โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ต่างประเทศ

เปิด “คลังน้ำมันฉุกเฉินโลก” เครื่องมือสำคัญรับมือช็อกราคาพลังงานจากสงคราม

การเงินธนาคาร

อัพเดต 10 มีนาคม 2569 เวลา 19.24 น. • เผยแพร่ 2 ชั่วโมงที่ผ่านมา

หลายประเทศเริ่มจับตาการใช้คลังสำรองน้ำมันฉุกเฉินเพื่อสกัดแรงกระแทกราคาพลังงาน โดยประเทศสมาชิก IEA มีน้ำมันสำรองรวมกันอย่างน้อย 1.2 พันล้านบาร์เรล

วันที่ 10 มีนาคม 2569 เวลา 04.48 น. สำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงานว่า ท่ามกลางความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่เริ่มกระทบต่อการส่งออกน้ำมันจากอ่าวเปอร์เซียรัฐบาลหลายประเทศทั่วโลกกำลังหันมาพึ่งพาคลังสำรองน้ำมันฉุกเฉิน เพื่อเป็นแนวป้องกันสำคัญต่อความผันผวนของราคาพลังงาน กลไกดังกล่าวมีต้นกำเนิดตั้งแต่ทศวรรษ 1970 หลังวิกฤตพลังงานครั้งใหญ่

โดยตัวอย่างสำคัญ คือคลังสำรองปิโตรเลียมเชิงยุทธศาสตร์ของสหรัฐฯ (Strategic Petroleum Reserve: SPR) ซึ่งถูกจัดตั้งขึ้นเพื่อใช้เป็นตาข่ายความปลอดภัยในช่วงที่เกิดวิกฤตด้านพลังงาน ปัจจุบันราคาน้ำมันและน้ำมันเบนซินที่พุ่งสูงจากสงครามกับอิหร่านกำลังเพิ่มแรงกดดันต่อประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ และผู้นำประเทศต่าง ๆ ให้พิจารณานำคลังสำรองเหล่านี้ออกมาใช้

ประเทศสมาชิกสำนักงานพลังงานระหว่างประเทศ (IEA) ซึ่งมีทั้งหมด 32 ประเทศ มีน้ำมันสำรองฉุกเฉินรวมกันอย่างน้อย 1.2 พันล้านบาร์เรล โดย IEA ทำหน้าที่ประสานการปล่อยน้ำมันสำรองในช่วงวิกฤต ในอดีตมีการใช้มาตรการนี้มาแล้วหลายครั้ง เช่น ในช่วงก่อนสงครามอ่าวเปอร์เซียปี 2534 หลังพายุเฮอร์ริเคนแคทรีนาและริตาในปี 2548 ระหว่างสงครามกลางเมืองในลิเบียปี 2554 และอีกสองครั้งในปี 2565 หลังสงครามรัสเซีย–ยูเครนกระทบตลาดพลังงานโลก

ในบรรดาประเทศสมาชิก IEA สหรัฐถือครองคลังสำรองที่ใหญ่ที่สุด ซึ่งประกอบด้วยสถานที่เก็บน้ำมันใต้ดินขนาดใหญ่ 4 แห่งบริเวณชายฝั่งอ่าวเม็กซิโก คลังเหล่านี้สามารถเก็บน้ำมันได้มากกว่า 700 ล้านบาร์เรล อย่างไรก็ตาม ข้อมูลจากกระทรวงพลังงานสหรัฐ ระบุว่า ปัจจุบันมีน้ำมันอยู่ประมาณ 415 ล้านบาร์เรล หรือราว 60% ของความจุทั้งหมด เนื่องจากก่อนหน้านี้ประธานาธิบดีโจ ไบเดนได้สั่งปล่อยน้ำมันจากคลังสำรองในระดับสูงเป็นประวัติการณ์ เพื่อลดแรงกดดันด้านราคาหลังรัสเซียบุกยูเครน

