วยงานที่เป็นที่ปรึกษากฎหมายของรัฐอย่างคณะกรรมการกฤษฎีกาจะแจงว่ารักษาการนายกรัฐมนตรีไม่มีอำนาจยุบสภา แต่มือกฎหมายของพรรคเพื่อไทยอย่างชูศักดิ์ ศิรินิล ก็แสดงความเห็นว่ารักษาการนายกรัฐมนตรีมีอำนาจยุบสภาได้ ซึ่งก็มีนักวิชาการที่เคยอธิบายไว้แนวทางนี้เช่นกัน อาทิ วิษณุ เครืองาม อมร วาณิชวิวัฒน์ อดีตโฆษกกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ
แพทองธารพ้นตำแหน่ง พรรคส้มเปิดเงื่อนไขแลกโหวตนายกฯ น้ำเงินรับทันที
29 สิงหาคม 2568 ศาลรัฐธรรมนูญมีมติวินิจฉัยให้แพทองธาร ชินวัตร พ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี เนื่องด้วยฝ่าฝืนจริยธรรมร้ายแรง จากกรณีคลิปเสียงการสนทนา ส่งผลให้ครม. ทั้งคณะต้องพ้นจากตำแหน่ง แต่ยังคงสถานะรักษาการจนกว่าจะมีรัฐบาลชุดใหม่ เวลาต่อมา แพทองธาร แถลงน้อมรับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ และยืนยันในความบริสุทธิ์ใจ
ในวันเดียวกันนั้นเอง พรรคประชาชน นำโดย ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคเปิดแถลงข่าวด่วน ประกาศจุดยืนทางการเมืองยื่น 3 เงื่อนไข แลกกับการโหวตสนับสนุนแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีคนใหม่ คือ 1) นายกรัฐมนตรีคนใหม่ต้องยุบสภาภายใน 4 เดือน 2) ต้องจัดทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญใหม่ทั้งฉบับ และ 3) พรรคประชาชนจะไม่เข้าร่วมรัฐบาล และจะไม่มีสมาชิกคนใดของพรรคไปรับตำแหน่งรัฐมนตรี โดยจะทำหน้าที่ฝ่ายค้าน
ด้านอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย นำทีมภูมิใจไทย เดินทางไปยังพรรคประชาชนเพื่อเจรจากับณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิในวันนั้น พร้อมทั้งแสดงจุดยืนว่าต้องการแก้ไขเรื่องรัฐธรรมนูญและพร้อมยุบสภาคืนอำนาจให้ประชาชน ต่อมาภูมิธรรม เวชยชัย รักษาการรองนายกรัฐมนตรีและ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ประกาศจับมือเดินหน้าตั้งรัฐบาลชุดใหม่ กับพรรคร่วมรัฐบาลเดิมจากการประชุมหารือกันแล้ว โดยพรรคที่มาร่วมหารือ ได้แก่ พรรครวมไทยสร้างชาติ พรรคประชาธิปัตย์ พรรคประชาชาติ พรรคชาติไทยพัฒนา
หลังจากตอบรับเงื่อนไข 3 ข้อ ของพรรคประชาชนแล้ว อนุทินก็ได้เดินสายเข้าพบพรรคกล้าธรรมเพื่อทาบทามให้โหวตหนุนอนุทินเป็นนายกรัฐมนตรี ในวันที่ 29 สิงหาคม 2568 มีรายงานว่าพรรคภูมิใจไทยสามารถรวมเสียงได้มากกว่า 280 เสียงแล้ว ประกอบด้วย
พรรคภูมิใจไทย 69 เสียง
พรรคประชาชน 143 เสียง
พรรคกล้าธรรม 25 เสียง
พรรคพลังประชารัฐ 20 เสียง
พรรคประชาธิปัตย์ 4 เสียง
พรรครวมไทยสร้างชาติ กลุ่มของนายสุชาติ ชมกลิ่น 16 คน
พรรคเล็ก 4 เสียง
พรรคไทยสร้างไทย 2 เสียง
พรรคเป็นธรรม 1 เสียง
ท่ามกลางสถานการณ์การเร่งดีลเสียงโหวตนายกรัฐมนตรีคนใหม่ สำนักเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรออกหนังสือนัดประชุม สส. 3-5 กันยายน 2568 ร.ต.อาพัทธ์ สุขะนันท์ เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร เปิดเผยว่าวาระการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ที่ได้ ออกระเบียบวาระการประชุม ครั้งที่ 18 เป็นพิเศษ ระหว่างวันที่ 3-5 กันยายน 2568 โดยเริ่มประชุมเวลา 09:00 น. นั้น เป็นการออกวาระตามปกติ ที่วิป 2 ฝ่าย ฝ่ายค้านและฝ่ายรัฐบาลได้ตกลงกันไว้ก่อนหน้านี้ แต่หากทางวิป 2 ฝ่าย ตกลงกันได้ก็สามารถประสานไปยังประธาน สส. เพื่อเพิ่มวาระการโหวตนายกรีฐมนตรีได้
หลังการประกาศรวมเสียง 280 เสียงของอนุทิน ชาญวีรกูลแล้ว ภูมิธรรม เวชยชัย ให้สัมภาษณ์ว่า มั่นใจพรรคร่วมรัฐบาลยังจับมือกันแน่น หลังฝั่งตรงข้ามอ้างว่ารวมเสียงได้ 280 เสียง แต่ขึ้นอยู่กับพรรคประชาชนว่าจะเชื่อเครดิตใครมากกว่า พร้อมยกประเด็นเรื่องที่ดินเขากระโดงและโกงเลือก สว. ที่มีความเกี่ยวข้องกับอนุทิน ชาญวีรกูลและพรรคภูมิใจไทย
ในคืนนั้นเอง อนุทิน นำสส.พรรคพลังประชารัฐ พรรครวมไทยสร้างชาติ กลุ่มสุชาติ ชมกลิ่น พร้อมด้วย ศักดิ์ดา วิเชียรศิลป์ สส. แบบแบ่งเขต จังหวัดกาญจนบุรี พรรคเพื่อไทย แถลงรับเงื่อนไขพรรคประชาชน ประกาศความพร้อมในการเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลเฉพาะกิจ
บวรศักดิ์แจง พระมหากษัตริย์ไทยทรงมีอำนาจปฏิเสธการยุบสภาได้
ท่ามกลางกระแสเสียงปริ่มน้ำในการจัดตั้งรัฐบาลชุดใหม่ของพรรคเพื่อไทย ข้อเรียกร้องในการ “ล้างกระดาน” ยุบสภา-เลือกตั้งใหม่ก็ปรากฎขึ้น ซึ่งก็ยังเป็นที่ถกเถียงกันว่าภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีที่ปฏิบัติหน้าที่แทนนายกรัฐมนตรีสามารถทูลเกล้าฯ ยุบสภาได้หรือไม่
ในวันที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย ชูศักดิ์ ศิรินิล ย้ำความเห็นเดิมว่ารัฐบาลรักษาการสามารถยุบสภาได้ ต่อมาวันที่ 30 สิงหาคม 2568 ปกรณ์ นิลประพันธ์ เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา ให้สัมภาษณ์ระบุว่า ตามความเห็นส่วนตัว รักษาการนายกรัฐมนตรีไม่สามารถยุบสภาได้ เพราะเป็นอำนาจเฉพาะของนายกรัฐมนตรี หากฝืนทำต้องพิจารณาให้รอบคอบ และต้องรับผิดชอบไม่ให้กระทบกระเทือนเบื้องพระยุคลบาท
บวรศักดิ์ อุวรรณโณ อดีตประธานคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ปี 2558 หลังการรัฐประหารของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ในปี 2557 ก็โพสต์ผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวว่า รัฐบาลรักษาการมีอำนาจยุบสภาได้เพราะไม่มีกฎหมายห้ามไว้ในรัฐธรรมนูญ แต่ก็เป็นพระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์เช่นกันที่จะปฏิเสธการยุบสภา
บวรศักดิ์เห็นว่า ข้อจำกัดอำนาจของรัฐบาลรักษาการในรัฐธรรมนูญ 2560 มาตรา 169 ไม่ได้ห้ามการใช้อำนาจยุบสภา แต่การยุบสภาถูกระบุไว้ในมาตรา 103 วรรคหนึ่งว่า “พระมหากษัตริย์ทรงไว้ซึ่งพระราชอำนาจยุบสภาผู้แทนราษฎร” เพราะการยุบสภาต้องตราเป็นพระราชกฤษฎีกา ในแง่นี้ หมายความว่ารักษาการนายกรัฐมนตรีสามารถถวายคำแนะนำให้มีการยุบสภาผ่านร่างพระราชกฤษฎีกาให้แก่พระมหากษัตริย์ได้
อย่างไรก็ตามบวรศักดิ์กล่าวว่า หากพระมหากษัตริย์ลงพระปรมาภิไธยสภาก็จะถูกยุบ แต่หากไม่ทรงลงพระปรมาภิไธยก็จะทำให้สภาอยู่ต่อไป ภายใต้รัชสมัยของยุครัชกาลที่ 9 และรัชกาลที่ 10 ยังไม่เคยปรากฎกรณีว่าพระมหากษัตริย์ทรงปฏิเสธการยุบสภา จึงยังไม่เคยมีประเพณีดังกล่าว แต่บวรศักดิ์ลงความคิดเห็นส่วนตัวว่า พระมหากษัตริย์ไทยทรงมีอำนาจปฏิเสธการยุบสภาได้โดยเฉพาะเมื่อทรงเห็นว่าคนถวายคำแนะนำพ้นตำแหน่งไปแล้วและเป็นรัฐบาลรักษาการ
บวรศักดิ์ยังอ้างประเพณีการปกครองเพิ่มเติมว่า หลักกฎหมายรัฐธรรมนูญทั่วไป รัฐบาลรักษาการจะทำได้เฉพาะงานประจำแต่ห้ามทำงานนโยบาย การใช้อำนาจกฤษฎีกาที่มีผลร้ายแรงขนาดทำให้สภาผู้แทนราษฎรพ้นตำแหน่งทั้งสภาจึงไม่ควรจะทำได้ ดังนั้นจึงหมายความว่า รัฐบาลรักษาการไม่ได้ถูกห้ามในกฎหมายหากจะใช้อำนาจยุบสภา แต่อาจผิดประเพณีการปกครอง อีกทั้งยังขึ้นอยู่กับการใช้พระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์
ด้านภูมิธรรม เวชยชัย ให้สัมภาษณ์ก่อนประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) นัดพิเศษ ว่า ตัวเลข 288 เสียงของพรรคภูมิใจไทยเป็นเพียง ‘โฆษณาชวนเชื่อ’ และ ‘ฝันกลางวัน’ ส่วนตัวเชื่อว่าพรรคประชาชนต้องใช้เหตุผลว่าจะร่วมงานกับเพื่อไทยหรือภูมิใจไทย ส่วนข้อเสนอที่พรรคประชาชนให้มา เพื่อไทยไม่มีข้อขัดแย้งใดๆ พร้อมระบุด้วยว่า รักษาราชการแทนนายกรัฐมนตรี ‘มีอำนาจยุบสภา’ แต่ยังไม่ใช่วันนี้
ในวันเดียวกัน ชูศักดิ์ ศิรินิล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงผลประชุม ครม. นัดพิเศษ ว่า ครม. ทั้งคณะพ้นจากตำแหน่ง แต่ยังทำหน้าที่รักษาการต่อไป โดยที่ประชุมมีมติเลือกภูมิธรรมปฏิบัติหน้าที่นายกรัฐมนตรี พร้อมแต่งตั้ง นพ.พรหมินทร์ เลิศสุริย์เดช เป็นเลขาธิการนายกรัฐมนตรี