ขณะเดียวกัน จีน ซึ่งเป็นผู้นำเข้าน้ำมันรายใหญ่ที่สุดของโลก ได้สะสมคลังสำรองน้ำมันเชิงยุทธศาสตร์ขนาดใหญ่เช่นกัน โดย นักวิจัยจากศูนย์นโยบายพลังงานโลกของมหาวิทยาลัยโคลัมเบีย ประเมินว่า จีนมีน้ำมันดิบในคลังสำรองประมาณ 1.4 พันล้านบาร์เรล ซึ่งอาจมากกว่าปริมาณสำรองของสหรัฐด้วยซ้ำ

แม้ว่ารัฐบาลประเทศต่าง ๆ จะมีเครื่องมือดังกล่าว แต่การตัดสินใจใช้คลังสำรองยังคงเป็นเรื่องละเอียดอ่อน รัฐมนตรีคลังของกลุ่ม G7 ระบุเมื่อวันที่ 9 มีนาคมว่า ประเทศสมาชิกพร้อมใช้คลังสำรองน้ำมันหากจำเป็น แต่สถานการณ์ยังไม่ถึงขั้นต้องดำเนินการทันที ด้านประธานาธิบดีทรัมป์ยังคงลังเลที่จะปล่อยน้ำมันจากคลัง SPR โดยเขาและรัฐมนตรีพลังงาน คริส ไรต์ มองว่าราคาพลังงานที่สูงขึ้นเป็นเพียงภาวะชั่วคราว

บางประเทศเริ่มเตรียมมาตรการของตนเอง เช่น ญี่ปุ่น ที่สั่งให้คลังเก็บน้ำมันเตรียมพร้อมสำหรับการปล่อยน้ำมัน แม้ว่ารัฐบาลจะยังไม่ได้ตัดสินใจขั้นสุดท้าย ขณะที่ อินเดีย ระบุว่ายังไม่มีแผนจะใช้คลังสำรองของประเทศในเวลานี้

อย่างไรก็ตามนักวิเคราะห์ตลาดพลังงานจำนวนมากยังตั้งข้อสงสัยว่า การปล่อยน้ำมันสำรองจะสามารถชดเชยอุปทานที่หายไปจากสงครามได้มากเพียงใด ธนาคารซิตี้กรุ๊ปประเมินว่า ความขัดแย้งอาจทำให้น้ำมันจากอ่าวเปอร์เซียหายไปจากตลาดโลกประมาณ 11–16 ล้านบาร์เรลต่อวัน ขณะที่อัตราการปล่อยน้ำมันสูงสุดของคลัง SPR อยู่ที่ประมาณ 4.4 ล้านบาร์เรลต่อวัน และต้องใช้เวลาประมาณ 13 วัน หลังการตัดสินใจของประธานาธิบดีจึงจะสามารถส่งน้ำมันเข้าสู่ตลาดได้จริง

นอกจากนี้รายงานของกระทรวงพลังงานสหรัฐยังชี้ว่าในทางปฏิบัติ อัตราการปล่อยน้ำมันอาจอยู่เพียง 1.4–2.1 ล้านบาร์เรลต่อวันเท่านั้น โดยในช่วงการปล่อยน้ำมันหลังสงครามยูเครนในปี 2565 ปริมาณน้ำมันที่ปล่อยจากคลังสำรองไม่เคยเกิน 1.1 ล้านบาร์เรลต่อวัน

สาเหตุที่รัฐบาลทรัมป์ยังลังเลในการใช้คลังสำรองมีหลายปัจจัย ทั้งมุมมองว่าตลาดน้ำมันยังมีอุปทานเพียงพอ โดยการผลิตน้ำมันของสหรัฐที่เพิ่มขึ้นช่วยรองรับความต้องการได้ รวมถึงประเด็นทางการเมือง เนื่องจากพรรครีพับลิกันเคยวิจารณ์รัฐบาลไบเดนอย่างหนักจากการใช้คลังสำรองจำนวนมากในอดีต

นอกจากนี้ยังมีข้อจำกัดด้านโครงสร้างพื้นฐาน เนื่องจากรัฐบาลสหรัฐกำลังพยายาม เติมน้ำมันกลับเข้าไปในคลังสำรอง โดยทรัมป์เคยให้คำมั่นว่าจะเติมให้เต็มอีกครั้ง แต่ระบบของคลังสำรองไม่ได้ถูกออกแบบให้สามารถรับน้ำมันและปล่อยน้ำมันออกพร้อมกันได้ อีกทั้งรัฐบาลยังระบุว่าการปล่อยน้ำมันครั้งใหญ่ในอดีตอาจทำให้โครงสร้างบางส่วนของคลังต้องได้รับการซ่อมแซม