ด้านสส. พรรคไทยสร้างไทย หรั่ง ธุระพล และอดิศักดิ์ แก้วมุงคุณทรัพย์ เดินทางเข้าที่ทำการพรรคภูมิใจไทย หลังประกาศหนุนอนุทินเป็นนายกรัฐมนตรี ทั้งนี้มีรายงานอีกว่า สส.พรรคไทยสร้างไทยทั้ง 6 คน ตัดสินใจสนับสนุนอนุทินเป็นนายกรัฐมนตรี เมื่อถามถึงคุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ หัวหน้าพรรคไทยสร้างไทย สส.ระบุว่า ไม่เกี่ยวกัน เพราะตนมีเอกสิทธิ์ในการเลือก
ภายหลังช่วงเวลาเพื่อไทย-ภูมิใจไทยขับเคี่ยวรวมเสียงโหวตนายกรัฐมนตรี ณัฐพงษ์ เรืองปัญญวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน แถลงข่าวระบุ ยังไม่ประกาศจับมือกับใครในตอนนี้ รอหารือ สส. จากที่ประชุมผู้บริหารพรรค-สส.พรรคช่วงบ่ายของวันที่ 1 กันยายน 2568 ณัฐพงษ์ยืนยันไม่รับข้อเสนอดีลลับ ต้องส่งระดับผู้บริหารพรรคมาคุยทางการที่พรรคเท่านั้น
พรรคเพื่อไทยรับเงื่อนไขพรรคประชาชน วอนลืมเรื่องเก่าแล้วร่วมมือกัน
31 สิงหาคม 2568 พรรคเพื่อไทยออกแถลงการณ์อย่างเป็นทางการ ประกาศนัดหมายพรรคประชาชน เพื่อเจรจาหาทางออกให้ประเทศ ในเวลา 14.00 น. ณ ที่ทำการพรรคประชาชน พร้อมทั้งประกาศ ‘ยอมรับทุกเงื่อนไข’ ของพรรคประชาชนพร้อมเสนอรายละเอียดเพิ่มเติมให้มีการตั้งคำถามในประชามติเกี่ยวกับการคงไว้หรือยกเลิก MOU ปี 2543 และ 2544 รวมถึงเร่งรัดคดีที่อยู่ในความสนใจของประชาชน เช่น คดีที่ดินเขากระโดง และคดีโกงเลือก สว.
ในวันเดียวกัน แกนนำพรรคเพื่อไทย นำโดย ภูมิธรรม เวชยชัย กรรมการบริหารพรรคเพื่อไทย เดินทางไปยังที่ทำการพรรคประชาชนเพื่อเจรจาตามนัดหมาย โดยมีแกนนำพรรคร่วมรัฐบาลเดิมบางส่วนร่วมเดินทางไปด้วย ภูมิธรรมให้สัมภาษณ์ว่า บรรยากาศการพูดคุยเป็นไปด้วยดีและราบรื่น พรรคเพื่อไทยได้แสดงเจตจำนงที่ชัดเจนในการยอมรับข้อเสนอทั้งหมด และพร้อมให้ความร่วมมือ โดยขณะนี้รอเพียงมติอย่างเป็นทางการจากพรรคประชาชนที่จะมีการประชุมในวันที่ 1 กันยายน 2568
ฟากฝั่งพรรคร่วมรัฐบาลเดิมอย่างพรรคประชาธิปัตย์ เฉลิมชัย ศรีอ่อน หัวหน้าพรรคให้สัมภาษณ์หลังการประชุมกรรมการบริหารพรรคว่า ยังไม่มีมติเข้าร่วมรัฐบาลกับพรรคเพื่อไทย แต่การแถลงร่วมจัดตั้งรัฐบาลเป็นเพียงมารยาท เนื่องจากยังร่วม ครม. เดียวกัน รอให้ฝุ่นจางแล้วจะเห็นภาพชัดในการตัดสินใจของพรรคประชาธิปัตย์
1 กันยายน 2568 สว. สำรอง นำโดย อุทัย อัตถาพร และ ธนวัฒน์ ศรีสุข เป็นตัวแทนยื่นหนังสือถึง ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส. แบบบัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาชน เสนอพรรคประชาชนตัดสินใจให้ดี เหตุบางพรรคเกี่ยวโยงคดีโกง สว. และเคยขวางแก้รัฐธรรมนูญ
หลังตัวแทนจากพรรคเพื่อไทยเจรจาพรรคประชาชนตั้งรัฐบาลแล้ว ภูมิธรรม เวชยชัย แจงสถานการณ์การพูดคุยว่า วันนี้อยากให้ลืมเรื่องเก่าๆ ไป มาร่วมกันตั้งรัฐบาล หากปล่อยให้พรรคเพื่อไทยกับพรรคประชาชนเป็นฝ่ายค้าน 360 เสียง โดยมีรัฐบาล 143 เสียง อาจไม่มีประเทศไหนมาเจรจาด้วย เพราะไม่มีความเชื่อมั่น ทั้งหมดนี้อยู่ในอำนาจพรรคประชาชนที่จะตัดสินใจ นอกจากนี้ยังมีการกล่าวถึงกรณีโกงเลือก สว. และที่ดินเขากระโดงของพรรคภูมิใจไทย
สำหรับอำนาจยุบสภาที่เป็นไพ่ใบสุดท้ายของรัฐบาลเพื่อไทย พริษฐ์ วัชรสินธุ สส.พรรคประชาชนให้สัมภาษณ์ว่า จนมาถึงขณะนี้ รักษาการนายกรัฐมนตรีก็ยังมีอำนาจยุบสภา ซึ่งถ้าหากพรรคเพื่อไทยต้องการยุบสภา ก็สามารถดำเนินการได้โดยไม่ต้องรอพรรคประชาชนตัดสินใจทางใดทางหนึ่ง
2 กันยายน 2568 สรวงศ์ เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ในฐานะเลขาธิการพรรคเพื่อไทยให้สัมภาษณ์ถึงความคืบหน้า การประสานกับพรรคประชาชนเพื่อตั้งรัฐบาลว่า ช่วงนี้รอการประชุมของพรรคประชาชน ส่วนเรื่องการยุบสภาเป็นไปได้อยู่แล้ว และตนไม่ได้ให้สัมภาษณ์ว่าหากพรรคประชาชนไปเลือกอีกฝั่งหนึ่งจะยุบสภา แต่ให้สัมภาษณ์ว่าการยุบสภาเป็นไปได้เสมอ นอกจากนี้ยังกล่าวว่า ยุบสภาไม่ใช่ไพ่ใบสุดท้ายของเพื่อไทย แต่เป็นสิ่งหนึ่งที่ทางกฎหมายสามารถทำได้ และจะทำหรือไม่ทำก็เป็นอำนาจของผู้ปฏิบัติหน้าที่แทนนายกรัฐมนตรี และยืนยันว่าในการประชุมคณะรัฐมนตรีวันนี้ไม่มีการพูดถึงเรื่องยุบสภา
เดชอิศม์ ขาวทอง รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ในฐานะเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ พรรคร่วมรัฐบาลเดิม ให้สัมภาษณ์กรณีท่าทีพรรคประชาธิปัตย์ในการจับขั้วรัฐบาลหัวหน้าพรรคกับเลขาธิการพรรคไปทิศทางเดียวกันหรือไม่ว่า ยังเป็นไปในทางเดียวกันอยู่ ส่วนเรื่องที่พรรคประชาธิปัตย์จะสนับสนุนภูมิใจไทยหรือไม่ เดชอิศม์กล่าวว่า ส่วนตัวหากมติไปร่วมกับภูมิใจไทยตนคงต้องลาออกจากการเป็นสส. และยังกล่าวถึงประเด็นการพัฒนาท้องถิ่นที่งบประมาณจะมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับความผูกโยงกับการเป็นพื้นที่ของฝ่ายสีน้ำเงิน นอกจากนี้ยังกล่าวถึงคดีโกงเลือก สว. ที่เส้นทางการเงินมาจากคนกลุ่มเดียว เดชอิศม์ย้ำว่า หากไปร่วมกับพรรคภูมิใจไทยด้วยเท่ากับทรยศต่อชาติและประชาชน
แต่ในวันเดียวกันนั้นเอง เดชอิศม์ ก็กลับลำว่า การประกาศจะลาออกจาก สส.พรรคประชาธิปตย์ หากไปจับมือจัดตั้งรัฐบาลกับพรรคภูมิใจไทย เรื่องนี้ยังไม่ได้คุยกับเฉลิมชัย ศรีอ่อน หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และกล่าวต่อว่า การประกาศดังกล่าวเฉพาะสมัยนี้เท่านั้น ไม่มีผลผูกพันตลอดไป หากหลังเลือกตั้งสมัยหน้า ประชาธิปัตย์จะจับมือกับภูมิใจไทยก็ให้เป็นเรื่องของอนาคต
ต่อมาศุภชัย ใจสมุทร ประธานคณะทำงานฝ่ายกฎหมายพรรคภูมิใจไทย กล่าวถึงกรณีที่ เดชอิศม์ ขาวทอง รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ในฐานะเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ ที่ให้สัมภาษณ์กลับลำว่า ไม่ร่วมงานภูมิใจไทยแค่สมัยนี้ว่า ตนไม่อยากพูดถึงเดชอิศม์แล้ว แต่ดูเหมือนว่า เดชอิศม์ยังกล่าวถึงพรรคภูมิใจไทย จึงจำเป็นต้องชี้แจงประเด็นเขากระโดงยังอยู่ในขั้นตอนกฎหมาย และกล่าวว่า ผู้ครอบครองโฉนดที่ดินกว่า 900 ราย ไม่มีใครกระทำความผิด พร้อมท้าว่าหากมีความผิดก็ให้ดำเนินคดีได้เลย นอกจากนี้ยังแจงถึงประเด็นคดีโกงเลือก สว. ที่เดชอิศม์ได้อ้างถึงว่า อยากให้เดชอิศม์มาดีเบตกับตนว่ารู้อะไรเกี่ยวกับคดีโกงเลือก สว. บ้าง ทั้งๆ ที่ขณะนี้ คณะไต่สวนสอบสวนชุดที่ 26 ของ กกต. เพิ่งสอบอยู่ในขั้นตอนที่ 2 จาก 10 ขั้นตอน พร้อมบอกให้เดชอิศม์หยุดการกระทำที่กล่าวถึง 2 ประเด็นนี้
ทางฝั่งพรรคประชาชนมีวาระการประชุมทั่วไป ตามด้วยการหารือแลกเปลี่ยนความเห็นต่อแนวทางการตัดสินใจโหวตเลือกแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี คนที่ 32 ต่อเนื่องเป็นวันที่ 2 หลังการประชุมนัดพิเศษเมื่อวันที่ 1 กันยายน 2568 และยังไม่ได้ข้อสรุป ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า หลังการประชุมร่วมกับ สส. เสร็จสิ้นแล้ว จะมีการหารือกันภายในกรรมการบริหารพรรคอีกครั้ง เพื่อกำหนดมติของพรรคในการโหวตแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีที่ชัดเจนอย่างเป็นทางการต่อไป ทั้งนี้ก่อนการประชุมได้มีการเก็บอุปกรณ์สื่อสารทุกประเภทของผู้เข้าร่วมประชุมทุกคนไว้
ฝั่งภูมิใจไทย ในที่ประชุมของกรรมการบริหารพรรค ได้กำหนดกรอบและแนวทางนโยบายที่จะเริ่มดำเนินการภายใน 120 วัน หลังจากแถลงนโยบาย รวมถึงกรอบการลงพื้นที่ของฝ่ายบริหาร อาทิ การประชุมครม. สัญจร ซึ่งจะเน้นไปในพื้นที่ภัยพิบัติ และจังหวัดที่มีปัญหาชายแดนไทย – กัมพูชา เนื่องจากเป็นพื้นที่ที่ประชาชนจะต้องได้รับการดูแลเป็นลำดับแรกๆ
ฟากพรรคเพื่อไทย มีการประชุม สส. ประจำสัปดาห์ โดยมีแพทองธาร ชินวัตร ในฐานะหัวหน้าพรรคเพื่อไทย เข้าร่วมประชุมกับ สส. และมีศาสตราจารย์พิเศษ ชัยเกษม นิติสิริ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคเพื่อไทย มาร่วมด้วย