ตามกฎหมายที่จัดตั้งคลัง SPR ในปี 1975 ประธานาธิบดีสหรัฐมีอำนาจสั่งปล่อยน้ำมันจากคลังสำรองได้ หากเกิดเหตุการณ์ที่ทำให้อุปทานพลังงานหยุดชะงักอย่างรุนแรงและคุกคามความมั่นคงของประเทศหรือเศรษฐกิจ นอกจากนี้ยังสามารถสั่งปล่อยน้ำมันในระดับจำกัดได้สูงสุด 30 ล้านบาร์เรล หากเกิดภาวะขาดแคลนพลังงานที่มีผลกระทบในวงกว้าง

ในอดีต สหรัฐใช้คลังสำรองน้ำมันเพียงไม่กี่ครั้ง เช่น ในปี 2534 ระหว่างสงครามอ่าวเปอร์เซีย ปี 2548 หลังพายุเฮอร์ริเคนแคทรีนา ปี 2554 ระหว่างวิกฤตลิเบีย และในปี 2564–2565 เมื่อรัฐบาลไบเดนปล่อยน้ำมันจำนวนมากเพื่อบรรเทาราคาพลังงานที่พุ่งสูงจากสงครามยูเครน

แม้ประธานาธิบดีทรัมป์จะให้คำมั่นว่าจะเติมน้ำมันในคลังสำรองให้เต็มอีกครั้ง แต่การดำเนินการดังกล่าวยังคงเผชิญอุปสรรคด้านงบประมาณ โดยเมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา รัฐมนตรีพลังงาน ประเมินว่า การเติมน้ำมันกลับเข้าไปในคลังอาจต้องใช้งบประมาณสูงถึง 20,000 ล้านดอลลาร์ ขณะที่สภาคองเกรสจัดสรรงบประมาณให้เพียง 171 ล้านดอลลาร์ ซึ่งเพียงพอสำหรับการซื้อน้ำมันประมาณ 1 ล้านบาร์เรล เท่านั้น

นอกจากนี้ ข้อมูลของสำนักงานพลังงานระหว่างประเทศ (IEA) ยังสะท้อนให้เห็นว่าหลายประเทศมีคลังสำรองน้ำมันที่สามารถรองรับการนำเข้าได้เป็นระยะเวลานาน โดยวัดจากจำนวน วันของการนำเข้าน้ำมันสุทธิ (days of net imports)

ตัวอย่างเช่น เนเธอร์แลนด์ มีสำรองมากถึง 413 วัน เดนมาร์ก 345 วัน ฟินแลนด์ 292 วัน และญี่ปุ่น 206 วัน ขณะที่ประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่อย่าง เยอรมนี มีสำรอง 130 วัน ฝรั่งเศส 122 วัน และ สหราชอาณาจักร 120 วัน

ในเอเชีย เกาหลีใต้ มีสำรองประมาณ 214 วัน ขณะที่หลายประเทศในยุโรปกลาง เช่นฮังการี 215 วัน สโลวาเกีย 159 วัน และ โปแลนด์ 121 วัน ต่างมีระดับสำรองที่ค่อนข้างสูงเพื่อรองรับความเสี่ยงด้านพลังงาน

อย่างไรก็ตาม บางประเทศ เช่น สหรัฐฯ แคนาดา เม็กซิโก และนอร์เวย์ ถูกจัดอยู่ในกลุ่ม ผู้ส่งออกน้ำมันสุทธิ (net exporters) จึงไม่ต้องพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันในระดับสูงเหมือนประเทศผู้นำเข้า ขณะที่บางประเทศมีคลังสำรองเพื่อความมั่นคงด้านพลังงาน แม้จะนำเข้าน้ำมันในสัดส่วนไม่มากนัก

อ้างอิง : www.bloomberg.com

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้องกับ สถานการณ์รอบโลก ทั้งหมด ได้ที่นี่

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...