หลังจากนั้น ภูมิธรรม เวชยชัย ให้สัมภาษณ์ภายหลังมีกระแสข่าวว่า ที่ประชุม สส.พรรคประชาชน มีมติสนับสนุน อนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย เป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 32 ว่า ตนเพิ่งรับแจ้งว่า ไม่ใช่เรื่องจริง ส่วนเรื่องการเตรียมยุบสภา ภูมิธรรมกล่าวว่ายังไม่ได้เตรียมยุบสภา แต่ถ้าหากประชาชนและภูมิใจไทยประกาศจับมือกันเมื่อไหร่ ก็อาจต้องกลับมาพิจารณากันอีกครั้ง
พรรคประชาชนประกาศหนุนอนุทิน เพื่อไทยทิ้งไพ่ใบสุดท้ายยื่นทูลเกล้าฯ ยุบสภา
3 กันยายน 2568 ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส. แบบบัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาชน แถลงว่า ที่ประชุมคณะกรรมการบริหารพรรคมีมติชัดเจนว่า หากมีการประชุมสภาผู้แทนราษฎรเพื่อเลือกนายกรัฐมนตรี พรรคประชาชนจะโหวตสนับสนุน อนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย แต่ต้องอยู่ภายใต้ 5 เงื่อนไขสำคัญ ดังนี้
ยุบสภาภายใน 4 เดือน นับตั้งแต่วันที่แถลงนโยบายต่อรัฐสภา เพื่อเปิดทางให้มีการเลือกตั้งใหม่
หากศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าต้องทำประชามติก่อนแก้ไขมาตรา 256 รัฐบาลชุดใหม่ต้องจัดให้มีประชามติในประเด็นการจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่โดยเร็ว ไม่เกินวันเลือกตั้ง เพื่อนำไปสู่การตั้ง สภาร่างรัฐธรรมนูญ (สสร.) ที่มาจากการเลือกตั้ง
หากศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าไม่ต้องทำประชามติ พรรคภูมิใจไทยและพรรคประชาชนต้องร่วมผลักดันให้แก้ไขรัฐธรรมนูญเพิ่มเติมเพื่อกำหนดให้มีการจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่โดย สสร. ที่มาจากการเลือกตั้งให้แล้วเสร็จในวาระสภาชุดนี้
เพื่อสร้างหลักประกันการยุบสภาภายใน 4 เดือน พรรคภูมิใจไทยต้องไม่ดำเนินการใดๆ ที่ทำให้ตนเองเป็นรัฐบาลเสียงข้างมาก
พรรคประชาชนยืนยันจะอยู่ในสถานะฝ่ายค้านต่อไป ทำหน้าที่ตรวจสอบรัฐบาลเต็มที่ และจะไม่มีบุคคลใดจากพรรคเข้าร่วมเป็นรัฐมนตรี
หลังพรรคประชาชนประกาศสนับสนุนอนุทิน เป็นนายกรัฐมนตรี อนุทินก็ประกาศจัดตั้งรัฐบาลเสียงข้างน้อย 146 เสียง พร้อมขอบคุณพรรคประชาชนที่ให้ความร่วมมือและเสียสละเพื่อหาทางออกให้ประเทศไทยในช่วงวิกฤตสังคมและภัยธรรมชาติ และขอยืนยันว่า จะไม่ทำให้เจตนารมณ์และความเสียสละของพรรคประชาชนสูญเปล่า และจะรักษาข้อตกลงทั้ง 5 ข้อที่ให้ไว้กับพรรคประชาชนตลอดระยะเวลา 4 เดือนนับตั้งแต่ที่เข้าไปทำงานในฐานะรัฐบาล
เมื่อพรรคประชาชนประกาศสนับสนุนภูมิใจไทย ภูมิธรรม เวชยชัย ได้แถลงเพื่อยืนยันต่อสื่อว่าได้นำร่างพระราชกฤษฎีกายุบสภาผู้แทนราษฎร ขึ้นทูลเกล้าฯ แล้วตั้งแต่วันที่ 2 กันยายน 2568 ด้วยเหตุผลคือ ต้องการคืนอำนาจให้ประชาชนไปตัดสินใจ
สำนักงานองคมนตรีตีกลับร่างพ.ร.ฎ.ยุบสภา ระบุเป็นเรื่องที่มีข้อขัดแย้งว่าทำได้หรือไม่
3 กันยายน 2568 มีรายงานข่าวว่า สำนักงานองคมนตรี ในฐานะหน่วยงานกลั่นกรองหนังสือ และถวายความเห็นประกอบการกราบบังคมทูลเพื่อทรงมีพระบรมราชวินิจฉัยและทรงลงพระปรมาภิไธย ได้ส่งคืนร่างพระราชกฤษฎีกายุบสภาผู้แทนราษฎรกลับมาให้สำนักงานเลขาธิการคณะรัฐมนตรี โดยหนังสือนำส่งกลับคืนมาระบุว่า การกราบบังคมทูลร่างพระราชกฤษฎีกายุบสภาผู้แทนราษฎร ไม่เป็นไปตามแนวทางการนำเสนอเพื่อขอพระมหากรุณา เนื่องจากเป็นเรื่องที่มีปัญหาข้อขัดแย้งว่ากระทำได้หรือไม่ ประกอบกับเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ได้ทำความเห็นประกอบว่ารัฐบาลรักษาการไม่สามารถกราบบังคมทูลร่างพระราชกฤษฎีกายุบสภาได้ จึงไม่สามารถกราบบังคมทูลเพื่อทรงลงพระปรมาภิไธยได้
ซึ่งในหนังสือสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี ที่ นร 0508/ว101 เมื่อปี 2561 เคยส่งเวียนขอความร่วมมือกระทรวง กรม หน่วยงานต่างๆ ให้เรื่องที่จะนำขึ้นทูลเกล้าฯ ต้องทำอย่างรอบคอบ ระมัดระวัง และมีข้อมูลอันเป็นที่ยุติ
ฝั่งพรรคภูมิใจไทย ศุภชัย ใจสมุทร ประธานคณะทำงานฝ่ายกฎหมาย เข้าร้องทุกข์กล่าวโทษต่อพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจนครบาลดุสิต เพื่อให้ดำเนินคดีกับภูมิธรรม เวชยชัย ในข้อหาปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ส่วนกรณีการแจ้งความว่าอาจนำไปสู่การดำเนินคดีตามมาตราอื่น เช่น ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 เพิ่มเติมหรือไม่ ศุภชัยย้ำว่า ไม่เกี่ยวข้องกับมาตรา 112 แต่อย่างใด
นอกจากมาตรา 157 ที่ศุภชัย ใจสมุทร ได้ร้องทุกข์ต่อกรณียุบสภาของภูมิธรรมแล้ว สุรทิน พิจารณ์ สส.บัญชีรายชื่อพรรคประชาธิปไตยใหม่ พร้อมไทกร พลสุวรรณ นักเคลื่อนไหวทางการเมือง เข้าพบพนักงานสอบสวนกองบังคับการปราบปราม เพื่อแจ้งความดำเนินคดีกับภูมิธรรม ในความผิดประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ด้วยเหตุผลที่ว่า การที่ภูมิธรรม พยายามยื่นทูลเกล้าฯ ร่างพระราชกฤษฎีกายุบสภา ถือเป็นการกระทำที่มิบังควร เนื่องจากภูมิธรรมไม่มีอำนาจหน้าที่ที่สามารถกระทำได้ และการกระทำของภูมิธรรม แสดงเจตนาต้องการจะใช้สถาบันพระมหากษัตริย์มาเป็นเครื่องมือทางการเมือง
เพื่อไทยประกาศเสนอชื่อชัยเกษมเข้าชิง ยื่นข้อเสนอสุดท้ายยุบสภาทันที
แม้ว่าพรรคประชาชนประกาศว่าจะสนับสนุน อนุทิน ชาญวีรกูล เป็นนายกรัฐมนตรี คนที่ 32 ของประเทศไทย แต่เมื่อ 4 กันยายน 2568 วิสุทธิ์ ไชยณรุณ ประธานวิปรัฐบาล เปิดเผยว่า พรรคเพื่อไทย ยืนยันจะเสนอชื่อนายชัยเกษม นิติสิริ เข้าชิงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีร่วมกับอนุทิน
ด้านสรวงศ์ เทียนทอง เลขาธิการพรรคเพื่อไทยระบุข้อเสนอสุดท้าย หากเลือกชัยเกษม นิติสิริ เป็นนายกรัฐมนตรี จะยุบสภาทันทีเมื่อแถลงนโยบายต่อรัฐสภา สรวงศ์กล่าวถึงข้อเสนอสุดท้ายนี้ว่า ไม่ได้เป็นข้อเรียกร้องให้พรรคใดมาสนับสนุน แต่คือสิ่งที่ได้คุยกันแล้วว่าเป็นทางออกที่ดีที่สุดของประเทศในตอนนี้ ด้านอนุทินให้สัมภาษณ์กับสื่อต่อประเด็นดังกล่าวว่า มั่นใจพรรคประชาชนไม่เปลี่ยนใจ และกล่าวว่า พรรคประชาชนเองก็มั่นใจว่า อนุทินจะปฏิบัติตามข้อตกลงทุกอย่าง ซึ่งถือเป็นข้อตกลงที่ได้ทำร่วมกันเรียบร้อยแล้ว ไม่เช่นนั้นหัวหน้าพรรคประชาชนคงไม่ยอมลงนาม
หลังพรรคเพื่อไทยแถลงเงื่อนไขสุดท้ายแล้ว ชัยเกษม นิติสิริ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีจากพรรคเพื่อไทย แถลงจากบ้านพักส่วนตัว พร้อมด้วย ภูมิธรรม เวชยชัย และพ.ต.อ. ทวี สอดส่อง หัวหน้าพรรคประชาชาติ ชัยเกษมยืนยันว่าพรรคเพื่อไทยตอบรับทุกข้อเสนอของพรรคประชาชน และหากตนได้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี จะยุบสภาทันทีโดยไม่ต้องรอเวลาถึง 4 เดือน เพื่อคืนอำนาจให้ประชาชน จะปฏิบัติตามเงื่อนไขนี้โดยไม่มีข้อเปลี่ยนแปลง ไม่มีเงื่อนไขเพิ่มเติมใดๆ
ฝั่งพรรคประชาชนณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ยืนยันว่าแถลงการณ์จากพรรคเพื่อไทยไม่ได้ทำให้ไขว้เขว จะไม่มีการเสนอฟรีโหวต สส.พรรคประชาชนทุกคนพร้อมปฏิบัติตามมติของพรรคคือ โหวตเลือกอนุทิน ชาญวีรกูล เป็นนายกรัฐมนตรี ระบุว่า ตลอดระยะเวลาในวันที่ 4 กันยายน 2568 ได้เห็นความชัดเจนของพรรคเพื่อไทยในการเสนอชื่อนายชัยเกษม นิติสิริ เป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี และที่ได้เรียกร้องความชัดเจนจากนายภูมิธรรม เวชชัยรักษาการนายกรัฐมนตรี แต่แน่ชัดแล้วว่า ไม่มีการเดินหน้าเรื่องยุบสภา หลังจากนี้ก็ต้องเดินหน้าสู่การโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีต่อไป
สำหรับกรณีการแจ้งความดำเนินคดีต่อภูมิธรรมสืบเนื่องจากกรณีทูลเกล้าฯ ยุบสภา ศุภชัย ใจสมุทร ประธานคณะทำงานฝ่ายกฎหมาย พรรคภูมิใจไทย โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก Suphachai Jaismut ระบุว่า ตัดสินใจจะไม่ดำเนินคดีอาญากับภูมิธรรม และจะถอนคำร้องทุกข์กล่าวโทษกับพนักงานสอบสวน ขณะเดียวกัน สุรทิน พิจารณ์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปไตยใหม่ และไทกร พลสุวรรณ นักเคลื่อนไหวทางการเมือง เข้าพบพนักงานสอบสวนกองบังคับการปราบปราม เพื่อถอนแจ้งความ หลังวันที่ 3 กันยายน 2568 ได้เข้าแจ้งความดำเนินคดีภูมิธรรม ในความผิดตามมาตรา 112 จากกรณีพยายามยื่นทูลเกล้าฯ ร่างพระราชกฤษฎีกายุบสภา
ไทกร ยอมรับว่า สาเหตุที่แจ้งความภูมิธรรม เพราะเห็นว่ากระบวนการที่ภูมิธรรมกำลังทำอยู่ คือการผลักดันให้พระมหากษัตริย์ทรงเข้าไปอยู่ระหว่างศึกแย่งชิงอำนาจทางการเมือง แต่เมื่อคืนนี้ วันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร ได้ออกหนังสือเรียกประชุมสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เพื่อให้มีการเลือกนายกรัฐมนตรีในวันที่ 5 กันยายน 2568 ทำให้ตนเองสบายใจได้ว่าจะไม่มีความพยายามที่จะดำเนินการยุบสภาอีกแล้ว
แม้จะถอนแจ้งความ แต่คดียังต้องเดินหน้าต่อ เนื่องจากความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 อยู่ในลักษณะ 1 ความผิดต่อความมั่นคงแห่งราชอาณาจักร หมวด 1 ความผิดต่อพระมหากษัตริย์ฯ เป็นความผิดต่อแผ่นดินที่ยอมความไม่ได้ การริเริ่มคดีไม่ต้องอาศัยผู้เสียหายเป็นคนแจ้งความ แต่ “ใครก็ได้” เมื่อริเริ่มไปแล้วรัฐมีหน้าที่ต้องสอบสวนต่อแม้ผู้ร้องทุกข์จะถอนแจ้งความก็ตาม
สภาโหวตส่งอนุทินเป็นนายกฯ คนที่ 32 ตั้งรัฐบาลเสียงข้างน้อย ท่ามกลางข้อครหาเขากระโดง-โกงเลือก สว.
5 กันยายน 2568 ที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรมีมติเลือกอนุทิน ชาญวีรกูล เป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 32 ของประเทศไทย ด้วยคะแนนเสียง 311 เสียง เกินกึ่งหนึ่งของ สส. ทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ 492 คน ขณะที่ชัยเกษมได้รับเสียงเห็นชอบ 152 เสียง และมีผู้โหวตงดออกเสียงอีก 27 เสียง
หลังการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกูล เดินทางเข้าที่ทำการพรรคภูมิใจไทยเป็นครั้งแรกหลังจากได้รับการโหวตให้เป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 32 เมื่อสื่อสัมภาษณ์เกี่ยวกับประเด็นเขากระโดง อนุทินรุบะว่า ทุกอย่างทำตามกฎหมาย แต่หากพูดไปมากเดี๋ยวจะไปขัดแย้งกัน ทุกอย่างจะใช้กฎหมายอย่างเต็มที่ ทั้งเรื่องที่ดินเขากระโดง และเรื่องโกงเลือก สว. ขณะที่อะไรก็ตามที่จงใจใส่ร้ายป้ายสีเพื่อประโยชน์ของพวกเขาเอง ตนจะติดตามอย่างใกล้ชิดและเปิดเผย ใช้กฎหมายให้เป็นที่ยอมรับของทุกคนให้ปราศจากข้อสงสัยพร้อมย้ำว่าพวกเราไม่ได้ทำ ทั้งนี้เมื่อเราไม่ได้ทำก็ไม่มีใครสามารถเอาผิดพวกเราได้ ยกเว้นพวกที่จะเอาเรื่องนี้มาใส่ร้ายป้ายสี และไม่ขอบอกว่าใคร เท่าที่ติดตามดูก็เห็นอยู่แล้วว่าใคร
7 กันยายน 2568 คณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษที่ 24/2568 ของกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) เปิดเผยความคืบหน้าของคดีอั้งยี่และฟอกเงินในการเลือก สว. ว่า ภาพรวมการสอบสวนพยานยังคงเป็นไปอย่างล่าช้า โดยในคดีนี้ได้ตรวจสอบและพบว่ามีคนเกี่ยวข้อง 1,200 คน และได้มีการสืบพยานไปแล้ว 90 ปาก เนื่องจากพยานส่วนใหญ่ไม่ให้ความร่วมมือ พยานที่เข้ามาให้ปากคำมักให้การปฏิเสธว่าไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง ไม่ทราบเรื่องเส้นทางการเงิน หรือไม่รู้เห็นกับขบวนการ อย่างไรก็ตาม มีพยานบางรายจากจังหวัดหนึ่งยอมรับสารภาพว่า ตนได้รับเงินเพื่อมาลงสมัคร สว. โดยมีหน้าที่เพียงแค่ลงคะแนนให้คนอื่น
ในส่วนของพยานที่ถูกออกหมายเรียก 24 รายในจังหวัดบุรีรัมย์ ล่าสุดยังไม่มีผู้ใดเข้าพบพนักงานสอบสวน ทาง DSI ระบุว่าจะไม่เร่งรัดหรือกดดัน แต่จะใช้วิธีลงพื้นที่เพื่อเข้าพบพยานอีกครั้ง รวมถึงพยานในจังหวัดอื่นที่ขอเลื่อนนัดด้วย หากพยานได้รับหมายเรียกครั้งที่ 2 แต่ยังขัดหมายโดยไม่มีเหตุอันสมควร DSI จะพิจารณาดำเนินคดีกับพยานในข้อหาขัดหมายเรียก
ในวันเดียวกันนั้นเอง รัชกาลที่ 10 มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งอนุทิน ชาญวีรกูลเป็นนายกรัฐมนตรี ตั้งแต่ 7 กันยายน 2568 อนุทินได้แถลงต่อสื่อเป็นครั้งแรกภายหลังได้รับพระบรมราชโองการ เขากล่าวขอบคุณและให้คำมั่นสัญญาในหลายประเด็น ทั้งประเด็นแก้ไขปัญหาของประเทศ รวมถึงการทำงานของรัฐบาลหลังจากนี้ก่อนที่จะมีการยุบสภาตามกรอบเวลาที่ตกลงร่วมกับพรรคประชาชน
อนุทินได้ให้คำมั่นแก้ปัญหา 4 ด้านของประเทศ
ปัญหาเศรษฐกิจ - จะเร่งดำเนินมาตรการลดรายจ่าย ลดค่าครองชีพ ลดค่าพลังงาน ค่าเดินทาง ค่าขนส่งต่าง ๆ ให้แก่ประชาชนและผู้ประกอบการ รวมถึงจะแก้ไขปัญหาหนี้สินให้แก่เกษตรกรและผู้มีรายได้น้อย และหามาตรการต่าง ๆ มาเสริมสร้างรายได้ให้แก่ผู้ประกอบการและประชาชน รวมถึงทำให้รายได้ของชุมชนท้องถิ่นมั่นคงแข็งแรงขึ้น
ปัญหาความมั่นคง – จะเร่งแก้ไขปัญหากรณีพิพาทระหว่างไทยและกัมพูชาด้วยแนวทางสันติภาพเพื่อลดความสูญเสียของประชาชนของทั้ง 2 ประเทศ อย่างไรก็ตาม จะต้องยึดหลักการไม่ให้ไทยเสียดินแดนแม้แต่ตารางเซนติเมตรเดียว
ปัญหาภัยธรรมชาติ - ต่อยอดจัดทำระบบเตือนภัย ระบบเยียวยาและฟื้นฟูต่าง ๆ รวมถึงเร่งชดเชยค่าเสียหายประชาชนผู้ประสบภัยตามธรรมชาติ ซึ่งนายอนุทินย้ำในช่วงนี้ว่าเป็นเรื่องที่ตนเองคุ้นเคยเป็นอย่างดีเพราะติดตามมาตั้งแต่ตอนที่เป็น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย และให้คำมั่นว่าเขาจะทำต่อเนื่อง เนื่องจากจะควบตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยต่อจากนี้ด้วย
ปัญหาภัยสังคม – เร่งปราบปรามขบวนการค้ายาเสพติด ค้ามนุษย์ สแกมเมอร์ การพนันและพนันออนไลน์ โดยสร้างความร่วมมือกับประเทศเพื่อนบ้าน
ด้านนายกรัฐมนตรีกัมพูชาฮุน มาเนต ได้โพสต์ภาพจดหมายผ่านเฟซบุ๊ก Hun Manet ซึ่งส่งถึงนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีคนที่ 32 ของประเทศไทย เพื่อแสดงความยินดีในโอกาสที่ได้รับเลือกให้ดำรงตำแหน่งผู้นำรัฐบาลไทย ในจดหมายดังกล่าวของฮุน มาเนตถึงอนุทินได้มีการแสดงความชื่นชมความตั้งใจของอนุทิน และยังมีการแสดงความมุ่งหวังว่าไทยและกัมพูชาจะสามารถสร้างความสัมพันธ์อันดีต่อกัน ฮุน มาเนต ยังเน้นย้ำถึงความตั้งใจในการทำงานอย่างใกล้ชิดกับนายอนุทิน เพื่อฟื้นฟูความสัมพันธ์ระหว่างไทยและกัมพูชาให้กลับสู่สภาวะปกติ สร้างความไว้วางใจซึ่งกันและกัน รวมถึงพัฒนาพรมแดนของทั้ง 2 ประเทศให้กลายเป็นพื้นที่แห่งสันติภาพ ความร่วมมือ และความเจริญรุ่งเรืองร่วมกัน
ด้านพรรคเพื่อไทย ก็ยื่นหนังสือถึงประธานผู้แทนราษฎร ขอให้ส่งคำร้องถึงศาลรัฐธรรมนูญ พิจารณาวินิจฉัยสมาชิกภาพของอนุทิน ชาญวีรกูล สส. พรรคภูมิใจไทย และณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส. พรรคประชาชน สิ้นสุดลงเฉพาะตัวตามรัฐธรรมนูญ 2560 มาตรา 101 (3) ประกอบกับมาตรา 185 (1) (2) หรือไม่ จากกรณีทำข้อตกลงร่วมระหว่างพรรคประชาชน-ภูมิใจไทย โหวตอนุทินเป็นนายกรัฐมนตรี
ครม. ใหม่ บวรศักดิ์นั่งรองนายกฯ ด้านกฎหมาย อดีตลูกน้องสว.สีน้ำเงินคุมกระทรวงยุติธรรม
16 กันยายน 2568 สื่อมวลชนรายงานโผครม. รัฐบาลอนุทิน โดยมีรัฐมนตรีจากโควตาแต่ละพรรคการเมืองและรัฐมนตรีจาก “คนนอก” ที่ไม่ได้มาจากพรรคการเมืองใด โดยปรากฏชื่อ บวรศักดิ์ อุวรรณโณ นั่งเป็นรองนายกรัฐมนตรีด้านกฎหมาย
สำหรับอีกตำแหน่งน่าจับตามองอย่างรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ที่จะคุมกรมสวบสวนคดีพิเศษที่รับผิดชอบคดีโกงเลือก สว. ด้วย ปรากฏชื่อของพล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ ในโผ โดยพล.ต.ท.รุทธพล ประกอบอาชีพรับราชการตำรวจ เคยเป็นผู้ใต้บังคับบัญชาของ พล.ต.ต.ฉัตรวรรษ แสงเพชร หนึ่งใน สว. ผู้ถูกกล่าวหาในคดีโกงเลือก สว.
19 กันยายน 2568 ราชกิจจานุเบกษาเผยแพร่พระบรมราชโองการ ประกาศ แต่งตั้งรัฐมนตรี รัฐบาลอนุทิน ชาญวีรกูล